การผสมเทียม เป็นการปฏิบัติงานที่คล้ายการทำหน้าที่ของพ่อพันธุ์ตามธรรมชาติ ต่างกันเพียงปริมาณน้ำเชื้อที่ใช้ผสมเทียม น้อยกว่าปริมาณน้ำเชื้อจากการผสมพันธุ์ตามธรรมชาติมาก แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ผสมติด ตำแหน่งที่ปล่อยน้ำเชื้อก็ต่างกัน พ่อพันธุ์จะปล่อยน้ำเชื้อที่ช่องคลอด(Vagina) แต่การผสมเทียมปัจจุบันจะปล่อยน้ำเชื้อที่ตำแหน่งตัวมดลูกเป็นส่วนใหญ่ เพื่อลดการถูกกักตัวอสุจิของหลืบที่คอมดลูก(Cervix)นอกจากนี้ น้ำเชื้อที่ใช้ผสมเทียม ยังผสมด้วยยาปฏิชีวนะ เพื่อลดการติดเชื้ออันเกิดจากการสืบพันธุ์ เป็นต้น
การผสมเทียม เป็นการพัฒนาการผสมพันธุ์โดยการเลียนแบบและประยุกต์การผสมพันธุ์ตามธรรมชาติ ซึ่งหากปฏิบัติได้ถูกต้องตามขั้นตอนจะมีคุณอนันต์ แต่หากปฏิบัติผิดขั้นตอนจะมีโทษมหันต์ ซึ่งกล่าวถึงคุณและโทษของการผสมเทียมได้โดยสังเขป คือ
ประโยชน์ของการผสมเทียม
1.สามารถปรับปรุงพันธุ์สัตว์ให้ดีขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
น้ำเชื้อพ่อพันธุ์พันธุ์ดีจากการรีดน้ำเชื้อเพียงครั้งเดียว สามารถนำไปผลิตเป็นน้ำเชื้อแช่แข็งเพื่อทำการผสมเทียมให้กับแม่พันธุ์ได้หลายพันตัว ดังนั้น พันธุ์สัตว์ของประเทศจึงพัฒนาให้ดีขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
2.ย่นระยะเวลาในการพิสูจน์พ่อพันธุ์
สัตว์ที่จะเป็นพ่อพันธุ์ได้นั้น จำเป็นต้องผ่านการพิสูจน์ความสามารถในการถ่ายทอดลักษณะที่ดีไปสู่ลูกด้วยการผสมเทียมกับสัตว์เพศเมีย นับร้อยนับพันตัว เพื่อเก็บข้อมูลจากลูกที่เกิดมา ในการที่ต้องผสมกับสัตว์ตัวเมียเป็นร้อยเป็นพันตัวเพื่อดูลักษณะของลูกที่เกิดนั้น ถ้าใช้การผสมตามธรรมชาติจะทำได้ช้า หรือแทบทำไม่ได้เลย ดังนั้น การผสมเทียมจึงสามารถย่นระยะเวลาการพิสูจน์พ่อพันธุ์ลงได้มาก
3.สามารถทำให้สัตว์คลอดลูกได้ตามฤดูกาล
โดยปกติ เกษตรกรมักต้องการให้แม่โคกระบือคลอดลูกในต้นฤดูฝน ซึ่งเป็นช่วงที่มีน้ำหญ้าบริบูรณ์ ถ้าปล่อยให้ผสมกันเองตามธรรมชาติ สัตว์มักจะคลอดไม่ตรงต้นฤดูฝน ทำให้คลอดออกมาแล้วขาดอาหาร แต่ถ้าใช้การผสมเทียม โดยทำการผสมเทียมก่อนฤดูฝน 9 เดือน ลูกโคจะคลอดในช่วงฤดูฝนพอดี
4.ตัดปัญหาในการเลี้ยงดูสัตว์พ่อพันธุ์
ในการเลี้ยงสัตว์โดยทั่วไป มักจำเป็นต้องเลี้ยงพ่อพันธุ์อย่างน้อย 1 ตัว เพื่อให้คุมฝูง แต่เมื่อใช้บริการผสมเทียม ไม่จำเป็นต้องเลี้ยงสัตว์พ่อพันธุ์อีกต่อไป เป็นการประหยัดค่ายาและค่าอาหารในการดูแลพ่อพันธุ์
5.ตัดปัญหาในการขนส่งสัตว์ไปผสมพันธุ์กัน
การผสมพันธุ์ในอดีต จะต้องนำสัตว์พ่อพันธุ์หรือแม่พันธุ์ไปผสมพันธุ์กัน ซึ่งโคเป็นสัตว์ใหญ่ การขนส่งหรือการเคลื่อนย้ายทำได้ลำบาก ถ้าใช้การผสมเทียม เพียงแต่นำน้ำเชื้อแช่แข็งและอุปกรณ์การผสมเทียมไปเท่านั้น ก็ทำการผสมเทียมได้
| วิธีการและขั้นตอนการผสมเทียม |
| หน้า 2 จาก 5
6.สามารถผสมพันธุ์สัตว์ต่างขนาดกันได้ พ่อพันธุ์มักมีขนาดใหญ่ แต่แม่พันธุ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งโคพื้นเมืองของประเทศไทย มักมีขนาดเล็ก การปล่อยให้ผสมพันธุ์กันเองตามธรรมชาติ จะทำให้แม่โคบาดเจ็บได้ การผสมเทียมจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ 7.ป้องกันโรคติดต่อที่เกิดจากการผสมพันธุ์กัน โดยปกติ ปลายหนังหุ้มลึงค์ (Prepuce) ของพ่อโค มักเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคต่าง ๆ ดังนั้น ถ้าปล่อยให้โคผสมพันธุ์กันเองตามธรรมชาติ โอกาสที่เชื้อโรคที่สะสมที่ปลายลึงค์พ่อโค จะติดไปสู่มดลูกแม่โคจึงมีมาก แต่ถ้าใช้วิธีการผสมเทียม จะช่วยแก้ปัญหานี้ไปได้ นอกจากนี้ ในกระบวนการรีดเก็บและผลิตน้ำเชื้อแช่แข็งนั้น พ่อพันธุ์ต้องผ่านการตรวจโรคติดต่อทุกปี ปัญหาโรคจากพ่อพันธุ์ที่แพร่ไปกับน้ำเชื้อจึงหมดไป 8.ป้องกันโรคระบาดที่เกิดจากการเคลื่อนย้ายสัตว์ไปผสมพันธุ์กัน การเคลื่อนย้ายสัตว์ไปผสมพันธุ์กัน ถ้าเคลื่อนย้ายสัตว์ที่ป่วยเป็นโรคระบาด เช่น โรคคอบวม , โรคปากเท้าเปื่อย การเคลื่อนย้ายไปต่างที่ จะทำให้ติดต่อไปสู่สัตว์ตัวอื่น ๆ ได้ง่าย ข้อเสียของการผสมเทียม 1.ถ้าพ่อพันธุ์ที่ใช้ผลิตน้ำเชื้อ มีลักษณะที่ไม่ดี ลักษณะที่ไม่ดีนี้ จะแพร่กระจายได้อย่าง รวดเร็ว 2.ถ้าเจ้าหน้าที่ผู้ทำการผสมเทียม ขาดความรู้และความชำนาญ หรือทำการผสมเทียมด้วยความสกปรก อวัยวะสืบพันธุ์ของแม่โคอาจเกิดการติดเชื้อหรือบาดเจ็บได้ การที่จะปฎิบัติงานผสมเทียมโค ผู้ทำการผสมเทียม รวมถึงผู้เลี้ยง จำเป็นต้องทราบถึงธรรมชาติของแม่โคให้ดีเสียก่อน เพื่อสามารถปฏิบัติได้ถูกต้องตามธรรมชาติ อัตราการผสมติดจะสูงขึ้น พื้นฐานที่จำเป็นต้องรู้ และต้องทำความเข้าใจ มีหลายหัวข้อด้วยกัน เจ้าหน้าที่ ควรทำความเข้าใจให้ดี เพื่อที่จะสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะกล่าวเป็นหัวข้อไป ได้แก่ ช่วงห่างของรอบการเป็นสัด ช่วงห่างของรอบการเป็นสัด (The length of estrus cycle) หมายถึงระยะเวลาของแต่ละรอบของการเป็นสัด กินเวลาประมาณ 21 วัน โคแต่ละตัว จะมีช่วงห่างของรอบการเป็นสัดไม่เท่ากัน โคสาวประมาณ 20.23 ± 2.33 วัน ส่วนในโคที่เคยมีลูกแล้วหรือโคนาง จะมีช่วงห่างของรอบการเป็นสัด ประมาณ 21.22 ± 3.68 วัน แต่โดยเฉลี่ย จะประมาณ 21 วัน ภายในรอบการเป็นสัดจะเกิดการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ทั้งที่เห็นได้จากภายนอก และที่ทราบได้จากการล้วงตรวจทางทวารหนัก เช่น การบวมแดงหรือเหี่ยวย่นของอวัยวะเพศที่เห็นได้จากภายนอก หรือ ลักษณะของรังไข่ บางระยะของรอบการเป็นสัดจะมีก้อนเนื้อเหลือง(CL) บางระยะก้อนเนื้อเหลืองหายไป หรือลักษณะของมดลูก บางระยะของรอบการเป็นสัดจะแข็งยืดหยุ่น บางระยะนิ่มเหลว ซึ่งการเปลี่ยนต่าง ๆ จะเปลี่ยนแปลงไปตามระดับของฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงในรอบของการเป็นสัดนั่นเอง <!--[if !vml]--> ภาพ รังไข่ที่มีฟอลลิเคิล(follicle)
การสังเกตอาการเป็นสัด (Heat Detection) การเป็นสัด หมายถึง การที่โคเพศเมียยอมรับการผสมพันธุ์พันธุ์ อาการของการเป็นสัด แบ่งได้เป็น 2 อย่าง คือ 1.อาการเสริม 2.อาการหลัก อาการของการเป็นสัด จะเริ่มจากอาการเสริมก่อน ได้แก่ โคจะร้องบ่อย ๆ กระวนกระวาย สนใจผู้เลี้ยง สนใจโคตัวอื่น เลียและดมตัวอื่น อวัยวะเพศบวมแดง มีเมือกใสไหลจากช่องคลอด โคที่กำลังให้นมปริมาณน้ำนมจะลดลง กินอาหารลดลง ไล่ขี่ตัวอื่น เป็นต้น อาการเสริมจะมีความปรวน แปร ไม่แน่นอน บางอาการอาจเกิดให้เห็นได้ แต่บางอาการอาจไม่เกิดให้เห็น แต่สุดท้ายของการเป็นสัด โคจะแสดงอาการหลักออกมา อาการหลักของการเป็นสัด ได้แก่ การที่แม่โคที่เป็นสัดยืนนิ่งให้โคตัวอื่นขี่ ซึ่งอาการยืนนิ่งให้โคตัวอื่นขี่ เป็นอาการที่สำคัญมาก ต้องสังเกตให้ได้ อาการยืนนิ่งให้ตัวอื่นขี่จะสัมพันธ์กับเวลาที่โคตัวนั้นจะเกิดการตกไข่ และเวลาที่จะมีการตกไข่ จะใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาเวลาที่เหมาะสมที่ควรทำการผสมเทียม เพื่อให้อัตราผสมติดสูงที่สุด ระยะเวลาตั้งแต่โคเริ่มยืนนิ่งให้ตัวอื่นขี่หรือปีนทับ จนถึงสิ้นสุดการยืนนิ่ง จะกินเวลาประมาณ 6-18 ชั่วโมงเท่านั้น
|