การพัฒนาคุณภาพจิตใจด้วยหลักกายไหว ใจนิ่ง

 

ในช่วง 13-15 กรกฎาคม 2548 ทางทีมHRMร่วมกับชมรมสร้างเสริมสุขภาพโรงพยาบาลบ้านตากและงานสุขศึกษาประชาสัมพันธ์ร่วมกันจัดกิจกรรมฝึกใจคลายเครียดในนามของโครงการธรรมานามัย โดยมีวิทยากรคือรองเจ้าคณะจังหวัดสิงห์บุรี ผมได้มีโอกาสร่วมในวันนี้ก็นับว่าเป็นสิ่งที่ดีมากๆเพราะเป็นการฝึกจิตของเราเอง เอาชนะตัวเองซึ่งยากที่สุดในชีวิตคน โดยท่านได้สอนในแนวทางของหลวงพ่อเทียน ภายใต้หลักการสั้นๆคือกายไหว ใจนิ่ง เป็นการเจริญสติหรือเจริญกรรมฐานแบบที่ไม่ต้องหลับตา ไม่ต้องบริกรรม แต่ให้มีการเคลื่อนไหวร่างกายเป็นปกติแต่ให้ใจนิ่งอยู่กับตนเอง เพื่อให้ตัวเราอยู่กับปัจจุบัน ไม่ห่วงหาอดีตหรือพะวงอนาคต ให้เข้าใจถึงการแปรเปลี่ยนของสรรสิ่งในโลกที่มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป ที่เรียกว่าไตรลักษณ์ ซึ่งพุทธศาสนาถือเป็นศาสตร์อย่างหนึ่งที่เรียกว่าพุทธศาตร์หรือวิชาแห่งผู้รู้(สึกตัว) แนวทางนี้ในความเห็นของผมที่ได้รับคำสอนจากท่านอาจารย์คิดว่าการเจริญสติหรือสมาธิแบบไม่ต้องหลับตาก็คือการฝึกควบคุมความคิดหรือควบคุมใจของเราให้อยู่ในจุดที่ต้องการ การเจริญสติจึงเป็นการควบคุมความคิด เมื่อควบคุมความคิดของเราได้ จิตเราเชื่องแล้ว เราก็สามารถควบคุมให้มันนิ่งได้ก็คือหยุดคิด การหยุดคิดก็คือการเจริญสมาธินั่นเอง คำว่าหยุดคิดนั้นคือไม่วอกแวกไปทางอื่น เราสามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้เลย เพราะสมาธิแบบนี้เป็นสมาธิที่แท้จริง เกิดได้แม้ขณะที่เราทำงาน ใจเราก็มุ่งมั่นอยู่ที่งานของเรา ไม่ฟุ้งซ่านไปที่อื่น กินข้าวใจก็อยู่กับการกินข้าว กวาดบ้านใจก็อยู่กับการกวาดบ้าน ตรวจคนไข้ใจก็อยู่กับการตรวจคนไข้ ไม่ได้ล่องลอยไปที่ไหน นี่คืออยู่กับปัจจุบัน ยิ่งเมื่อเจริญสติได้ดีก็สามารถควบคุมความคิดได้ เราก็จะคิดดี ทำดี คิดเป็น ทำเป็น เมื่อควบคุมความคิดได้เราก็รู้ทันความโกรธ รู้ทันความโลภ รู้ทันความหลง หยุดมันได้ก่อนที่จะส่งผลให้เราคิดหรือทำในสิ่งที่ไม่ดีได้ ไม่ปรุงแต่งความรู้สึกเข้าไปเรียกว่าละสังขารได้ ไม่ยึดติดก็คือละอุปทานได้ การควบคุมความคิดหรือการเจริญสติจึงเป็นทางที่ไม่ประมาท เมื่อไม่ประมาทเราก็ไม่มีความเสี่ยง เมื่อไม่มีความเสี่ยงเราก็มีคุณภาพทั้งคุณภาพงานและคุณภาพชีวิต ถ้าทำได้ตามนี้ผลการทำงานก็จะดีขึ้น บรรยากาศในการทำงานก็จะดีขึ้น ความสุขในการทำงานและการดำรงชีวิตก็จะดีขึ้น การรู้เท่าทันอารมณ์และความคิดจะทำให้เรามองโลกในแง่ดี มองคนอื่นในแง่บวกได้ ความไม่ประมาทโดยการเจริญสติหรือควบคุมความคิดจะนำไปสู่การหยุดคิดหรือใจนิ่งใจว่างจะเกิดปัญญา เมื่อมีปัญญาซึ่งเป็นความรู้ที่ปฏิบัติได้จริงก็ทำให้เราปฏิบัติได้อย่างเป็นปกตินั่นคือไม่ผิดพลาดความเป็นปกตินี้ก็เรียกว่าศีล ดังนั้นศีล สมาธิ ปัญญาก็คือไตรสิกขานั่นเอง สิ่งที่พระพุทธเจ้าค้นพบสำคัญคือความจริงแท้ 4 ประการคือทุกข์ สมุหทัย นิโรธ มรรค โดยทุกข์คือปัญหาถ้าเป็นของทุกคนก็คือการเกิด แก่ เจ็บ ตาย สมุหทัยคือสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา(Root causes) นิโรธคือการพ้นปัญหาหรือหมดปัญหาคือเป้าหมาย(End)และมรรคคือทางแก้ปัญหา(Mean) ซึ่งสิ่งที่เราต้องปฏิบัติเพื่อพ้นทุกข์นั้น พระพุทธเจ้าก็ได้บัญญัติไว้ในหลายระดับตามระดับปัญญาของผู้ปฏิบัติเหมือนการแบ่งบัว 4 เหล่า ท่านก็แบ่งแก่นความรู้ทางพุทธศาสตร์ให้จำง่ายขึ้นเรื่อยๆคือถ้ามีปัญญาเป็นเลิศจดจำได้มากก็ให้ดูตามพระไตรปิฎก 84,000 พระธรรมขันธ์ ถ้าจำไม่ไหวก็ให้ลดลงมาเป็นมรรคมีองค์ 8 ถ้ายังจำยากอีกก็ให้ใช้ไตรสิกขา(ศีล สมาธิ ปัญญา) ถ้าง่ายกว่านั้นคือสติ สัมปชัญญะและสุดท้ายถ้าอะไรไม่ได้ก็เอาแค่อัปมาทะหรือความไม่ประมาท ใน 3 วันนี้พวกเราทุกคน(แบ่งเป็น 3 รุ่น)ก็จะได้เจริญสติและเจริญสมาธิเพื่อให้ควบคุมความคิดได้ ทำจิตให้นิ่งได้เพื่อจะได้ไม่ประมาท และจะสามารถดำรงตนอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุขจริงๆ เป็นการทำคุณภาพอย่างหนึ่งที่สำคัญมากคือการพัฒนาคุณภาพจิตใจของตัวเราเองครับ