เมื่อเวลาผ่านไป ในราชสำนักจึงมีแต่ขุนนางจำพวกมาดเทห์ ประจบเก่งเป็นส่วนมาก เมื่อนั้นก็ถึงกาลอาวสานของราชวงศ์ฮั่น

ไม่ได้เข้ามาเขียนบันทึกในนี้นานเหมือนกัน...อย่างไรก็ตามยังไม่อยากเขียนหรือคัดเอาข้อความจากพระไตรปิฎกมาเล่าเพราะเป็นของสูงเวลาคัดมาผมจึงอยากมีสติเต็มเปี่ยม วิชาการต่างๆถ้าแยกย่อยออกเหมือนทุกวันนี้คงมีมากกว่า ๑๘ อย่างต่างจากอดีตอย่างแน่นอน เพราะฉะนันทุกวันนี้จึงมีวิชาต่างๆมากมาย วิชาทำสิ่งที่เล็กที่สุดจนถึงสิ่งใหญ่จนไม่มีประมาณ มีอยู่ในโลกปัจจุบันทั้งการเข้าถึงวิชาต่างๆนั้นง่ายสะดวกเพียงการผลิกฝ่ามือ(ฝ่ามืออรหันต์-กรงเล็บกระดูกขาว)

เคล็ดไม่ลับของวิชาต่างๆล้วนเป็นที่ตื่นตาตื่นใจแล้วแต่ว่าเหล่าชาวยุทธจะพอใจวิชาแขนงไหน ที่สำคัญคือมีมากมายจนไม่สามารถตัดใจทิ้งวิชาใดหนึ่งไปได้เมื่อประสพพบ ช่างเป็นอะไรที่รักพี่เสียดายน้องเสียนี่กระไร

ผมก็รำพันพิลาปไปตามประสาคนรักหนังสือ วิชาการต่างๆที่ผมกล่าวถึงส่วนมากก็พบในหนังสือ ห้องมหาสมุดอันกว้างใหญ่ที่ผมเข้าไปแล้วเหมือนโลกสวรรค์คลับของหมู่นักเลงราตรี หนังสือคือคัมภีร์เล่มใดที่จับขึ้นมาแล้วมีความรู้สึกว่าไม่อยากวางทุกเล่ม เนื้อความที่อยู่ข้างในของคำภีร์ต่างๆล้วนเป็นที่น่าศึกษาไม่แตกต่างกัน เมื่อเป็นดังนี้ห้องที่ผมอยู่จึงเต็มไปด้วยหนังสือเกือบทุกชนิด(ยกเว้นการ์ตูน) สาเหตุเดียวที่หนังสือเยอะคงเป็นเพราะไม่สามารถเลือกได้ว่าเล่มใดวิเศษกว่ากัน จนทุกวันนี้ก็ยังปลงใจไม่ได้ว่าจะอ่านเล่มใดก่อนหลัง (ชื้อมามากมายแต่ยังไม่ได้อ่านสักเล่ม...ฮา)

 นี้เป็นความรู้สึกของนักศึกษาหน้าใหม่ เชื่อว่าท่านทั้งหลายที่เป็นหนอนหนังสือ เป็นนักเขียนนักอ่านคิดคงเข้าใจ

เป็นที่น่าเสียดายว่าในบรรดาคนทั้งหลายที่เห็นคัมภีร์เป็นของมีค่าควรแก่การหยิบขึ้นมาอ่านนั้นมีไม่มาก เมื่อเปรียบส่วนกับคนทั้งหมดที่มีอยู่ แต่ก็อย่างว่าน่านแหละใช่ว่าการอ่านหนังสือเป็นวิชาเดียวที่เป็นศาตร์แห่งความรู้ชะเมื่อไหร่

หนังสือเล่มหนึ่งในหลายๆเล่มที่ผมประทับใจอ่านแล้วมองเห็นภาพสถานการณ์ใจปัจจุบันก็คือ "มหาอาณาจักรฮั่น อ่านประวัติศาตร์ด้วยสายตานักบริหาร" ของคุณก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์

ขอยกเอาข้อความที่ประใจสักหนึ่งประโยคใหญ่ๆมาลงไว้เพื่อเป็นประโยชน์ต่อสายตาของนักบริหารว่า

"อุดมการณ์ถือเป็นกิเลสประเภทหนึ่ง หากคนเรามุ่งมั่นใจเจตนารมณ์เกินไปรังแต่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง อันนำไปสู่ความวุ่นวายได้เช่นกัน อุดมการณ์ไม่แตกต่างจากความโลภซ้ำบางครั้งยังร้ายแรงกว่าความโลภเสียด้วยซ้ำ ผู้อ้างอุมดมการณ์จะถือตนเองเป็นวิญญูชนละเลยการเตือนสติตนเอง ขาดการยับยั้งชั่งใจ ยิ่งถลำลึกเท่าใดยิ่งส่งผลกระทบรุนแรงทวีคูณ"

บทความข้างบนกล่าวถึง "ฮั่นจิ่งตี้" ฮ่องเต้ของจีนผู้มีอุดมการณ์อันสูงส่ง ในยุคแห่งความรุ่งเรืองของราชวงศ์ฮั่น แต่ในความเจริญนั้นย่อมมีความเสื่อมอยู่ด้วยเป็นเงาตามตัวเหมือนเหรียญสองด้านเสมอ

ความเสื่อมของราชวงศ์ฮั่นส่วนหนึ่งก็มาจากแผนบริหารของทางราชสำนัก คือการคัดเลือกคนเข้ามาทำงานเป็นข้าราชการ โดยเน้นไปที่ความชื่อสัตย์ กตัญญู ซึ่งเป็นหลักคำสอนศาตร์ของสำหนักหยู การเลือกเฟ้นคนที่มีคุณสมบัติดังนี้เองจึงเป็นดาบคมที่สองเชือดเฉือนบั่นทอนสังคม

คนทั้งหลายที่หวังความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน มีหน้าตา อยากมีคนสรรเสริญแต่ไม่มีคุณสมบัติดังกล่าวจึง "แกล้งตีสองหน้า" ประพฤติปิดบังความหลอกลวงที่มีในตน ทำเป็นประหนึ่งว่ามีคุณธรรมเสียเต็มประดาเพื่อก้าวเข้ามาเป็นขุนนาง

เมื่อเวลาผ่านไป ในราชสำนักจึงมีแต่ขุนนางจำพวกมาดเทห์ ประจบเก่งเป็นส่วนมาก เมื่อนั้นก็ถึงกาลอาวสานของราชวงศ์ฮั่น(ฮั่นเกาจู่-หลิวปัง)

เป็นหนังสืออ่านแล้วสนุกได้ข้อคิดอยู่ไม่มากก็น้อย ผมยังนึกไม่ออกว่าจะเขียนต่ออย่างไรดี จึงขอจบเท่านี้ก่อนไว้ผมจะมาแก้ไขอีกทีครับ...