"มั่น" นัดหารือ อปท. กรมบัญชีกลาง สำนักงบฯ และก.พ. เคาะเงินเดือน อบต. คาดสรุปภายในวันที่ 17 ธ.ค.นี้ ก่อนเสนอ "กรณ์" นำเข้า ครม.สัปดาห์หน้า ด้านอภิสิทธิ์ห่วงผลกระทบงบพัฒนา หากขึ้นเงินเดือน อบต. 10% เงินเดือนนายกฯ อบต.มีสิทธิ์ถูกเฉือนทิ้ง นายมั่น พัธโนทัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ได้มอบหมายให้ประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กรมบัญชีกลาง สำนักงบประมาณ และสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เพื่อหาข้อมูลตัวเลขที่ชัดเจนเกี่ยวกับการปรับขึ้นเงินเดือนนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ซึ่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ต้องการทราบถึงผลกระทบที่จะมีต่องบพัฒนาของ อบต. ว่าจะมีมากน้อยเพียงใด หากมีการปรับขึ้นเงินเดือนดังกล่าว "นายกฯ อยากทราบถึงผลกระทบต่องบพัฒนา ว่าเมื่อเงินเดือนขึ้น จะไปกระทบการพัฒนาของ อบต. แค่ไหน เช่น หากมีการปรับเพิ่มเงินเดือน 10% จะกระทบต่องบพัฒนาของ อบต. แต่ละแห่งหรือไม่  คือท่านเกรงว่าอาจจะกระทบ ทำให้ต้องมีการตั้งงบพัฒนาเพิ่มขึ้นในปีต่อไป ซึ่งอาจส่งผลต่องบประมาณรายจ่ายของแผ่นดินด้วย แม้ว่าการขึ้นเงินเดือนจะใช้เงินของท้องถิ่นเองก็ตาม" นายมั่น กล่าว

       อย่างไรก็ดี จะมีการประชุมเพื่อสรุปตัวเลขที่ชัดเจนอีกครั้ง ในวันที่ 16 ธ.ค. หลังจากประชุมเมื่อวันที่ 15 ธ.ค. ยังไม่ได้ตัวเลขที่ชัดเจน ซึ่งหลังจากนั้นจะเสนอให้ รมว.คลัง พิจารณาและนำเสนอคณะรัฐมนตรี  เพื่อประกอบการตัดสินใจเรื่องนี้ในสัปดาห์หน้า โดยการตัดสินใจอยู่ที่นายกรัฐมนตรี

       นายมั่น กล่าวอีกว่า ที่จริงแล้วเงินเดือนของนายก อบต. ในปัจจุบันถือว่าต่ำมากแค่เฉลี่ยประมาณ 1.6 หมื่นบาทต่อเดือนเท่านั้น ต่ำกว่าปลัด อบต. ด้วยซ้ำ โดยหากได้รับอนุมัติให้ปรับขึ้นก็จะเพิ่มเป็น 2 หมื่นบาทต่อเดือน  ขณะที่นายกเทศมนตรีมีเงินเดือนถึง 6 หมื่นบาทต่อเดือน  ทั้งนี้ ตนมองว่า หาก อบต. แต่ละแห่ง สามารถหารายได้เพิ่มได้อีกปีละ 1.7 แสนบาท การขึ้นเงินเดือนก็ไม่น่าจะมีผลกระทบแต่อย่างใด

       นายมั่น กล่าวด้วยว่า สำหรับเรื่องงบสวัสดิการสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ที่ยังไม่ได้ข้อสรุป โดยที่ประชุม ครม. มอบหมายให้กระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณกลับมาพิจารณาใหม่นั้น ทางกรมบัญชีกลางจะได้หารือร่วมกับสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรให้ชัดเจนอีกครั้ง ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าสำหรับ
ค่ายานพาหนะ น่าจะใช้เป็นวิธีเหมาจ่ายรายปีสำหรับ ส.ส. แต่ละรายไปเลย ว่าเป็นเท่าไหร่ส่วนค่ารักษาพยาบาลก็น่าจะให้เบิกจ่ายจากงบประมาณได้แบบเดียวกับข้าราชการประจำ เพียงแต่จะไม่ครอบคลุมถึงครอบครัว จากเดิมที่ใช้วิธีซื้อประกันจากบริษัทประกันปีละ 2 หมื่นบาท ซึ่งไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่าย อย่างเช่น หากต้องผ่าตัดก็มีค่าใช้จ่ายถึง 2 แสนบาทแล้ว และบางโรคก็ไม่ได้รับความคุ้มครอง ดังนั้นจึงคาดว่างบประมาณที่จะใช้คงจะสูงกว่าวงเงินนี้

 

ข่าวหุ้น ไทยโพสต์ ข่าวสด

16 ธันวาคม 2553