บันทึกโลกกว้างคือห้องสมุด การท่องเที่ยวคือการอ่านหนังสือ : ตอนสุดท้ายขอนำทุกท่านไปยัง...
พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านแห่งชาติเกาหลี ( NATIONAL FOLK MUSEUM OF KOREA )
พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านแห่งชาติเกาหลี ( NATIONAL FOLK MUSEUM OF KOREA ) หรือ พิพิธภัณฑ์คติชนพื้นเมือง เป็นที่แสดงความเป็นมาของวัฒนธรรมเกาหลีตั้งแต่สมัยยุคโบราณ พิพิธภัณฑ์แห่งตั้งอยู่ภายในพระราชวังเคียงบกกุงนักท่องเที่ยวที่ซื้อบัตรเข้าชมพระราชวังสามารถเข้าชมได้ฟรี ก่อนจะเข้าชมพิพิธภัณฑ์ บริเวณทางเข้า จะเห็นรูปปั้นหินตั้งอยู่ 12 ตัว ตั้งรวมกันเป็นวงกลมเป็นรูปปันนักษัตร 12 ราศีค่ะ ที่นี่เป็นที่ยอดนิยมสำหรับนักถ่ายรูป อย่าลืมไปถ่ายรูปกับนักษัตรของตัวเองนะค่ะ และถ้าสักเกตจะเห็นนักษัตรยื่นเป็นวงกลมล้อมรอบ วงกลมสีแดงอยู่ ถ้าใครไปยืนบนวงนั้น และส่งเสียง จะมีเสียงกังวาลในหู ลองดูนะค่ะ แปลกดี นอกจากรูปปันนักษัตรแล้วไม้แกะสลักรูปหน้าปีศาจ คนเกาหลีสมัยก่อนจะปักไม้ไว้หน้าหมู่บ้าน เป็นความเชื่อค่ะว่าจะช่วยขับไล่ภูติผีปีศาจได้ฟังดูแปลกดีจัง แต่ความเชื่อก็คือความเชื่อค่ะ อย่าลบหลู่ จุดนี้ก็เป็นอีกจุดที่ไม่ควรพลาดที่จะเก็บภาพเอาไว้เป็นที่ระลึกจุดยอดฮิตเลยล่ะ ภายในพิพิธภัณฑ์จะแบ่งเป็นโซนต่าง ๆ เกี่ยวกับวัฒนธรรมการดำรงชีวิตของชาวเกาหลีทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่อยู่อาศัย อาหารการกิน การรักษาโรค การละเล่น ดนตรี รวมถึงประเพณีต่าง ๆ ใครที่ไม่ชอบเกี่ยวกับประวัติศาสตร์คงต้องคิดใหม่แล้วล่ะ เพราะการเข้ามาชมในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ อาจจะทำให้ชอบประวัติศาสตร์เลยก็ได้เพราะบอกได้เลยว่าเพลินมากเลยค่ะ ยิ่งถ้าได้ไกด์ดี ๆ คอยอธิบายว่าอะไรเป็นอะไรด้วยล่ะก็บอกได้เลยว่าเพลินจนลืมเวลาเลยล่ะ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านแห่งชาติเกาหลี จะเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้ตั้งแต่ 9.00-18.00 น. ( เดือน พ.ย.-กพ. เปิดถึง 17.00 น.) ปิดวันอังคารต้องเข้าชมก่อนเวลาปิดอย่างน้อย 1 ชั่วโมง สำหรับค่าเข้าชมพิพิธภัณ์แห่งนี้จะอยู่ที่ 3,000 วอน รวมค่าเข้าชมพระราชวังเคียงบกเรียบร้อยแล้ว ไงล่ะจ่ายครั้งเดียวได้เที่ยว 2 ที่เลย คุ้มที่สุดเลยใช่มั้ยค่ะ



พิพิธภัณฑ์ เทดดี้แบร์
พิพิธภัณฑ์ เทดดี้แบร์ สร้างขึ้นในโอกาสครบรอบ 100 ปี เทดดี้ แบร์ ซึ่งถือกำเนิดขึ้นในปี 1902 มีการทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนเมษายน ปี 2001 โดยมีการแสดงทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับ ตุ๊กตาหมี เทดดี้แบร์ สถานที่แห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวยุโรป ซึ่งมีผู้นิยม เทดดี้แบร์ กันมาก กล่าวกันว่ามีนักสะสม เทดดี้แบร์ ทั่วโลกหลายล้านคน บางคนเสาะแสวงหา เทดดี้แบร์ โบราณ หรือ เทดดี้แบร์ ที่มีลักษณะเฉพาะ หรือเคยมีเจ้าของที่เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง ซึ่ง เทดดี้แบร์เหล่านี้จะมีราคาแพง ภายในตัวอาคารเป็นการจัดแสดง ตุ๊กตาหมี จากทั่วโลก โดยแบ่งการแสดงออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนประวัติ ส่วนของงานศิลปะ และส่วนของการแนะนำโครงการ ผู้ชมจะได้รู้จักกับประวัติ 100 ปี เทดดี้ แบร์ ซึ่งจะมีการนำเอา เทดดี้แบร์ ที่มีชื่อเสียง ตั้งแต่ยุคแรกจนถึงปัจจุบันมาแสดง รวมทั้ง เทดดี้แบร์ โบราณให้ได้ชมด้วย นอกจากนี้ใน พิพิธภัณฑ์ ยังมี ตุ๊กตาหมี ที่แต่งกายและเลียนแบบงานศิลปะชื่อดัง เช่น โมนาลิซา, The Last Supper ซึ่งเป็นภาพวาดฝีมือ ลีโอนาร์โด ดาวินซี ส่วนที่ห้องศิลปะก็จะมีผลงานล่าสุดของศิลปินตุ๊กตาหมี (Teddy Bear Artist) ที่มีชื่อเสียงทั่วโลก รวมทั้งตัว การ์ตูนเทดดี้แบร์ ที่เด็ก ๆ ชื่นชอบ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ยังมี เทดดี้ แบร์ ที่เล็กที่สุดในโลก ด้วยขนาดเพียง 4.5 มม. มาแสดงอีกด้วย อีกทั้งภายในอาคารยังมีการจัดแสดง หมีเทดดี้ เป็นเรื่องราวในชีวิตประจำวันต่าง ๆ ซึ่งสะท้อนความเป็นอยู่ของชาวเกาหลี และประเทศอื่น ๆ ส่วนภายนอกอาคารที่จัดเป็นสวนก็ยังมีรูปปั้น เทดดี้แบร์ ในลักษณะต่าง ๆ ที่เป็นเรื่องเป็นราว เช่น ครอบครัวหมีดำของเกาหลี หรือสระน้ำที่ เทดดี้แบร์ มาตกปลากัน เป็นต้น


พระราชวังคยองบก หรือ เคียงบก (เกาหลี : 경복궁)
ตั้งอยู่ที่ตอนเหนือของกรุงโซลสาธารณรัฐเกาหลี เป็นหนึ่งในห้าพระราชวังใหญ่ที่สร้างขึ้นโดยราชวงศ์โชซอน สร้างขึ้นในปี พ.ศ.1937 (ค.ศ. 1394) โดยชองโดจอน (정도전) และได้กลายเป็นพระราชวังหลวงหรือวังหลักสำหรับประทับว่าราชการของกษัตริย์และเหล่าเชื้อพระวงศ์ของเกาหลีมาโดยตลอด และได้รับการต่อเติมโดยพระเจ้าแทจงและพระเจ้าเชจงมหาราช แต่บางส่วนของพระราชวังนั้นถูกเพลิงเผาวอดในช่วงที่ญี่ปุ่นบุกประเทศเกาหลี
พระราชวังมีเนื้อที่ 5.4 ล้านตารางฟุต โดยในช่วงต้นราชวงศ์โชซอนมีตำหนักอาคารมากถึง 200 อาคาร กระทั่งปี พ.ศ. 2135 ที่กองทัพญี่ปุ่นบุกรุกประเทศเกาหลี ตำหนักต่างๆ ได้ถูกทุบทำลาย ถูกเผาทิ้งไปเป็นจำนวนมาก ก่อนที่จะได้รับการบูรณะซ่อมแซม และสร้างพระราชวังขึ้นมาใหม่ในแบบฉบับเดิม โดยในปัจจุบันมีตำหนักทั้งสิ้น 10 ตำหนัก
คำว่า "เคียงบกกุง" ในภาษาเกาหลี แปลว่า "พระราชวังแห่งพรที่ส่องสว่าง (The Palace of Shining Blessings)"



อาหารเกาหลี
ประวัติของอาหารกิมจิ
ตั้งแต่มนุษย์เริ่มทำการเพาะปลูกมานั้น ผักเป็นที่ชื่นชอบเนื่องจากมีวิตามินและแร่ธาตุมากมาย อย่างไรก็ดีในฤดูหนาวเมื่อการเพาะปลูกไม่เอื้ออำนวยจึงได้นำไปสู่การพัฒนาการการถนอมอาหารโดยวิธีการหมักดอง กิมจิซึ่งเป็นผักดองชนิดหนึ่งจึงถือกำเนิดขึ้นในศตวรรษที่ 7
กำเนิดการใช้พริกเผ็ดป่น
แรกทีเดียว กิมจิเป็นผักดองเค็มดีๆนี่เอง แต่ในระหว่างศตวรรษที่ 12 ได้มีการทำกิมจิในรูปแบบใหม่ที่มีส่วนผสมของเครื่องเทศและเครื่องปรุงรสและในศตวรรษที่ 18 พริกเผ็ดป่นก็ได้มาเป็นส่วนผสมที่สำคัญของกิมจิในที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องขอขอบคุณการนำเอากะหล่ำปลีเข้ามาในศตวรรษที่ 19 มาทำเป็นกิมจิซึ่งเป็นที่ทราบกันดีในปัจจุบันนี้
ที่มาของชื่อกิมจิ
เป็นที่น่าสงสัยกันมาตลอดว่าชื่อกิมจินี้คงมาจากคำว่าชิมเช (Shimchae) (ผักดองเค็ม) แต่ด้วยสำเนียงที่เปลี่ยนไป ก็จะกลายเป็น: ชิมเช - คิมเช - กิมเช - กิมจิ
ทำไมกิมจิถึงได้มีการพัฒนาในประเทศเกาหลี
ในโลกนี้มีอาหารประเภทผักหมักดองไม่กี่ชนิด เหตุผลเป็นไปได้ว่ากิมจิได้รับการพัฒนาเป็นอาหารหมักขึ้นชื่อโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศเกาหลีมีดังนี้:
1) ผักต่างๆเป็นที่นิยมของคนโบราณในประเทศเกาหลี การผลิตที่สำคัญคือการเกษตรกรรม
2) ชาวเกาหลีมีวิธีการที่น่าทึ่งในการหมักปลาเพื่อใช้เป็นเครื่องปรุงรส
3) กะหล่ำปลี (Brassica) ซึ่งเหมาะในการทำกิมจิมีปลูกอยู่ทั่วไป
มีการบอกเล่ากันมาว่าการพัฒนากิมจิมีรากฐานมาจากสมัยนิยมการถือครอบครองที่ดินสำหรับพระซึ่งเริ่มมีมาก่อนสมัยของสามอาณาจักรบนคาบสมุทรเกาหลี เนื่องจากฤดูหนาวอันหนาวเหน็บนั้น ผู้คนในสมัยนั้นจำต้องรู้วิธีการถนอมอาหารประเภทผักเพื่อเก็บรักษาไว้
กิมจิในสมัยโบราณ
เป็นการยากที่จะพิสูจน์ขบวนการการพัฒนากิมจิในสมัยโบราณเพราะการบันทึกทางประวัติศาสตร์ในสมัยนั้นแทบจะไม่มีเลย เราเพียงแต่สันนิษฐานเอาว่าใช้วิธีการนำผักมาดองเกลือเพื่อที่จะเก็บรักษาไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้เท่านั้น
กิมจิในสมัยอาณาจักรโคเรียว
แม้จะไม่มีการบันทึกแน่ชัดลงไปว่ามีการพบกิมจิในสมัยก่อน กะหล่ำปลีได้ถูกกล่าวถึงในตำรายารักษาโรคทางภาคตะวันออกเรียกว่า ฮันยักกูกึบบัง (Hanyakgugeupbang) มีกิมจิสองชนิดคือ กิมจิ-จางอาจิ (Kimchi-jangajji) (หัวไชเท้าฝานเป็นแผ่นดองด้วยซอสถั่วเหลือง) และ ซุมมู โซกึมชอลรี (Summu Sogeumjeori - หัวไชโป๊) สมัยนี้กิมจิเริ่มได้รับความสนใจว่าเป็นอาหารแปรรูปที่ชื่นชอบโดยไม่คำนึงถึงฤดูกาลและการเก็บรักษาในฤดูหนาว สงสัยกันว่าการพัฒนาให้มีรสชาติในสมัยนั้นคือการทำกิมจิให้มีรสจัดจ้าน
กิมจิในสมัยโชซอน
หลังจากที่ได้มีการนำผักจากต่างประเทศเข้ามา กะหล่ำปลีใช้เป็นผักหลักในการทำกิมจิโดยทั่วไป ต้นศตวรรษที่ 17 (หลังจากที่ถูกญี่ปุ่นรุกรานในปี ค.ศ. 1592) มีการนำเข้าพริกจากประเทศญี่ปุ่น หลังจากนั้นราว 200 ปี พริกได้ถูกใช้เป็นส่วนผสมอย่างหนึ่งของกิมจิ ดังนั้นราวปลายสมัยโชซอนสีของกิมจิจึงกลายมาเป็นสีแดง
กิมจิในราชสำนักโชซอน
ตามปกติมีกิมจิสามชนิดที่ได้ถูกนำขึ้นมาถวายต่อกษัตริย์ในราชวงศ์โชซอน ได้แก่กะหล่ำปลีล้วน ชอทกุกจิ (Jeotgukji) เป็นกิมจิที่ผสมด้วยปลาหมักจำนวนมาก กิมจิหัวไชเท้า หรือ คักดูกิ (kkakdugi) และกิมจิน้ำตำราอาหารของโชซอน คือ โชซอน มูซางซานชิก โยรีเจบ็อบ (Joseon massangsansik yorijebeop) อธิบายการทำ ชอทกุกจิดังนี้:
1) ขั้นตอนแรกหั่นกะหล่ำปลีและหัวไชเท้าที่ล้างสะอาดแล้วเป็นชิ้นเล็กๆแล้วหมักเกลือ
2) นำมาผสมกับพริกแดงสับ กระเทียม ดรอบวอท (มินาริ -minari) ใบมัสตาด และสาหร่ายทะเล
3) ต้มปลาหมักแล้วทิ้งไว้ให้เย็น
4) ผสมน้ำปลาต้มกับเครื่องปรุงทั้งหมด
5) นำไปหมักในหม้อแล้วปล่อยทิ้งไว้จนได้ที่
แม้หัวไชเท้าและน้ำจะเป็นวัตถุหลักในการทำกิมจิน้ำ (dongchimi) ยังมีเครื่องปรุงหลายอย่างใช้ในการเพิ่มรสชาติสำหรับราชสำนักโชซอน หัวไชเท้าที่นำไปทำกิมจิน้ำจะต้องมีรูปทรงที่ดีและจะต้องล้างและหมักด้วยเกลือก่อนที่จะนำไปหมักในไหฝังดิน มีเกร็ดเล็กน้อยว่ากษัตริย์โกชอง (Gojong) กษัตริย์องค์รองสุดท้ายของโชซอน โปรดก๋วยเตี๋ยวเย็นผสมในกิมจิน้ำพร้อมด้วยน้ำซุปเนื้อเป็นอาหารมื้อค่ำในฤดูหนาว ดังนั้นจึงมีการทำกิมจิน้ำตำหรับพิเศษโดยมีลูกแพร์เป็นส่วนผสมใช้ทำก๋วยเตี๋ยวเย็นโดยเฉพาะ
กิมจิสมัยใหม่
มีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์พบว่ากิมจิเป็นอาหารบำรุงอย่างดีและมีนักโภชนาการทั้งหลายยังได้แนะนำให้เป็นอาหารในอนาคตสำหรับการบริโภคทั้งในและต่างประเทศ ดังนั้นกิมจิจึงเป็นสินค้าส่งออกไปยังประเทศต่างๆที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ชาวเกาหลีที่เดินทางเข้าประเทศจีน รัสเซีย และ เกาะฮาวาย และ ญี่ปุ่น เป็นคนแรกที่แนะนำกิมจิและรับประทานกิมจิเป็นเครื่องเคียงและค่อยๆเป็นที่นิยมขึ้นเรื่อยๆในหมู่ชาวต่างชาติ ด้วยประการฉะนี้จะพบกิมจิได้ในที่ที่มีชาวเกาหลีอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอเมริกาและญี่ปุ่นซึ่งมีชาวเกาหลีมากมาย กิมจิบรรจุกล่องหาได้ง่าย แต่ก่อนการผลิตและการบริโภคกิมจิจะอยู่ในสังคมชาวเกาหลีเท่านั้น แต่ปัจจุบันได้กลายเป็นอาหารของโลกไปแล้ว

“ฮันบก”
ชุดแต่งกายตามประเพณีของชาวเกาหลี หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ฮันบก” (Hanbok) จัดเป็นชุดประจำชาติของเกาหลีซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมานานนับพัน ๆ ปี ความสวยงาม และความสุภาพของวัฒนธรรมเกาหลีล้วนฉายอยู่ในรูปภาพของผู้หญิงในชุดฮันบก ก่อนอิทธิพลของเครื่องแต่งกายแบบตะวันตกจะเข้ามาแทนที่ ฮันบกเคยถูกใช้เป็นชุดแต่งกายประจำวัน โดย ผู้ชายสมัยก่อนจะสวมใส่ “ชอกอรี” (เสื้อนอกแบบเกาหลี) และ “พาจิ” (กางเกงขายาว) ขณะที่ ผู้หญิงจะสวมใส่ “ชอกอรี” กับ “ชีมา” (กระโปรง) แต่ปัจจุบันนี้ชาวเกาหลีมักจะใส่ “ฮันบก” เฉพาะโอกาสที่มีการเฉลิมฉลอง หรือวันสำคัญ ๆ เช่น วันแต่งงาน วันซอล ลัล (วันขึ้นปีใหม่ทางจันทรคติ) หรือวันชูซก(วันขอบคุณพระเจ้า)
ผ้าที่นำมาใช้ตัดชุดฮันบกมีอยู่มากมายหลายชนิดด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น ผ้าป่าน ผ้าฝ้ายมัส ลิน ผ้าไหม ผ้าแพร โดยผู้สวมใส่จะเลือกใส่ชุดที่ตัดจากผ้าชนิดใดขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศ ฮันบกที่ใช้สำหรับแต่งกายในฤดูหนาวมักใช้ผ้าที่ทอจากฝ้าย และกางเกงขายาวมีสายรัดที่ข้อเท้าซึ่งช่วยในการเก็บความร้อนของร่างกาย ในขณะที่ช่วงฤดูร้อนจะใช้ผ้าป่านลงแป้งแข็งหรือผ้ารามีซึ่งช่วยในการซึมซับ และการแผ่กระจายของความร้อนในร่างกาย
สีผ้าที่ถูกเลือกมาใช้ตัดชุดฮันบกส่วนใหญ่จะเป็นสีขาว ซึ่งสื่อถึงความสะอาด ความบริสุทธิ์ แต่หากต้องการได้ชุดที่ดูหรูขึ้นมาอีกนิดสำหรับสวมใส่ไปงานสำคัญ ๆ ก็จะใช้ผ้าสีแดง สีเหลือง สีน้ำเงิน และสีดำมาประกอบ การแต่งกายด้วยชุดฮันบกไม่ได้มีการกำหนดว่าจะต้องเป็นสีใด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความพอใจของผู้สวมใส่เป็นหลัก
หญิงสาวเกาหลีตั้งแต่เด็กจนถึงผู้ใหญ่จะมีชุดฮันบกเป็นของตนเองสำหรับใช้ใส่ในวันสำคัญต่าง ๆ โดยเราจะสังเกตได้ว่า ชุดฮันบกของหญิงสาวจะถูกออกแบบมาให้เป็นกระโปรงพองยาว และเสื้อตัวสั้น ทั้งนี้ก็เพื่อพรางรูปร่าง และปกปิดส่วนเว้าส่วนโค้งของผู้สวมใส่ไม่ให้เป็นที่ดึงดูดสายตาของเพศตรงข้ามมากนั่นเอง
![]()

โห..อ่านแล้วได้ความรู้เหมือนรายการสารคดีท่องเที่ยวเลยพี่อุ จะให้ดีคราวหน้าหาหนุ่มเกาหลีมาฝากสักคนได้ไหมค่ะ
ครั้งหน้า พาไปเที่ยว ทีเบต พระราชวังโปตาลานะ อยากไปๆๆ
-ขอบคุณค่ะที่เข้ามาเยี่ยม
-เปลี่ยนรูปแล้ว "แจ่ม" ดีมาก...ชัดเจน
-ตากเงินให้แห้งก่อนนะ เงินแห้งเมื่อไหร่จะพาไปทิเบต
ไปฮันนีมูนรอบนี้หวังจะได้ลูกชายหรือลูกสาวดีคะหรือว่าแฝดดีคะงวดนี้คงไม่ผิดหวังนะคะ งุงิงุงิ
ตั้งแต่ออกจากโรงบาลเสียงหัวเราะเป็นยังงี้แล้วเหรอป้า