จากยุคมั่งคั่งข้าวหอมถึงยุคอับจน

      ย้อนไปปี พ.ศ.2502 กรมการข้าวสมัยนั้นก่อนที่จะถูกแยกเป็นกรมวิชาการการเกษตรและกรมส่งเสริมการเกษตรในปี 2515 ได้เริ่มโครงการทำนาสาธิตแปลงใหญ่เป็นร้อยๆไร่ขึ้นที่ทุ่งกุลา ซึ่งในขณะนั้นยังเป็นทุ่งร้างกว้างใหญ่ โดยได้รับการ่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลีย

     เมื่อการปลูกข้าวหอมมะลิรอบทุ่งกุลาในครั้งนั้นได้ผลผลิตดีเป็นที่ประจักษ์ ชาวมาแถบทุ่งกุลาร้องให้และจังหวัดอื่นๆในภาคอิสานจึงหันมาปลูกข้าวหอมมะลิเพื่อใว้ขายเพราะได้ราคาสูง ส่วนข้าวเหนียวก็ปลูกใว้เพื่อบริโภค ภูมิภาคอีสานจึงมีพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิใหญ่ที่สุด แต่คุณภาพข้าวหอมมะลิยังขึ้นอยู่กับลักษณะดินและสภาพพื้นที่ที่ปลูก

        ด้วยความเค็ม แห้ง แล้ง ทรายของทุ่งกุลาจึงกลายเป็น แม่ ผู้ให้ความอุดมสมบูรณ์ และบ่มเพาะให้ข้าวหอมมะลิเป็นธัญญาหารชั้นเลิศ ข้าวหอมมะลิจึงหอมไกลไปทั่วโลก เลยพาก้นเรียกว่า ข้าวหอมทุ่งกุลา

        ท่ามกลางการผลิตข้าวหอมมะลิเพื่อการค้าทุกสภาพนิเวศน์ของท้องทุ่งกุลาที่หลากหลาย บริเวณริมลำน้ำอันเป็นแหล่งกำเนิดสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์ที่เรียกว่า ป่าบุ่งทาม ทางทิศเหนือเป็นชายขอบมีลักษณะ ป่าโคกหรือเนินทราย ส่วนบริเวณตอนกลางเป็นพื้นที่กว้างขนาดใหญ่มีลักษณะ ราบหรือลุ่ม จึงถูกแปรสภาพให้เป็นที่ทำนาปลูกข้าวหอมมะลิ

        การเร่งผลิตเพื่อให้ได้ผลผลิตสูงจำเป็นต้องพึ่งพาเทคโนโลยีไม่ว่าครื่องจักรกลทางการเกษตร ปุ๋ยเคมี ยาปราบศัตรูพืช ส่งผลให้ตนทุนการผลิตสูงขึ้น ผนวกกับสภาพธรรมชาติที่ไม่เอื้ออำนวย เช่นฝนนแล้งหรือน้ำท่วมขัง ป่าธรรมชาติถูกทำลายแปรเปลี่ยนเป็นทุ่งนาทำให้ธรรมชาติเสียสมดุล แหล่งอาหารสูญหายหรือลดน้อยลง ดินที่ใช้สารเคมีนานเข้าก็เสื่อมขาดความสมบูรณ์ การผลิตจึงตกอยู่ในภาวะเสี่ยง และนั่นนำมาสู่ยุคอับจนของคนทุ่งกุลา