กรมทางหลวง การทางพิเศษ และ กทม. ซึ่งรับผิดชอบการสร้างถนน มาช้านาน บางปีใช้งบประมาณนับแสนล้านบาท แต่เหตุใดหนอ จึงไม่ค่อยมีการปรับปรุง ป้ายบอกทางให้เป็นมิตรกับคนใช้ถนน

ถนนให้ทาน  ถนนให้บริการ

 

ครั้งหนึ่ง ผมเคยประชุมร่วมกับปลัดกระทรวงคมนาคม  ท่านรำพึงรำพัน ว่า เพิ่งหลงทางระหว่างขับรถไปเที่ยวแถวประจวบ พร้อมตัดพ้อว่า ป้ายบอกทาง ช่างน่ามึนเสียจริง เลยทำให้หลง

เผอิญจริงๆที่ผมดันไปรู้ว่า ก่อนเป็นปลัดกระทรวง ท่านเป็นอธิบดีกรมทางหลวง  เลยอดนึกในใจไม่ได้ว่า แหม ก็ท่านเคยยืนตรงจุดที่แก้ปัญหานี้ได้ในอดีต และแม้แต่วันที่ท่านรำพึงรำพันนั้นท่านก็ยังอยู่ในฐานะที่ทำอะไรได้มากขึ้นไปอีก  ไฉนจึงปล่อยให้โอกาสผ่านไปเสียฉิบ

เวลาผ่านมาหลายปี จนถึงวันนี้ เพื่อนวิศวกรของผมทั้งที่เป็นอาจารย์ เป็นผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานนโยบายของชาติ เป็นข้าราชการหน่วยงานสร้างทาง  ล้วนเห็นตรงกันว่า ป้ายบอกทางของถนนทุกสายในบ้านเรา ยังล้าสมัยมากเมื่อเทียบกับมาตรฐานสากล  มันช่างไม่เป็นมิตรกับคนใช้ถนนเอาเสียเลย

ในภาคธุรกิจ  การให้ข้อมูล/ความรู้แก่ลูกค้า เป็นหัวใจสำคัญต่อความสำเร็จอย่างที่รู้ๆกัน ธุรกิจจึงยอมลงทุนโฆษณากันครึกโครม  รวมๆกันแล้วคงมีมูลค่า ปีละหลายหมื่นล้านบาท

อันที่จริง ไม่เพียงภาคธุรกิจหรอกครับ  รพ.ที่ผมทำงานอยู่และรพ.อื่นๆอีกมากมาย แม้เป็นหน่วยงานราชการ  แต่มีความพยายามอย่างต่อเนื่องเพื่อปรับปรุงการให้ข้อมูล/ความรู้แก่ผู้ใช้บริการ  จนได้ยินเสียงชมมากขึ้นเรื่อยๆ 

กรมทางหลวง การทางพิเศษ และ กทม.  ซึ่งรับผิดชอบการสร้างถนน มาช้านาน บางปีใช้งบประมาณนับแสนล้านบาท  แต่เหตุใดหนอ จึงไม่ค่อยมีการปรับปรุง ป้ายบอกทางให้เป็นมิตรกับคนใช้ถนน

พูดถึงตรงนี้ เพื่อนวิศวกรของผมท่านหนึ่ง เลย ให้ข้อสังเกตว่า ก็ คนสร้างถนนในบ้านเรา เขาคงเห็นว่า งานของเขาเป็น “งานทำทาน” ไม่ใช่ ”งานบริการ” นี่ครับ  อีกคนเลยประชดต่อว่า อ๋อ ที่แท้ ถนนบ้าน เรา ก็คือ ถนนสำหรับ “ขอทาน” นะสิ

คิดๆดู ก็มีทั้งส่วนจริงและไม่จริง นะครับ 

เมื่อลองย้อนนึกดู  เวลาเดินข้ามสะพานลอยตามถนน  เดินตามตรอกซอกซอย  หรือแม้แต่ฟุตบาท ก็คงรู้สึกคล้ายๆกันนะครับว่า เผลอเมื่อใดเป็น “เจอดี” 

ผมเคยทักเพื่อนคนหนึ่งในรพ. ว่า ข้อเท้าเป็นอะไรหรือครับ เห็นใส่เฝือก เดินโขยกเขยก เธอเลยบอกว่า ไปเดินตกหลุมบนฟุตบาทแถวบ้าน  คราวนี้เป็นหนที่สองแล้วนะค่ะ   ฟังเธอแล้วเลยนึกถึงตอนลูกชายผมวิ่งเล่นบนฟุตบาทข้างสวนลุมพินี แล้วล่วงลงไปในท่อที่ไม่มีฝาปิดมิดชิด(ฝาแตกไปเกินครึ่ง)   

ที่ร้ายแรงถึงตายก็เคยได้ยินกันใช่มั๊ยครับ ถ้ายังจำกันได้ คือ ข่าวฉนวนคอนกรีตกั้นเสียง แตกล่วงลงมาจากทางด่วน ใส่หญิงชราที่กำลังข้ามสะพานลอยหน้ารพ.รามาธิบดี จนบาดเจ็บถึงชีวิต   หรือ ข่าวรถเก๋งตกทางด่วนตรงแยกนกเล็ก คนขับตายคาที่ ฯลฯ

สำหรับคนกลุ่มนี้ ถนนเมืองไทย ก็คือ “ถนนให้ทาน” จริงแท้แน่ทีเดียว

ด้านตรงกันข้าม  เพื่อนวิศวกร กรมทางหลวงเล่าให้ฟัง ว่า คนบางจำพวก ไม่ใช่ขอทานอย่างที่พูดกันมา พวกเขาทำตัวเป็น “นายใหญ่”  สามารถทำถนนจ่อขึ้นมาตรงทางโค้ง หรือ ล๊อบบี้ให้เปิดเกาะกลางถนน หรือ ตั้งโต๊ะขายของล้ำเข้ามาบนผิวจราจร ฯลฯ เย้ยกฎหมาย โดยไม่มีใครไปแตะต้องเลย  

อย่างนี้ คงไม่ผิดนักที่จะกล่าวว่า พวกเขาคือ ผู้ทำให้ ถนนเมืองไทย เป็น “ถนนอันธพาล” นั่นเอง

เอ้.... อย่างนี้ก็แปลว่า ถนนในบ้านเมืองนี้ ที่เข้าข่าย”ถนนให้บริการ” คงเป็นได้เพียงในความฝัน สินะ 

แต่เดี๋ยวก่อนครับ  ถ้าจะทำฝันให้เป็นจริง พอมีหนทางบ้างไหม น้อ

ลองคิดดูนะครับ  ...

ถ้า ทำให้ หัวคะแนน นักการเมือง ไปพูดกับเจ้านายว่า ชาวบ้านจะหย่อนบัตรให้ เมื่อท่านรับปากจะสร้าง”ถนนให้บริการ” แทน”ถนนให้ทาน”  เช่น

-สะพานลอยคนข้ามทางที่บันไดลาดพอให้ผู้สูงอายุ ขึ้นลงสะดวก ไม่มีสายไฟ ไม่สกปรก  ขั้นบันไดกว้างและไม่ลื่น 

- ฟุตบาทกว้างขวาง ร่มรื่น ราบเรียบ ไม่มีสิ่งกีดขวาง 

- ป้ายบอกทางบนถนน ชัดเจน อ่านง่าย บอกกันเป็นระยะแต่เนิ่น พอให้เตรียมเปลี่ยนเส้นทางได้ทัน ไม่หลงทาง

ถ้า จส.100 หรือ สวพ.91 หรือ หน่วยงานใดก็ได้ คอยรวบรวม SMS ภาพถ่ายกล้องมือถือหรือกล้องดิจิตอล เกี่ยวกับสภาพถนน แล้วจัดอันดับ ถนนยอดเยี่ยม ถนนยอดแย่ 5 อันดับแรก ประจำปี แยกตามหน่วยงานที่รับผิดชอบ  เผยแพร่ให้รู้ทั่วกัน 

ถ้า ผู้ผลิตกล้องดิจิตอล หรือ มือถือ จัดแสดงนิทรรศการประกวดภาพถ่ายแบบนี้ ประจำปี ในหอศิลป์ประจำ จังหวัด

ถ้า โรงเรียน/สถานศึกษา จัดประกวด ภาพวาด เรียงความ ร้อยกรอง เรื่องสั้น เกี่ยวกับ ถนนยอดเยี่ยม ถนนยอดแย่ ทุกปี

แล้ว รวบรวมเรื่องราว ภาพถ่าย ภาพวาด เรียนให้ ท่านอธิบดีกรมทางหลวง อธิบดีกรมทางหลวงชนบท ผู้ว่ากทม.นายกเทศมนตรี นายกอบจ.  นายก อบต.  รัฐมนตรีและปลัดกระทรวงคมนาคม ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ  ทะยอยกันเป็นระลอกตลอดปี 

อย่างนี้แล้ว ผลจะเป็นประการใด  คงน่าติดตามดูใช่มั๊ยครับ  อย่างน้อยก็ดีกว่า การนั่งบ่นให้คนใกล้ชิดฟัง หรือบริภาษในวงสนทนา แล้วทุกอย่างก็ลอยหายไปกลับสายลมอย่างที่ผ่านมา

คำว่า “พลเมือง”(citizen)  กับ “ชาวบ้าน”  อาจจะต่างกันตรงนี้แหละครับ  เพราะพลเมือง คือผู้สามารถและพยายามร่วมกันกำหนดชะตากรรมบ้านเมือง  ไม่รอความกรุณา แบบยอมจำนน