การส่งเสริมการเรียนรู้ น่าจะมีการส่งเสริมให้นักวิชาการในมหาวิทยาลัยและหน่วยงานของรัฐต่าง ๆ ทราบบ้างว่า “ความรู้ของชุมชนมีคุณค่า...”

ในปัจจุบันแนวทางส่งเสริมการเรียนรู้มักจะเห็นแต่ภาพของนักวิชาการไปส่งเสริมให้ชุมชนเรียนความรู้จากภายนอก

ทั้งที่อยู่ในรูปของงานวิจัยชุมชนที่อื่น  ที่นักวิชาการไปสุ่มสำรวจก็ดี ไปการจัดการวิจัยตามรูปแบบต่าง ๆ ก็ดีแล้วประเมินว่าชุดความรู้นั้นเหมาะสมที่จะส่งเสริม ก็ทำแผนเพื่อที่จะอัดความรู้นั้นลงไปในชุมชน

แต่ในทางกลับกัน เราจะเห็นภาพที่นักวิชาการยอมรับความรู้จากชุมชนนั้นน้อยมาก
มีนักวิชาการสักคนที่จะยอมรับว่าชุมชนนั้น “รู้จริง” และรู้มากกว่าตนเอง

ในการที่ให้นักวิชาการลงชุมชนนั้นทางภาครัฐมีนัยยะนี้แฝงอยู่บ้างหรือไม่
นัยยะแฝงก็คือ เพื่อที่จะนักวิชาการที่มีทิฏฐิมานะ เมื่อเจอกับของจริงที่ดีกว่าแล้ว จะยอมลดทิฏฐิมานะของตนเอง ลดความเชื่อมั่นในความรู้ของต่างชาติ หันมายอมรับภูมิปัญญาท้องถิ่น

ในปัจจุบันเราเน้นการส่งเสริมให้ชุมชนเรียนรู้ตนเอง แต่เราไม่ได้ส่งเสริมให้นักวิชาการเรียนรู้ตนเอง

เมื่อนักวิชาการไม่เรียนรู้ตนเอง การลงไปส่งเสริมให้ชุมชนเรียนรู้ตนเองก็ไม่ได้ผล เพราะกลายเป็นการนำความรู้ของตนเองไปทับถมภูมิปัญญาท้องถิ่น

จะมีประโยชน์อะไรที่เราไปสร้างตระหนักการเรียนรู้ในชุมชน แต่ไม่สร้างความตระหนักให้นักวิชาการเห็นค่าความรู้ของชุมชน

นักวิชาการลงไปชุมชน ไปเอาความรู้เขามา เสร็จแล้วเขียนรายงาน จากนั้นได้ผลงานทางวิชาการ ความรู้ก็วางอยู่ตรงนั้น จบอยู่ตรงนั้น จบอยู่ใบปริญญา จบอยู่แค่ตำแหน่ง

สุดท้าย ก็ต้องเข้ากรุงเทพฯไปอบรมกันเหมือนเดิม นักวิชาการในกรุงเทพฯ บอกอย่างไร ก็ต้องเชื่ออย่างนั้น แต่ปราชญ์ชุมชนบอกอะไรไม่ค่อยจะฟังกัน

เหมือนกันเราไปฟังแต่ความรู้เรื่องในบ้านเรากับคนนอกบ้าน แต่คนในบ้านบอกเราไม่ฟัง
ลูกบอกอะไรไม่ฟัง แต่ไปฟังข้อมูลจากคนอื่น
คนอื่นที่อยู่นอกบ้านจะรู้เท่ากับคนในบ้านเราได้อย่างไร

ถ้าเราศรัทธาต่อ Tacit knowledge จริง เราไม่จำเป็นต้องเดินทางไปอบรมสัมมนาที่ไหนเลย
เพียงแต่เราเปิดใจและใช้ตามองสภาพแวดล้อมในชุมชนที่เราทำงานอยู่ ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัย ถนนหนทางกลับบ้านของเรา ร้านข้าวแกงข้าง ๆ บ้าน เราก็จะได้ความรู้มากมายหลากหลาย จนอาจะเรียกได้ว่าชาตินี้ก็เรียนรู้ไม่หมด

นักวิชาการในปัจจุบันอาจจะมองไปไกลสักนิดจนลืมมองหนามที่จะตำเท้าตนเอง
เวลาโดนหนามตำเท้า ก็วิ่งไปกรุงเทพฯ แล้วก็ถามคนกรุงเทพฯว่า ใครเอาหนามมาวางไว้ตรงนี้ แทนที่จะรีบดึงหนามออกตนเองออกก่อน ใส่ยาแล้วรักษาแผลให้หาย เมื่อวิ่งไป หนามก็ทิ่มไปเรื่อย ยิ่งเดินมากก็ยิ่งลึกมาก

เหมือนกับคนที่ป่วยแล้วมัวแต่อ่านฉลากยา ยิ่งเป็นยาเมืองนอกยิ่งดี แต่ยังไม่เคยเปิดยาขวดนั้นดื่ม

การยอมรับความรู้จากภายนอก แต่ไม่ยอมรับความรู้จากท้องถิ่นก็เช่นเดียวกัน
เรารับ Explicit knowledge จากภายนอก แต่ปฏิเสธ Tacit knowledge ของชุมชน ก็เท่ากับเราปฏิเสธตัวตนของเราเอง

เหมือนกับเราเรียนวิธีการปรุงอาหารมามากมายหลายชาติ แต่ยังไม่เคยจุดเตาแก๊สแล้วลงมือทำอาหารแม้สักอย่าง
ในชีวิตของนักวิชาการก็เช่นนั้น ถ้าหากอ่านหนังสือหมดทั้งโลก แต่ลืมอ่านชีวิตของตนเอง อ่านความรู้ที่ตนเองที่เคยประสบอยู่ อ่านประสบการณ์ที่ภาครัฐมอบทุนการวิจัยให้เราเพื่อลงไปสัมผัสชุมชนแล้ว ชีวิตนักวิชาการนั้นก็ยังไม่สมบูรณ์...