แต่ละปีจะมีงานใหญ่ที่ผมต้องจัดเวลาไว้ปีละหลายครั้ง   ของมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลมี ๒ ครั้ง   คือช่วงปลายปี เป็นสัปดาห์แห่งการประชุมคณะกรรมการตัดสิน ต่อด้วยการตามเสด็จสมเด็จพระเทพรัตน์ฯ ไปทัศนศึกษา   ตามปกติเป็นช่วงปลายเดือนตุลาคมต่อเดือนพฤศจิกายน   แต่ปีนี้เร่งให้เร็วขึ้น ๑ เดือน เพื่อหนีฝนของภาคใต้   เพราะจะเสด็จนำคณะกรรมการรางวัลนานาชาติไปทัศนศึกษา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้

          อีกช่วงหนึ่งเป็นช่วงปลายเดือนมกราคม มีพิธีพระราชทานรางวัล   ต่อด้วยการประชุมวิชาการนานาชาติรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ซึ่งในปี พ.ศ. ๒๕๕๔ จะเป็นเรื่องกำลังคนด้านสาธารณสุข

          ปีนี้มีการเสนอชื่อผู้สมควรได้รับการพิจารณามากถึง ๗๑ คน   และยังมีรายชื่อคนที่มีผลงานเด่น เก็บไว้จาก ๓ ปีที่ผ่านมาอีกจำนวนหนึ่ง  

          รูปแบบของการจัดการประชุมคณะกรรมการรางวัลนานาชาติ (IAC – International Award Committee) ค่อยๆ มีแบบแผนที่สะดวกต่อการพิจารณาขึ้นเรื่อยๆ   โดยจัดให้ทำงานเสริมกันกับคณะกรรมการที่ปรึกษาวิชาการ (SAC – Scientific Advisory Committee)   คือ SAC ทำหน้าที่คล้ายๆ เป็นคณะทำงาน (study group) คอยรับการบ้านจาก IAC เอาไปทำการบ้าน แล้วเอาผลงานมาส่ง IAC

          เราทำงานได้ดีจน IAC สนใจมาก ถามว่าเรามีกรรมการกี่คน   และประชุมกันบ่อยไหม   เมื่อตอบว่าปีละ ๓ ครั้ง เขาก็ตกใจ   เพราะไม่น่าเชื่อว่าประชุมกันเพียงปีละ ๓ ครั้ง ผลงานจะออกมาดีขนาดนี้   นี่คือเคล็ดลับของการทำงานเป็นทีม   และเคล็ดลับของการใช้คนเก่งมาช่วยกันทำงานโดยมีเลขานุการคอยทำหน้าที่ช่วยค้นและช่วยประสานงาน   โดยที่จริงๆ แล้วเราทำงานกันปีละ ๓๖๕ วัน   แต่ทำคนละไม่มาก ตามความถนัดและความสนุกของกรรมการแต่ละคน

          ปีที่แล้วเราโดนตำหนิ ว่า SAC ทำงานดีจนเกิดท่าทีว่าจะเป็นผู้ตัดสินเสียเอง   คือเสนอ short list สั้นเกินไป  ไม่มีตัวเลือกให้ IAC มากพอ   ปีนี้เราจึงปรับตัวเสนอทั้ง รายชื่อทั้งหมด, long shortlist, shortlist, และ recommendation ที่เป็นรายละเอียดของ strong candidate แต่ละคนใน shortlist   แล้วในวันประชุมวันแรก เราเตรียมคน (SAC ที่เป็นผู้เขียน recommendation) มานำเสนอสั้นๆ ด้วย ppt   ซึ่งปีนี้มีผู้นำเสนอ ๕ คน คือ ศ. นพ. จิตร สิทธีอมร, พญ. ชนิดา วิณญานุวัตติกุล, พญ. รัศมน กัลยาศิริ (สองคนนี้ ศ. นพ. อภิวัฒน์ มุทิรางกูร ชวนมาช่วยจากจุฬาฯ), นพ. ปรีดา มาลาสิทธิ์, และ ศ. นพ. สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล

          แล้วเราก็ได้รับคำชม ว่าปีนี้ SAC ทำงานกลมกล่อมเหมาะสม ไม่มากไม่น้อยไป   และคนที่นำเสนอ recommendation ก็ทำได้ดี ช่วยให้ข้อมูลที่เป็น objective ได้ชัดเจนจนกรรมการใช้ subjective opinion ของตนได้ดี   จน IAC ทำงานได้ง่าย   และผมคิดว่า หากจะให้ตัดสินเสร็จในวันแรก ก็ทำได้   แต่เราไม่เร่งร้อน  เราจบการทำงานวันแรกเมื่อเวลา ๑๕.๔๕ น. เท่านั้น

          ประเด็นหนึ่งที่มีกรรมการรางวัลนานาชาติพูดซ้ำแล้วซ้ำอีก คือจุดเด่นของผลงาน ของ strong candidate แต่ละคนคืออะไร

          มี strong candidate บางคน ผลงานในภาพรวมดีมาก มี H Index สูงมากขนาด 100 แต้ม  แต่ไม่มีผลงานที่เป็นจุดเด่นจริงๆ   กรรมการรู้สึกลำบากใจที่จะตัดสินให้รางวัล   ผมว่าเรื่องนี้คงคล้ายๆ นักมวย   มวยหมัดหนัก ต่อยน้อยหมัดแต่น็อคคู่ต่อสู้ คนดูจะสะใจกว่าดูมวยหมัดแย้ป ที่ต่อยสวย ออกหมัดแยอะ แต่ไม่มีหมัดเด็ด

          เราพิจารณาผลงานของมูลนิธิด้วยในปีนี้ ทำให้ผมเข้าใจวิธีคิดของกรรมการว่า ในเรื่องผลงานของมูลนิธิ หรือขององค์กร/หน่วยงาน ต้องพิจารณา ๒ ประเด็นหลัก


     ๑. ไม่ใช่เอาผลงานรวมๆ ต้องหยิบผลงานเด่นเรื่องใดเรื่องหนึ่งมาชู และให้รางวัล


     ๒. ผลงานที่นำมายกย่องไม่ควรเก่ามากจนผู้เกี่ยวข้องตายไปหมดแล้ว หรือไปทำงานอื่นนานแล้ว เท่ากับว่า แม้จะยกย่ององค์กร ก็ต้องให้เห็นคนด้วย   และจะรู้สึกประดักประเดิดหากประเด็นที่ยกย่องนั้น เบอร์หนึ่งขององค์กรในปัจจุบันไม่ได้เป็นที่น่าชื่นชมในประเด็นนั้นเลย

          ข้อเรียนรู้อย่างหนึ่งที่ผมติดใจมาก ได้จากการนำเสนอของ ศ. นพ.จิตร สิทธีอมร คือคำว่า Contextual Evidence-based Medicine  ที่แยกจาก Global Evidence-based Medicine   ผมคิดว่านี่คือหลักการทำงานวิจัยรับใช้สังคมไทย   ที่เราควรเน้นทำงานสร้างสรรค์ความรู้หรือวิชาการเชิง contextual เป็นหลัก

          ขณะนี้คณะกรรมการ SAC ทำงานแบบมองภาพรวมเป็นเรื่องๆ เช่นเรื่อง โรคจิต  เรื่องธาตุสังกะสี (Zinc)  แล้วจึงมองหาตัวบุคคลที่มีผลงานเด่นในเรื่องนั้น   ซึ่งประเด็นที่ต้องเอาใจใส่คือ มีคนอื่นที่เราละเลยไปหรือไม่   กรรมการ IAC แต่ละคนจะคร่ำหวอดกับผลงานบางเรื่อง และช่วยแนะนำชื่อคนที่มีผลงานเด่นในเรื่องนั้นเพิ่มเติม   โดยหลักสำคัญที่เราต้องตรวจสอบเสมอคือ ถ้าจะให้รางวัลแก่ใครจะต้องมีคำอธิบายอย่างชัดเจนว่าผลงานเด่นที่ยกย่องคืออะไร

          อีกเรื่องหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้มากคือความก้าวหน้าของจิตเวชศาสตร์ ผมได้เรียนรู้ว่าเวลานี้การรักษาผู้ป่วยทางจิตเวชใช้วิธีผสม ระหว่างการให้ยากับจิตบำบัด (psychotherapy)   โดยการทำจิตบำบัดต้องใช้เวลาของจิตแพทย์ครั้งละประมาณ ๑ ชั่วโมง ซึ่งในต่างประเทศคิดค่าบริการแพงมาก   ช่วงที่อภิปรายเรื่องนี้มีคนตั้งคำถามว่า อจ. พญ. รัศมน ระบุว่าพลโลก ๔๕๐ ล้านเป็นโรคจิต ไม่มากไปหน่อยหรือ   มีคนเพิ่มข้อมูลว่า ในช่วงชีวิตของคน ร้อยละ ๓๐ จะเคยเป็นโรคจิต แต่มีคนแย้งว่าไม่ใช่ร้อยละ ๓๐ แต่เป็นร้อยละร้อย และไม่ใช่คนละครั้งเดียวด้วย ทำให้บรรยากาศในที่ประชุมเฮฮามาก

          ความรู้ใหม่อีกอย่างหนึ่งของผมคือความก้าวหน้าในเรื่องโรคหอบหืด ที่เดิมคิดว่าเป็นโรคเฉียบพลัน   เวลานี้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง กลายเป็นโรคเรื้อรัง   ที่เกิดจากพฤติกรรมที่ผิดปกติของเซลล์บุผนังหลอดลม อันเนื่องจากบุคคลผู้นั้นสั่งสมความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันที่ซับซ้อนมาก และผมได้เรียนรู้ว่าปัจจุบันการบำบัดรักษาโรคหอบหืดได้ผลดีมาก โดยใช้ยาสตีรอยด์พ่นเข้าจมูก   เป็นการรักษาโดยใช้สตีรอยด์แบบที่ไม่เกิดผลข้างเคียง   นี่คือผลดีต่อสุขภาพของผู้คนที่เกิดจากความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์การแพทย์พื้นฐาน

          การตัดสินรางวัลทำในวันที่ ๒ ของการประชุม คือวันที่ ๒๙ ก.ย. ๕๓

          ในที่สุดเราก็มาถึงตอนที่จะนำไปสู่ครึ่งชั่วโมงแห่งความตื่นเต้น ที่จะต้องเข้าสู่ฉันทามติในการตัดสินรางวัล   ซึ่งผมคาดการณ์ผิด คิดว่าในตอนสุดท้ายเหลือเพียง ๓ กลุ่มที่ผมคิดเอาเองว่าจะเป็นใครหรือคู่ใดก็ได้ใน ๓ กลุ่ม ก็น่าจะเป็นที่ยอมรับได้ทั้งสิ้น

          แต่กรรมการมีความเห็นแตกต่างกัน โดยแบ่งเป็น ๒ กลุ่ม  ผมในฐานะประธานไม่ได้ให้ความเห็น จนโดนกรรมการถาม ผมก็ให้ความเห็นส่วนตัวไปตามที่ผมรู้สึก   ซึ่งก็ไม่ช่วยการตัดสินใจ   ในช่วงวิกฤตเช่นนี้แหละครับ ที่การเรียนรู้เกิดขึ้นมาก   และเนื้อแท้หรือธาตุแท้ของคนแสดงออกมา   ซึ่งมีผลทำให้ผมรักและเคารพกรรมการของเรามากขึ้นอีก   เพราะแต่ละท่านต่างก็แสดงความมั่นคงในจุดยืนของตน แต่ก็พร้อมที่จะยืดหยุ่นเพื่อให้บรรลุฉันทามติในการตัดสินได้

          เราทำงานแบบโต้แย้งกันมาก แต่ในที่สุดก็ตกลงกันได้แบบได้ฉันทานุมัติ

          เมื่อเกิดการโต้แย้งกัน เราจะได้เรียนรู้วิธีทำงานที่จะช่วยสร้างความราบรื่นและเห็นพ้องในการตัดสินใจ   คือข้อเสนอ recommendation จาก SAC ต้องแสดงหลักฐานตามเกณฑ์ในการพิจารณาอย่างชัดเจน   บทเรียนนี้จะช่วยให้ SAC ทำงานอย่างมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

          ประเด็นสำคัญยิ่งที่ออกมาจากการถกเถียงแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเรื่องการให้รางวัลแก่มูลนิธิหรือองค์กรบางประเภทคือ แทนที่จะให้รางวัลเป็นเงิน ก็ให้การยกย่องโดยมอบเหรียญหรือโล่  หรือจัด symposium เพื่อให้โอกาสองค์กรที่ได้รับการยกย่องกล่าวแถลงผลงานที่ผ่านมา และแถลงเป้าหมายในอนาคต   เรื่องนี้เป็นมิติใหม่ของการทำงานอีกแล้ว   ที่เราจะต้องยกร่างแนวคิดเสนอขอความเป็นจากคณะกรรมการมูลนิธิต่อไป

          ข้อเรียนรู้อีกอย่างหนึ่งของผมคือเรื่องธาตุสังกะสี   ซึ่งในตอนนี้ผมเข้าใจแล้วว่าเป็นโลหะหนักที่มีความจำเป็นต่อชีวิตคล้ายๆ ธาตุเหล็ก   หากร่างกายมนุษย์ขาดธาตุสังกะสีก็จะมีความผิดปกติที่ระบบต่างๆ มากมาย   และยิ่งกว่านั้นในดินก็มีบางแห่งขาดธาตุสังกะสี   มีผลให้ดิน พืชและสัตว์ในบริเวณนั้นขาดธาตุสังกะสีไปด้วย

          ธาตุสังกะสีมีความสำคัญมากจนทำให้มีผู้เสนอให้มีการเพิ่มธาตุสังกะสีในอาหารของทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนชรา   เพราะมีหลักฐานว่าการขาดธาตุสังกะสีเกี่ยวข้องกับการเป็นโรค อัลไซเมอร์   นอกจากนั้น ยังมีผู้ให้ความเห็นว่าการรักษาเด็กท้องเดินโดยไม่ให้ธาตุสังกะสี เป็นการผิดจริยธรรม

          วันที่ ๓ ของการประชุม คือวันที่ ๓๐ ก.ย. ๕๓ เป็นการประชุมร่วมระหว่าง IAC กับ SAC เพื่อให้ IAC แนะนำหรือให้การบ้าน ว่า SAC ควรไปศึกษาเรื่องใดเพิ่มเติมอีก

          เราได้รับคำแนะนำอย่างละเอียดกว้างขวางมาก จาก ศ. Nevin Scrimshaw แห่ง MIT สหรัฐอเมริกา   ผู้เป็นกรรมการมาตั้งแต่ปีแรก   ท่านจึงเห็นความก้าวหน้าของการตัดสินรางวัลและกิจการอื่นๆ ของมูลนิธิฯ มาตลอด   และกล่าวชมว่าเป็นความสำเร็จที่น่าภูมิใจ   แต่ก็มีประเด็นให้ปรับปรุงได้อีกหลายเรื่อง  

          ประเด็นปรับปรุงที่กรรมการช่วยกันให้ข้อแนะนำคือ

•  การหมุนเวียนวาระของกรรมการ เพื่อให้มีทั้งความต่อเนื่อง และได้มุมมองใหม่ๆ


•  ทำให้รางวัลนี้เป็นที่รู้จักมากขึ้น  โดยได้รับคำแนะนำหลากหลายวิธี   รวมทั้งการหาวิธีสื่อสาร branding หรือ positioning ของรางวัล


•  หาทางให้มีการเสนอชื่อบุคคลที่มีผลงานด้าน basic ให้มากขึ้น   โดยเจาะส่งจดหมายเชิญตรงไปยังสถาบันที่ทำงานด้านนั้นโดยตรง ทั้งในต่างประเทศและในประเทศไทย

•  การให้เกียรติแก่ผลงานเด่น แบบไม่ต้องให้เงิน เช่นพระราชทานเหรียญหรือโล่  หรือจัดประชุม symposium เพื่อเผยแพร่ผลงานของผู้นั้นหรือหน่วยงานนั้น   ซึ่งกรณีนี้อาจรวมมอบให้แก่ผู้นำของประเทศที่ได้แสดงความมุ่งมั่นยืนหยัดเชิงนโยบายด้านสุขภาพที่น่าชื่นชมมาก 


•  ปรับปรุงแบบฟอร์มเสนอชื่อ  การมีจดหมายที่ดึงดูดในส่งไปเชิญชวน   การสื่อสารขอข้อมูลเพิ่มเติมจากผู้เสนอชื่อ   การมี pdf file ของ 5 paper ที่ดีที่สุดของ strong candidate   เพื่อช่วยให้การตัดสินรางวัลมีข้อมูลประกอบครบถ้วนยิ่งขึ้น 

 
•  การสื่อสารกับผู้เคยได้รับพระราชทานรางวัล ขอให้ช่วยเสนอชื่อหรือชักชวนผู้อื่นเสนอชื่อ


•  กรรมการ IAC แนะนำประเด็นความก้าวหน้าของการแพทย์และการสาธารณสุขหลากหลายด้าน ให้ SAC นำไปค้นข้อมูลต่อ เพื่อหาตัวผู้สมควรได้รับการยกย่อง   ยิ่งกรรมการ SAC ซักลงรายละเอียดทีละเรื่อง ก็ยิ่งได้รับคำแนะนำมากขึ้น   น่าชื่นใจมาก  

          ระหว่างที่ตัว IAC ประชุม ทางมูลนิธิก็เอาใจคู่สมรสด้วยการพาไปเที่ยวทัศนศึกษาและซื้อของ   ปีนี้เราจัดการประชุมวางแผนการจัด spouse’s program ล่วงหน้า ๒ เดือน   และแจ้งให้เขาทราบก่อน ซึ่งทำให้ทางกรรมการและคู่สมรสดูจะพอใจมาก  

          ตอนจัดประชุมเตรียมการ คุณโจ (มล. อนุพร เกษมสันต์) เสนอให้พาไปเที่ยวทางเรือ ไปชมทิวทัศน์บ้านเรือนในคลองทางฝั่งธน  เป็นคล้ายๆ cultural tour ซึ่งเราเห็นด้วย และเมื่อแจ้งไปทางคู่สมรสของกรรมการก็เกิดความคึกคักสนใจ

          แต่เอาเข้าจริงก็ต้องเปลี่ยนแผน เพราะน้ำมาก ล้นตลิ่ง เรือแล่นยากรวมทั้งอันตราย เพราะลูกทัวร์แต่ละคนอายุมากขึ้นลงเรือลำบาก  ต้องเปลี่ยนแผนเป็นเที่ยวทางรถ   วันแรกไปพระราชวังเดิมในบริเวณกองทัพเรือ   กับวัดอนงคารามเพื่อชมอุทยานสมเด็จพระศรีนครินทร์ รวมทั้งพิพิธภัณฑ์   ทำให้คู่สมรสของกรรมการได้เรียนรู้เรื่องราวของครอบครัวสมเด็จพระบรมราชชนก

          ทัวร์คู่สมรสนี้ผมเรียกว่า ทัวร์ไฮโซ หรืออาจจะเรียกว่า ทัวร์ไฮเอจ ก็ได้   ได้รับความสะดวกมาก เพราะปีนี้คุณโจเข้ามาจัดการเอง (และในวันแรกพาไปเองด้วย)  โดยมีหนังสือไปยังต้นสังกัดของสถานที่ต่างๆ ขอให้อำนวยความสะดวก   ก็ได้รับความสะดวกมาก ที่พระราชวังเดิมมีเจ้าหน้าที่ของกองทัพเรือนำชมและอธิบายเป็นภาษาอังกฤษอย่างดี  มีวิดีโออธิบายประวัติศาสตร์   และที่สวนสมเด็จย่าก็มีเจ้าหน้าที่ของพิพิธภัณฑ์อธิบาย   และในรถที่พาไปก็มีเจ้าหน้าที่ของ กทม. นั่งรถพาไป  

          สาวน้อยช่วยทำหน้าที่ฝ่ายใน ค้นเรื่องราวของสถานที่ที่จะไปเที่ยว พริ้นท์ในเจ้าหน้าที่มูลนิธิแจกคู่สมรสให้อ่านทำความเข้าใจล่วงหน้า   ช่วยให้ทัวร์ออกรสมากขึ้น 

          ในวันที่ ๒๙ ก.ย. ทีมคู่สมรสไปชมพระปฐมเจดีย์ ได้เข้าไปชมภายในองค์พระหลังพระร่วงโรจน์ฤทธิ์   ซึ่งผมเองก็ไม่เคยเข้าไป   และตอนบ่ายไปชมพระราชวังสนามจันทร์   การต้อนรับ การอธิบาย สถานที่ที่งดงาม และประวัติศาสตร์ สร้างความประทับใจแก่แขกมาก   และในวันที่ ๓๐ ไปซื้อของฝากที่ร้านนารายณ์ภัณฑ์ 

          ผมได้เล่าการประชุมเมื่อปี ๒๕๕๐ อย่างละเอียดที่นี่   ปี ๒๕๕๒ ที่นี่   และเขียนวิธีทำงานในรอบปีของ SAC ไว้ที่นี่

 

 

วิจารณ์ พานิช
๓๐ ก.ย. ๕๓