ดนตรีไทย  เป็นศิลปะแขนงหนึ่งของไทย  ได้รับอิทธิพลมาจากประเทศต่างๆ เช่น อินเดีย จีน อินโดนีเซียและอื่นๆ  เครื่องดนตรีมี 4 ประเภท คือ ดีด สี ตี เป่า

  สมัยกรุงศรีอยุธยา  มีวงปี่พาทย์ที่ยังคงรูปแบบปี่พาทย์เครื่องห้าเหมือนเช่นสมัยกรุงสุโขทัย  แต่เพิ่มระนาดเอกเข้าไป  นับแต่นั้นวงปี่พาทย์จึงประกอบด้วย ระนาดเอก ปี่ใน ฆ้องวงใหญ่ กลองทัด ตะโพน ฉิ่ง  ส่วนวงมโหรีพัฒนาจากวงมโหรีเครื่องสี่ เป็นมโหรีเครื่องหก เพิ่มขลุ่ย และรำมะนา รวมเป็นมีซอสามสาย กระจับปี่ ทับ(โทน) รำมะนา ขลุ่ย และกรับพวง

  สมัยรัตนโกสินทร์ เริ่มจากรัชกาลที่1 เพิ่มกลองทัดเข้าวงปี่พาทย์อีก 1 ลูก รวมเป็น 2 ลูก ตัวผู้เสียงสูง ตัวเมียเสียงต่ำ รัชกาลที่2 ทรงมีพระปรีชาสามารถการดนตรี ทรงซอสามสาย คู่พระหัตถ์คือซอสายฟ้าฟาด และทรงพระราชนิพนธ์เพลงไทย บุหลันลอยเลื่อน รัชสมัยนี้เกิดกลองสองหน้าพัฒนามาจากเปิงมางของมอญ ในรัชกาลที่3 พัฒนาเป็ยวงปี่พาทย์เครื่องคู่ มีการประดิษฐ์ระนาดทุ้มคู่กับระนาดเอก และฆ้องวงเล็กให้คู่กับฆ้องวงใหญ่  รัชกาลที่4 เกิดวงปี่พาทย์เครื่องใหญ่พร้อมกับการประดิษฐ์ระนาดเอกเหล็ก และระนาดทุ้มเหล็ก  รัชกาลที่5 สมเด็จฯ กรมพระยานริศรานุวัติวงศ์  ทรงคิดค้นวงปีพทย์ดึกดำบรรพ์ประกอบการแสดงละครดึกดำบรรพ์  รัชกาลที่6 นำวงดนตรีของมอญเข้าผสมเรียกว่าวงปี่พาทย์มอญโดยหลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) มีการนำอังกะลุงเข้ามาเผยแพร่เป็นครั้งแรก และนำเครื่องดนตรีต่างชาติ เช่น ขิม ออร์แกนของฝรั่งเศสมาผสมเป็นวงเครื่องสายผสม