ชาติที่ไม่รู้เรื่องอดีต ย่อมไม่เข้าใจปัจจุบัน และจะเ้ป็นชาติที่ไม่มีอนาคต

สังคมศาสตร์ คือ การศึกษาในเชิงวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ในสังคม อันประกอบด้วยศาสตร์สาขาต่างๆ ได้แก่ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์ มานุษยวิทยา สังคมวิทยา จิตวิทยาสังคม และศึกษาศาสตร์

 

นักรัฐศาสตร์มองพฤติกรรมมนุษย์ในสังคมในแง่ของการใช้อำนาจ ได้แก่ อำนาจอธิปไตย อันเป็นอำนาจสูงสุด ที่ใช้ในการปกครองรัฐ หรือปกครองประเทศ การได้มาซึ่งอำนาจ การรักษาไว้ซึ่งอำนาจ และการใช้อำนาจเพื่อประชาชน และการกระจายอำนาจให้ถึงแก่ประชาชนทุกหมู่เหล่า

 

นักจิตวิทยาสังคมมองพฤติกรรมมนุษย์ในสังคมว่าเกิดจากอิทธิพลของคนอื่น หรือสังคม หรือสถานการณ์ ดังนั้น นักจิตวิทยาสังคมจึงให้ความสำคัญในการศึกษาเกี่ยวกับความคิด ความรู้สึก และสถานการณ์ของคนในทางสังคม ว่ามีอิทธิพลต่อกันอย่างไร อำนาจอาจบังคับให้คนทำตาม แต่การยอมรับนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง หากผู้มีอำนาจเข้าใจความรู้สึก และความคิดของประชาชนก็สามารถจะสื่อสารกับประชาชนให้ปฏิบัติตามได้โดยไม่ต้องใช้อำนาจบังคับ

 

นักเศรษฐศาสตร์มองพฤติกรรมมนุษย์ในสังคมในแง่การผลิต การกระจายสินค้า และการบริโภค นักเศรษฐศาสตร์จึงให้ความสำคัญกับเรื่องเศรษฐกิจ ว่าเป็นตัวขับเคลื่อนทางสังคม

 

นักสังคมวิทยาศึกษาพฤติกรรมมนุษย์ในสังคม ในแง่วัฒนธรรม และสถาบันต่างๆ ทางสังคม เช่น ศาสนา การศึกษา เศรษฐกิจ

 

นักประวัติศาสตร์ศึกษาพฤติกรรมมนุษย์ในสังคมในแง่กาลเวลา เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จหรือความล้มเหลว ความดีหรือความโหดร้ายในสังคม เป็นบทเรียนที่มีค่าควรแก่การเรียน เพื่อที่มนุษย์จะได้ไม่กระทำผิดซ้ำ สามารถคิดต่อยอดเพื่อใช้ในการคาดการในอนาคตได้ ชาติที่ไม่รู้เรื่องอดีต ย่อมไม่เข้าใจปัจจุบัน และจะเ้ป็นชาติที่ไม่มีอนาคต

 

ปราชญ์ในแต่ละสาขาวิชาต่างก็มีความรู้ความเชี่ยวชาญในวิชาของตน แต่ทั้งหมดก็มีพื้นฐานทางการศึกษาเป็นสำคัญ

 

นักการศึกษาจึงมีภาระอย่างมากในการวางแผนจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพคน

 

นักการศึกษาจึงเป็นนักคิดทางสังคม ที่เป็นผู้กำหนดทิศทางของประเทศ ในช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่กล่าวได้ว่าเป็นวิกฤตของความขาดแคลนนักการศึกษาไทยโดยแท้จริง

 

หากจะนับนักการศึกษาและนักคิดคนสำคัญตามลำดับช่วงเวลา นับตั้งแต่ เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี พระยาอุปกิตศิลปสาร มาจนถึงยุคสมัยใหม่ อันมีนักการศึกษาคนสำคัญ เช่น หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช และนักปราชญ์ผู้ทรงศีล ดร.สาโรช บัวศรี อาจารย์เกรียง กีรติกร ดร.รุ่ง แก้วแดง ดร.สุมน อมรวิวัฒน์ และ ดร.ไพฑูรย์  สินลารัตน์ จากสำนักครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน ซึ่งน่าจะเป็นนักการศึกษาสำคัญคนสุดท้ายที่อยู่เบื้องหลังการปฏิรูปการศึกษา ปี พ.ศ. ๒๕๒๒

 

ภายใต้สถานการณ์ของความขาดแคลนนักการศึกษาที่เป็นผู้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีคนชี้นำ และกำหนดทิศทางการศึกษาของชาติ ซึ่งผมคิดว่าน่าจะมีอยู่ ๒ ท่านเท่านั้น คือ ท่านนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ที่จะต้องทำความชัดเจนกับบุคลากรในแวดวงการศึกษา ทั้งผู้บริหาร และครูผู้สอน ให้ทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ อย่างมีอุดมคติ และมีจิตวิญญาณของความเป็นครูอย่างแท้จริง เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย