***เด็กเลี้ยงควาย***

          ควายเป็นสัตว์ที่อยู่คู่กับชาวนาไทยมาแต่ช้านาน.......................ควายเป็นสัตว์ที่มีบุญคุณต่อชาวนาเป็นอย่างมาก (หรืออาจจะถึงขนาดมีบุญคุณต่อผืนแผ่นดินไทยก็เป็นได้) เนื่องจากการดำเนินชีวิตในอดีตของชาวนาไทย จะใช้ควายเทียมแอกไถนา ไม่ได้มีควายเหล็ก (รถไถ) เหมือนอย่างทุกวันนี้

          และสิ่งที่อยู่คู่กับควายมานาน ก็คือ เด็กเลี้ยงควาย

          ทุกวัน ตั้งแต่เช้าตรู่เด็กเลี้ยงควายจะต้องพาควายออกจากคอก ไปเลี้ยงตามท้องไร่ท้องนา

          ถ้าถึงฤดูทำนา ก็ต้องพาควายไปไถนา เพื่อจะได้หว่านกล้าและปักดำข้าวต่อไป

          เมื่อเสร็จภารกิจจากการไถนาแล้ว ควายก็จะได้ไปเดินเล่นเลาะชายทุ่ง หาเลาะเล็มหญ้า หรืออาจจะจีบ(ควาย)สาวๆ ที่อยู่คนละบ้าน

          ธรรมชาติของควายจะอยู่รวมกันเป็นฝูง

          ตามบ้านนอกคอกนา ชาวบ้านที่เป็นชาวนา จะมีควายอยู่ทุกๆหลังคาเรือน

          เพราะฉะนั้น เด็กเลี้ยงควายก็จะมีอยู่ทุกหลังคาเรือนเช่นกัน

          ศิลปะการขึ้นหลังควาย เป็นสิ่งที่เลียนแบบกันไม่ได้ ส่วนใหญ่ก็จะขึ้นทางตูดมันนั่นแหละ โตหน่อยก็จะขึ้นด้านข้าง แต่ผู้เชี่ยวชาญ จะวิ่งขึ้นไปทางหัวควาย และมักจะได้รับคำชมว่า "ไอ้นี่เก่งชะมัด"

          หลายคนอาจจะสงสัยว่า ควายมันไม่ขวิดเอาหรือ

          ไม่หรอกครับ ควายเป็นสัตว์ที่เชื่อง รักเจ้าของ ถ้าเป็นคนอื่นก็ไม่แน่

          เวลาเดินตามควาย ก็ต้องระวังให้ดี เพราะมันจะเหยียบตีนเอา  (มันไม่เหมือนโดนคนเหยียบตีนหรอกนะครับ) ก็ไม่รู้เดินยังไงให้มันเหยียบ แต่เด็กเลี้ยงควายทุกคน ก็จะผ่านการถูกควายเหยียบตีนมาแล้วทั้งนั้น มันไม่เจ็บหรอกครับ แค่น้ำตาเล็ดเท่านั้นเอง................

          เวลาไปเลี้ยงควายอยู่รวมกันเยอะๆ ก็จะมีเรื่องให้เล่นสนุกสนานตามประสาเด็กๆมากมาย อย่างเช่น การเก็บเม็ดมะค่าแต้มาเล่น โดยจะต่อเรียงกันยาวเป็นขบวนรถไฟ ตรงหัวรถก็วางเม็ดมะค่าแต้ 3 เม็ด(หมือนก้อนเส้า) แล้วก็วางเม็ดหนึ่งไว้ข้างบน จากนั้นเม็ดที่เหลือก็จะวางต่อจากหัวยาวออกมาเป็นเหมือนขบวนรถไฟ แล้วเด็กๆ ก็จะถอยหลังออกไปพอประมาณ แล้วแต่จะตกลงกัน

          ที่นี้ ก็ถึงเวลาพิสูจน์ความแม่นกันแล้วหละ ว่าใครจะแม่นกว่ากัน

          ผลัดกันโยนเม็ดมะค่าแต้ใส่ขบวนรถไฟทีละคน ใครแม่นกว่าก็กวาดไป สนุกสนานกันใหญ่ ส่วนพวกเด็กผู้หญิงก็จะเล่นกระโดดหนังยาง บางทีไอ้พวกเด็กผู้ชายทะโมนก็จะมาแย่งเด็กผู้หญิงเล่นด้วยเช่นกัน

           แต่ที่ขาดไม่ได้ คือ หนังสะติ๊ก เด็กๆ จะมีคล้องคอกันทุกคน

          ในช่วงหน้านา ตามท้องทุ่งนามีข้าวเต็มไปหมด เด็กๆ ก็จะพาควายไปเลี้ยงในป่าสงวนใกล้หมู่บ้าน

          ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดนักร้องเสียงทองประจำยอดไม้ขึ้น ในกลุ่มของพวกเด็กๆ จะมีวิทยุทรานซิสเตอร์เก่าๆ ราคาถูกๆ ไม่กี่บาทอยู่เครื่องหนึ่ง เพลงไหนดังๆ ก็จะร้องกันได้หมด สมัยก่อนก็เป็นประเภทเพลงลูกทุ่ง

          ทีนี้ เวลาจะร้อง ก็จะขึ้นไปอยู่บนยอดไม้สูงๆ ได้เวลาแหกปาก(ขออภัย)ร้องเพลงเสียงดังก้องกังวานไปทั่วทั้งป่า รู้สึกว่าตัวเองเสียงเพราะเสียเหลือเกิน น่าเสียดายสมัยนั้น ไม่มีรายการชิงช้าสวรรค์ ป่านนี้ได้เป็นแชมป์ไปหลายฤดูแล้ว

          เด็กทุกคนจะมีความสุขกับชีวิตเด็กเลี้ยงควายเป็นอย่างมาก

          มันไม่ใช่หน้าที่ แต่มันเป็นวิถีชีวิตที่เป็นมาตั้งแต่บรรพบุรุษ สืบทอดกันมาเป็นทอดๆหลายรุ่นต่อหลายรุ่น

          จนกระทั่งมาถึงปัจจุบัน ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปหมด

          เด็กๆ ตามบ้านนอกเดี่ยวนี้ ไม่ได้เลี้ยงควายเหมือนแต่ก่อนแล้ว วิถีชีวิตปัจจุบันเหมือนกับชีวิตเด็กในเมืองไม่มีผิด เพียงแต่อยู่ต่างถิ่นต่างที่กันเท่านั้น ส่วนการใช้ชีวิตไม่ได้มีอะไรแตกต่างกันเลย............

          ทั้งที่จริงๆแล้ว ชีวิตเด็กเลี้ยงควาย เป็นชีวิตที่มีความสุขไม่น้อยเลยทีเดียว

********************