GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

ธุรกิจรับเหมารอวันเจ๊ง รัฐบาลถังแตก! 2 ปีเบิกเงินไม่ได้

ธุรกิจรับเหมารอวันเจ๊ง รัฐบาลถังแตก! 2 ปีเบิกเงินไม่ได้
วงการรับเหมาระบุชัด รัฐบาลถังแตก!   หลัง 2 เม.ย.เป็นต้นมา หน่วยงานรัฐใช้เล่ห์เหลี่ยมตรวจรับงานช้า เพื่อชะลอการจ่ายเงินงวดงาน  ส่วนค่า "K" กว่า 2 ปีที่รัฐหยุดการจ่ายเพราะขาดเงิน  ขณะที่ธุรกิจรับเหมาอลหม่าน ขาดความไว้เนื้อเชื่อใจ ผู้รับเหมารายกลาง และเล็ก รับงานตั้งแต่ 100 ล้านบาทลงมา ถูกซัพพลายเออร์ อิฐ หิน เหล็ก ปูน ทราย และคอนกรีต ยื่นคำขาด ต้องจ่าย "เงินสด" จึงจะมีสินค้าให้   ส่วนยักษ์ใหญ่ "บ่นอุบ" ทุกอย่างไร้สัจจะ  รอรัฐบาลใหม่ อนุมัติโครงการเมกะโปรเจกต์ หนักใจต้องเตรียม "กระสุน" จ่ายการเมืองใช้เลือกตั้ง! มีข่าวลือออกมาเป็นระลอก ๆ ถึงสถานทางการเงินและการคลังในยุครัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็น นายกรัฐมนตรี และต่อเนื่องมาจนรักษาการในปัจจุบันว่า "รัฐบาลถังแตก" ดูจะเป็นเรื่องที่บรรดานักธุรกิจแวดวงต่าง ๆ ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการประมูลงานของภาครัฐจะให้ความสนใจและกลายเป็นเรื่องที่กลุ่มธุรกิจต่าง ๆ ต้องมาประชุมวิเคราะห์เพื่อหาทางออกก่อนที่ธุรกิจของพวกเขาจะเจ๊งหรือต้องปิดตัวเอง โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ขณะนี้กำลังตกอยู่ในสภาวะที่หวาดระแวงกันสุด ๆ   บรรดาซัพพลายเออร์วัสดุก่อสร้าง ก็เกรงว่า ผู้รับเหมาทั้งที่รับงานภาครัฐและภาคเอกชนจะเบี้ยวเงินค่าของ ส่วนผู้รับเหมาก็เกรงเจ้าของงานจะเบี้ยวจ่ายค่างาน ส่วนแบงก์ผู้ค้ำประกันหวั่นรัฐไม่มีเงินจ่าย     "ไม่มีใครเชื่อใจใครแล้ว เราคนขายของ มีบทเรียนเมื่อปี 40            ทุกวันนี้บางรายยังตามฟ้องร้องเก็บเงินค่าของกันไม่ได้ เวลานี้เรารู้ว่ารัฐบาลไม่มีเงิน ผู้รับเหมาภาครัฐก็เบิกเงิน ไม่ได้ ส่วนพวกรับงานภาคเอกชนไม่ต้องพูดถึงมีโอกาสเสี่ยงสูงถึงขั้นปิดกิจการแน่ " แหล่งข่าวจากวงการซัพพลายเออร์ปูนคอนกรีต ระบุ   อย่างไรก็ดีผู้รับเหมาโครงการภาครัฐทั้งงานทางและงานอาคาร กล่าวว่า หลังวันที่ 2 เมษายน ปี 49 เป็นต้นมา บรรดาผู้รับเหมาภาครัฐกำลังประสบปัญหามากเนื่องจากมีการดึงหรือชะลอการรับงวดงานของ หน่วยงานภาครัฐทั่วประเทศ เพราะหากมีการตรวจรับงานแล้วที่ผ่านมาจะสามารถส่งใบฎีกาเบิกจ่ายเงินได้รวดเร็วซึ่งอาจใช้เวลา 7-14 วันก็สามารถเบิกจ่ายได้   "ตอนนี้หน่วยงานรัฐดึงงานไม่ตรวจรับงาน บางรายตรวจรับงานแล้วส่งใบฎีกาไปยังสำนักงบประมาณแล้วเวลาล่วงเลยมา 1-2 เดือน ยังไม่มีเงินจ่ายให้กับพวกเรา ตอนนี้ชัดเจนแล้วว่า รัฐบาล ถังแตกจริง ๆ ทุกอย่างช้าไปหมด" อย่างไรก็ดีแม้รัฐบาลจะจ่ายค่างวดงานช้า แต่ผู้รับเหมาภาครัฐก็ยังมีกำลังใจเนื่องจากผู้รับเหมาภาครัฐมีข้อสัญญาที่รัฐจะต้องจ่ายค่า K (Escalation Factor) ซึ่งเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่รัฐจะช่วยลดความเสี่ยง  ของ ผู้รับเหมา กรณีที่ได้รับความเดือดร้อนจากวัสดุก่อสร้างมีราคาสูงขึ้นโดยได้รับการชดเชยในส่วนของผลต่างราคาวัสดุก่อสร้าง ณ วันที่ประกวดราคาได้ เทียบกับวันส่งมอบงานในแต่ละงวด     "ค่างวดงานช้า พวกเราก็นึกว่าจะได้เงินค่า K มาหมุนในธุรกิจบ้างเพราะวัสดุก่อสร้างตอนนี้ราคาขยับสูงขึ้นไปตามราคาน้ำมัน แต่รัฐมาบอกว่า  ไม่มีงบประมาณจะจ่ายในส่วนนี้"   แหล่งข่าวจากวงการรับเหมา ระบุว่า ผู้รับเหมาที่รับงานอาคารได้ยื่นขอค่า K จนถึงเวลานี้ลุล่วงมาเกือบ 2 ปี ยังไม่มีใครได้รับเงินค่า K ตามที่มีการเซ็นสัญญาไว้แต่ประการใด ส่วนผู้รับเหมางานทาง ที่สามารถเบิกค่า K ได้แล้วก็เรียกว่านับรายได้ เพราะมีน้อยมาก    สำหรับวงเงินค่า K ที่ยังไม่ได้รับคาดว่าประมาณ 800-900 ล้านบาท ตามสัญญาค่างานที่มีการเซ็นกับหน่วยงานราชการไว้ ส่วนตัวเลขจากการร้องเรียนไปยังสมาคมฯที่ยังไม่ได้รับค่า Kประมาณ 400 กว่าล้านบาทใน 40 สัญญางานก่อสร้าง  "ค่า K ก็ยังไม่ได้รับ บางรายยังถูกหน่ายราชการเจ้าของงาน เรียกมาเจรจาขอลดค่า K   ทั้ง ๆ ที่ต้นทุนค่าวัสดุก่อสร้างขึ้นไป 20-30 % และมีแนวโน้มขยับราคาสูงขึ้นไปอีก      ซึ่งเป็นผลมาจากวิกฤตราคาน้ำมันที่มีการปรับสูงขึ้น เพราะน้ำมันคือต้นทุนหลักในการดำเนินธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ทั้งในเรื่องการขนส่งและการผลิตที่รัฐบาลก็ปฏิเสธไม่ได้" ลิซ่า งามตระกูลพานิช กรรมการและเหรัญญิกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย กล่าวว่า สมาคมฯ ได้รับทราบความเดือนร้อนของสมาชิกฯ ในเรื่องการประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้างทั้งส่วนงานภาครัฐและ ภาคเอกชน โดยงานภาครัฐนั้นทางสมาคมฯ ได้ยื่นหนังสือไปถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี ผ่านทาง น.พ.พรหมมินทร์ เลิศสุริยเดช รักษาการเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน ที่ผ่านมา ซึ่งก็รับทราบปัญหาและจะนำเสนอนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาสั่งการและหามาตรการแก้ไขต่อไป ขณะเดียวกันรักษาการเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้แนะนำให้ทางสมาคมฯ ทำหนังสือเสนอไปยังกระทรวงคมนาคม สำนักงบประมาณและกรมบัญชีกลางด้วย เพื่อให้หน่วยงานรับทราบปัญหาและหามาตรการบรรเทาความเดือนร้อนให้ด้วย  โดยสมาคมฯ ได้ทำหนังสือไปยังทั้ง 3 หน่วยงานเมื่อประมาณกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่าน มา จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่ได้รับทราบแนวทางแก้ปัญหาแต่อย่างไร สำหรับปัญหาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นและต้องการให้รัฐบาลแก้ไข ประกอบด้วย 1. น้ำมันดีเซล ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการก่อสร้างและขนส่งปรับราคาสูงขึ้นเป็นระยะตลอดมา จากเดือนมีนาคม 2548 ถึงเดือนมีนาคม 2549   ราคาสูงขึ้นเกือบ 70%และราคา ณ วันที่ 1 มิถุนายน 2579 ราคา ลิตรละ 27.24 บาท แต่ราคาปัจจุบัน (19 ก.ค.) ราคาดีเซลขยับไปอยู่ที่ 27.94 บาท ซึ่งไม่มีใครคาดการณ์ได้ว่าจะขึ้นต่อไปอีกเท่าใด 2. ค่าวัสดุก่อสร้าง หิน ทราย ปูน เหล็ก ปรับตัวสูงขึ้น สินค้าบางชนิดขอเพิ่มราคาในรูปแบบของค่าขนส่ง การซื้อขาย ผู้ค้าไม่ให้เครดิต ต้องชำระเป็นเงินสด ทำให้การซื้อขายยุ่งยากมากขึ้น 3. แรงงานฝีมือขาดแคลน และเรียกร้องให้มีการปรับอัตราค่าจ้างเพิ่มขึ้น 4.การส่งมอบงานและการตรวจการจ้างล่าช้าไม่เป็นไปตามระเบียบพัสดุ และเมื่อผ่านกระบวนการแล้ว การเบิกจ่ายเงินต้องรอเป็นระยะเวลานาน บางสัญญา บางรายรอกว่า 2 เดือน 5. สัญญางานที่มีค่า K แม้จะช่วยเหลือผู้รับเหมาก่อสร้างในการปรับราคาได้บ้างส่วน แต่ก็ไม่เพียงพอกับการปรับราคาของวัสดุก่อสร้าง และสูตรค่า K ไม่ครอบคลุมถึงวัสดุก่อสร้างบางรายการ เช่นอุปกรณ์ไฟฟ้า สายไฟ เป็นต้น ซึ่งมีส่วนประกอบของทองแดงที่มีการปรับราคาไป 300% 6. การขอเบิกจ่ายค่า K ไม่สามารถเบิกได้ โดยอ้างว่าไม่มีงบประมาณ หรือบางสัญญาเบิกจ่ายได้ แต่ก็ ล่าช้ามาก   7. หลักประกันสัญญาชำรุดบกพร่องของงานจ้างระยะเวลา 2 ปีนั้น ขอให้รัฐยืนตามมติเดิมของ คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2545 ในหลักการ โดยให้คืนหลักประกันให้แก่ผู้รับจ้าง เมื่อระยะเวลาการประกันครบ 1 ปี ส่วนระยะเวลาที่เหลืออีก 1 ปี ยังเป็นหน้าที่ความรับผิดขอบของผู้รับจ้างตามสัญญา โดยไม่ต้องมีหลักประกัน ด้วยวิกฤตดังกล่าวสมาคมฯ จึงเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ประกอบด้วย 1. ขยายเวลาการก่อสร้างออกไปอีก 180 วัน สำหรับงานก่อสร้างที่ลงนามในสัญญาก่อนเดือนพฤษภาคม 2549 ยังมีนิติสัมพันธ์และอยู่ระหว่างการก่อสร้าง เพื่อเป็นการผ่อนคลายระยะเวลาในการจัดหา จัดซื้อ จัดจ้างวัสดุและขยายระยะเวลาความต้องการใช้วัสดุให้ช้าลง 2. ขอเพิ่มน้ำหนักการบรรทุก สำหรับรถบรรทุกชนิด 10 ล้อ จาก 25 ตันเป็น 30 ตัน เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนในช่วงที่น้ำมันราคายังปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง 3. ขอให้เร่งรัดการเบิกจ่ายเงินค่างวดงานและการเบิกเงินชดเชยค่า K ภายใน 15 วัน 4. สัญญาที่มีการเสนอราคาไว้ก่อนเดือนมีนาคม 2549 ที่ยังไม่ได้มีการลงนามในสัญญาและสัญญาที่มีการลงนามแล้วแต่ไม่สามารถปฏิบัติงานได้โดยมิใช่ความผิดของผู้รับจ้าง ขอให้ผู้ประกอบการมีสิทธิในการ    ไม่เซ็น สัญญา หรือยกเลิกสัญญาได้โดยไม่ถือเป็นผู้ละทิ้งงาน และให้คืนหลักประกันสัญญา ผู้รับเหมาจากกรมทางหลวง ระบุว่า สมาชิกสมาคมฯ ได้มีการหารือกันถึงปัญหาความเดือดร้อนและ    มีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้นหากรัฐบาลไม่รีบเข้ามาแก้ไข เนื่องจากผู้รับเหมาที่มีขนาดกลางและเล็กที่รับงานตั้งแต่ 100 ล้านบาทลงมานั้น จะประสบปัญหามากกว่าผู้รับเหมารายใหญ่ ๆ เนื่องจากขาดเงินทุนหมุนเวียนเพราะเบิก จากงวดงานไม่ได้และไม่สามารถเบิกค่า K ได้ด้วย   ขณะที่การสั่งซื้อวัสดุในปัจจุบัน ซัพพลายเออร์บางราย ก็ยอมให้เครดิต แต่ส่วนใหญ่ต้องการให้จ่ายเงินสดเพราะไม่ต้องการเสี่ยงต่อการเก็บเงินไม่ได้    "พวกเราเดือนร้อน หากรัฐไม่ช่วยแก้ไข เราก็เสนอความเห็นกันว่า จะบอยคอยไม่เข้าประมูลงานรัฐบาลกัน ซึ่งคนในที่ประชุมก็แสดงความเห็นด้วย แต่เมื่อเขียนออกมาเป็นจดหมายถึงรัฐบาลก็ตัดข้อความเห็นตรงนี้ออกไปหมด ซึ่งทางผู้บริหารสมาคมฯคงเห็นว่าจะดีกว่าเราไปบีบคั้นรัฐบาล" แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า ทางสมาคมฯ ได้ทำตามที่รักษาการเลขาธิการนายกรัฐมนตรี แนะนำแล้ว และ หากไม่ มีมาตรการใด ๆ ออกมาเพื่อช่วยธุรกิจรับเหมา ทางสมาคมฯจะมีการประชุมเพื่อหารือและกำหนดมาตรการว่าจะดำเนินการหรือเคลื่อนไหวต่อปัญหานี้อย่างไรต่อไป ขณะเดียวกันแหล่งข่าว จากผู้ผลิตปูนคอนกรีตซึ่งเป็นหนึ่งในท็อปไฟว์ในตลาดนี้ กล่าวว่าตั้งแต่ช่วงต้น ปีที่ ผ่านมา บริษัทเล็งเห็นปัญหาจากภาวะราคาน้ำมัน ภาวะดอกเบี้ย และเงินเฟ้อที่จะเข้ามากระทบวงการก่อสร้างโดยเฉพาะข่าวที่บรรดาผู้รับเหมาภาครัฐเมื่อส่งมอบงานไม่สามารถเบิกจ่ายค่างวดงานได้นั้น ซึ่งแสดงให้เห็นแล้วว่าฐานะการเงินของรัฐบาลกำลังวิกฤต เมื่อเป็นเช่นนี้บริษัทก็ไม่ต้องการที่จะตกอยู่ในภาวะความเสี่ยงจึงจำเป็นต้องเช็คประวัติลูกค้าที่เข้ามาซื้อปูนคอนกรีตทั้งหมด  ดังนั้น บริษัทจึงมีนโยบายออกไปชัดเจนทั้งกับผู้รับเหมาที่รับงาน ภาครัฐและงานของภาคเอกชนว่า ลูกค้ารายเล็ก และรายกลางบางบริษัทจะต้องซื้อเป็นเงินสดทั้งหมด             
            ส่วนราย
กลางบางบริษัทและรายใหญ่นั้นที่มีประวัติที่ดี เดิมบริษัทจะใช้เป็นแค่บุคคลค้ำประกัน จากนี้ไปต้องใช้แบงก์กะรันตี หรือใช้ตั๋วอาวัลแทน 
"บริษัทเราจะช่วยลูกค้าในเรื่องค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายกับแบงก์ ส่วนใหญ่   ก็ประมาณ 2 % ซึ่งทำแบบนี้บริษัทเราก็ไม่เสี่ยง ไม่ว่าผู้รับเหมาจะเบิกเงินได้หรือไม่ แต่บริษัทเราก็ได้เงิน          ค่า คอนกรีต เพราะหากไม่ทำเช่นนี้บริษัทเราก็ต้องเสียหาย" นอกจากนี้ผู้ผลิตปูนคอนกรีต บอกด้วยว่า ซัพพลายเออร์ที่ขายปูนซีเมนต์ถุงและเหล็กก็มีมาตรการของ ตัวเอง หากไปส่งแล้วไม่สามารถเก็บเงินสดได้ เขาจะใช้วิธีขนปูนถุงและเหล็กกลับทันที ส่วนปูนคอนกรีตนั้นไม่สามารถทำอย่างปูนถุงได้ เนื่องจากเป็นปูนผสมเสร็จที่สามารถไปเทใช้ในหน้างานทันที และด้วยระยะเวลาที่จำกัด หากไม่มีการเทใช้งาน ปูนก็จะแข็งซึ่งทำความเสียหายให้กับผู้ผลิตอย่างมาก ดังนั้นบริษัทจึงต้องเก็บเงินสดก่อนที่จะนำ    ปูนคอนกรีตไปส่งยังหน้างาน    ส่วนราคาปูนคอนกรีตนั้นได้มีการปรับราคาเมื่อช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาอีก 100 บาทต่อคิว เดิมในเขตเมืองประมาณ 1,500 บาทต่อคิว ปรับขั้นเป็น 1,600 บาทต่อคิว ส่วนในรัศมีเกิน  350 กิโลเมตร จะประมาณคิวละ 1,660 บาท   ขณะที่ราคาเหล็กนั้นมีการปรับตัวสูงขึ้น เช่นเหล็ก 16 มิลลิเมตร เมื่อปลายปีที่แล้วขาย กิโลกรัมละ 16.30 บาท ขณะที่เดือนเมษายนที่ผ่านมา ราคา 17.50 บาท แต่ปัจจุบันราคา 21 บาท แหล่งข่าว กล่าวว่า ผู้รับเหมาที่มีการเซ็นสัญญาไปแล้ว จึงมีภาวะความเสี่ยงสูงและโอกาสขาดทุนในงาน ก็สูงไปด้วย เพราะค่า K ที่รัฐจ่ายให้นั้นไม่สามารถครอบคลุมค่าผันผวนของวัสดุที่มีการปรับราคา เพราะบางงาน   มีเงื่อนไขให้เพียง 4% ของค่าผันผวนที่เกิดขึ้นหากเกินนั้น ก็เป็นเรื่องที่ผู้รับเหมาจะแบกรับไปเอง   "คอยดูผู้รับเหมากรมทางหลวง จะใช้วิธีการทิ้งงาน และยอมให้บริษัทถูกแบล็กลิสต์ในการรับงานที่นี่ แต่พวกเขาไม่กลัว     เพราะแต่ละรายมีบริษัทเครือข่ายไว้รองรับแล้ว ปิดบริษัทนี้ก็ใช้บริษัทอื่นยื่นประมูลงานได้ เมื่อสถานการณ์เศรษฐกิจดีกว่านี้ เพราะฝืนทำไปบริษัทก็มีแต่ขาดทุน" แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า การที่รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ไม่สามารถเดินหน้าโครงการ   เมกะ โปรเจกต์ได้ เหตุผลสำคัญมาจากรัฐไม่มีเงินในกระเป๋าจึงทำให้นโยบายในการลงทุนต้องเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา โดยเฉพาะโครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนที่ได้ข้อยุติให้เหลือเพียง 3 เส้นทาง คือเส้นทางสายสีน้ำเงิน (วงแหวนรอบ ในและช่วงทางพระ-บางแค) สายสีม่วง (บางใหญ่-ราษฎร์บูรณะ) และสายสีแดง (รังสิต -มหาชัย)   สำหรับโครงการรถไฟฟ้าทั้ง 3 สาย ก่อนหน้านี้ซึ่งเป็นช่วงรัฐบาล รักษาการณ์ได้มีการประกาศเชิญชวนผู้รับเหมาให้เข้ามารับงาน และมีการออกแบบสอบถามที่เกี่ยวข้องกับระบบขนส่งมวลชนทั้ง 3 สาย ปรากฏว่าผู้รับเหมาที่ได้รับเชิญมานั้น ไม่ได้สนใจในเนื้อหาที่มีในแบบสอบถาม แต่มีการตั้งประเด็นคำถามที่พวกเขายังข้องใจอยู่ว่า รัฐบาลจะดำเนินการอย่างไรกันแน่ต่อระบบเมกะโปรเจกซึ่งหมายความว่าจะดำเนินการด้วยงบประมาณหรือใช้ระบบเทริน์คีย์  "ผู้รับเหมาอยากได้เทริน์คีย์มากกว่า เพราะเขาไม่อยากไปยุ่งกับการเบิกจ่ายเงินงวดจากรัฐบาล เพราะผู้รับเหมารู้ดีว่าฐานะการเงินของรัฐช่วงนี้เป็นอย่างไร จึงอยากเบิกจ่ายผ่านแบงก์โดยแบงก์เป็นผู้ปล่อยกู้เงินลงทุน และให้รัฐค้ำประกัน เมื่อครบกำหนดส่งมอบงานหรืออายุสัญญา รัฐบาลก็จ่ายคืนให้แบงก์จะทำให้โครงการนี้เกิดเป็นรูปเป็นร่างได้เร็วขึ้น"   สำหรับแนวทางการลงทุนจัดทำโครงการด้วยระบบเทริน์คีย์นี้ จะเป็นทางออกที่ดีที่สุดในยุคที่รัฐบาลขาด แคลนงบประมาณ แต่ต้องการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคให้กับประเทศ เพราะจะทำให้รัฐบาลได้ยืดเวลา    ในการบริหารเงินไปอีกหลายปี ซึ่งในสัญญานั้นรัฐบาลสามารถระบุระยะเวลาจ่ายคืนภายใน 6-10 ปีในเงื่อนไข   การประมูลงานได้   "ถึงตอนนั้นรัฐอาจออกพันธบัตรเพื่อได้เงินจ่ายคืนแบงก์ก็ได้ ส่วนผู้รับเหมาเองก็ไม่เสี่ยงในการเบิกเงิน  ผู้ที่เสี่ยงก็คือแบงก์ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องตัดสินใจให้ชัดเจนว่าจะทำวิธีการนี้หรือไม่ ซึ่งทางกลุ่มผู้รับเหมาได้คุยกับสถาบันการเงินหลายแห่งเขาบอกว่า แม้จะมีสัญญารับงาน แต่ต้องให้รัฐบาลค้ำประกันก่อนจึงจะปล่อยกู้ให้มาลงทุน เพราะถ้ารัฐไม่ค้ำแบงก์ก็ไม่ปล่อยแน่ เพราะไม่มั่นใจว่าผู้รับเหมาจะเบิกเงินค่างวดจากรัฐบาลได้ตามระยะเวลาที่กำหนด"      อย่างไรก็ดีทั้ง 3 เส้นทางมีการประมาณการคร่าว ๆ ไว้เมื่อ 2 เดือนที่แล้วจะใช้งบลงทุน 1.3 แสนล้านบาท แต่ถ้าเกิดความผันผวนทางเศรษฐกิจ น้ำมันขยับสูงขึ้นกว่าปัจจุบัน วัสดุขึ้นราคา ค่าเวนคืนที่ดินสูงขึ้น งบประมาณที่ตั้งไว้ก็คงต้องมีการเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นตามไปด้วย แหล่งข่าว ระบุว่าเส้นทางทั้ง 3 สายนั้นกลุ่มต่างชาติที่ให้ความสนใจเป็นอันดับหนึ่งคือญี่ปุ่น ซึ่งมี         อิตาเลียน ไทยและชิโนทัย เป็นพันธมิตร ขณะที่เยอรมันก็สนใจ โดยเฉพาะบริษัทซีเมนต์แต่ราคาสูงกว่าญี่ปุ่นมาก ส่วนจีนไม่ค่อยให้ความสนใจในเรื่องการลงทุนก่อสร้างรถไฟฟ้า แต่ต้องการเพียงเสนอขายเทคโนโลยีหรือตัวรถเนื่องจากจีนมีโรงงานประกอบรถฯอยู่แล้ว    "ถ้าขายตัวรถได้ จะมีค่าบำรุงรักษาตามมา เรียกว่ากินยาว ส่วนที่เขา ไม่สนใจเรื่องการก่อสร้าง เพราะจีนไม่ถนัดเรื่องสังคมบ้านเราที่จะต้องมีการวิ่งเต้นเส้นสายและมีผลประโยชน์กันแบบไม่รู้จบ " แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม ย้ำด้วยว่า ผู้รับเหมารายใหญ่ของไทยมาบ่นให้ฟังเสมอว่า มีผู้ใหญ่       ในรัฐบาลเรียกมาเจรจาเพื่อให้มีการเซ็นสัญญาจองงานกันไว้ก่อน เพราะโครงการทั้ง 3 สายเกิดขึ้นแน่ในรัฐบาลใหม่ แต่ผู้รับเหมาบอกว่ายังไม่ต้องการเนื่องจากอยากให้มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและมีอำนาจหน้าที่ชัดเจน ก่อนจึงจะเซ็นสัญญาเพราะหากเซ็นไปตอนนี้ เมื่อมีรัฐบาลใหม่เข้ามา หากไม่ใช่กลุ่มเดิม พวกเขาก็จะลำบากที่สุด ต้องแบบภาระทั้งกลุ่มเก่า กลุ่มใหม่ ซึ่งมีจำนวนที่มากเกินไป   "จะมีเซ็นสัญญาไว้ก่อนหรือไม่ก็ตาม แต่พวกเขา     ก็ต้องดูแลในช่วงเลือกตั้งอยู่แล้ว ซึ่งก็ไม่ใช่จำนวนน้อย แต่หากเซ็นไว้ก่อน เรียกว่าต้องโดน 3 เด้งแน่ เด้งแรกดูแลเลือกตั้ง เด้ง 2 เมื่อเซ็นสัญญากันไว้ก่อน เด้ง 3 เมื่อรัฐบาลใหม่เข้ามา"    ดังนั้น ทางที่ดีที่สุดที่ผู้รับเหมา        เห็นว่า เหมาะสมและไม่ทำให้พวกเขาต้องเสียหากมากก็คือดูแลเพียง 2 เด้งกล่าวคือในเรื่องการเลือกตั้งและเมื่อมีตัวจริงเข้ามาบริหารประเทศและมีโครงการนี้เกิดขึ้นจริง สำหรับโครงการรถไฟฟ้าทั้ง 3 เส้นทางนั้น ปัจจุบันรัฐบาลได้มอบหมายให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่ง ประเทศไทย หรือ รฟม. เป็นผู้ไปดำเนินการและหาข้อสรุปโดยมีภาคเอกชนที่สนใจลงทุนเข้าไปร่วมหาแนวทาง  ที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์ที่สุดเพื่อให้โครงการดังกล่าวเกิดขึ้นได้ มือเศรษฐกิจ ปชป. ชี้ 2 สัญญาณร้าย รัฐบาล ถังแตก!เงินคงคลังเหลือน้อย-เบิกจ่ายล่าช้า            จี้รัฐบาลอย่าดันทุรัง หวังพึ่งเงินอนาคต เพราะภาวะเศรษฐกิจตกต่ำลง ส่งผลให้แนวโน้มเก็บภาษีต่ำ                 แนะประเมินงานสำนักบริหารหนี้สาธารณะที่เตือนจนกรมบัญชีกลางไม่กล้ากู้เงินมาใช้หนี้เพียงพอ ส่งผลให้หนี้ยิ่ง ท่วม
         ขณะที่การขึ้นเงินเดือน-ให้โบนัสข้าราชการหวังแต่คะแนนเสียงไม่ดูความเหมาะสม  ดูเหมือนจะสร้างความสับสนมากกว่าจะทำให้กระจ่าง ว่าจริง ๆ แล้วฐานะการเงินการคลังของประเทศขณะนี้อยู่ในขั้นทรงตัว หรือเข้าขั้นวิกฤตหนักกันแน่ เพราะตั้งแต่ปลายปี
2548 จนถึงวันนี้ แม้ว่ามติ ครม. เมื่อวันที่ 11 ก.ค.ที่ผ่านมา รัฐบาล                 จะอาจหาญประกาศให้เงินโบนัสข้าราชการสูงถึง 7,000 ล้านบาท และบุญศักดิ์ เจียมปรีชา อธิบดีกรมบัญชีกลาง ก็ยืนยันว่าเงินคงคลังสำรองยังมีมากกว่าวันละ 100,000 ล้านบาท
ล่าสุดสด ๆ ร้อน ๆ  กรมบัญชีกลางเพิ่งจะออกมาประกาศออกระเบียบกลางภายใน 3 สัปดาห์ เรื่องการเบิกจ่ายเงินของกองทุนต่าง ๆ 60 กองทุนทั้งสังกัดและไม่สังกัดกระทรวงการคลัง โดยเน้นให้เบิกจ่ายตามจริง      และส่วนเงินที่เหลือเก็บไว้ในบัญชีของกรมบัญชีกลางไม่ให้กองทุนนำไปบริหารเองเหมือนเดิม ส่วนด้านกระทรวงการคลัง ก็มีการเร่งรัดการเบิกจ่ายของรัฐวิสาหกิจ เนื่องจากต้องการดึงเงินกว่า          4 แสน ล้านบาทของรัฐวิสาหกิจมาเป็นเงินลงทุน เนื่องจากปัญหาความล่าช้าในการจัดทำงบประมาณปี 2550      ทำให้เม็ดเงินขาดหายไปจากระบบ ขณะที่ก่อนหน้านี้ไม่ถึง 2 เดือนกรมบัญชีกลางเพิ่งสั่งให้ชะลอการเบิกจ่ายงบประมาณที่ไม่จำเป็นชั่วคราว 2 เดือนระหว่างเมษายน-พฤษภาคม เพราะเงินคงคลังเหลือน้อยแค่หลักหมื่น      เมื่อดูจากสภาพความเป็นจริงดังนี้แล้ว จึงอาจจะเชื่อได้ยากว่ารัฐบาลไม่ได้อยู่ในภาวะ ถังแตก กรณ์ จาติกวณิช ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า วิธีสังเกตว่าฐานะทางการเงินของรัฐบาลย่ำแย่แค่ไหน หรืออยู่ในสภาพ ถังแตกหรือไม่ ให้ดูจากสัญญาณใหญ่ ๆ   2 ตัวด้วยกัน คือเงินคงคลัง และการจ่ายเงินล่าช้าของรัฐบาล   เงินคงคลังของรัฐบาลนี้มีการติดลบมาโดยตลอด จนถึงขณะนี้ รัฐบาลก็มีการขออนุมัติคณะรัฐมนตรีเพิ่มตั๋วเงินคงคลังแล้วสูงถึง 25,000 ล้านบาท เต็มเพดานที่รัฐบาลสามารถกู้ได้   พูดง่าย ๆ ก็คือรัฐบาลมีหนี้สิน เมื่อเป็นหนี้ต้องใช้หนี้ด้วยเงินสด แต่เงินสดก็มีไม่พอ ก็ต้องกู้เงินมาเพื่อใช้หนี้ แล้วก็รอความหวังว่ารายรับของรัฐบาลที่จะเก็บได้จากการเก็บเงินภาษีทั้งหลายจะเข้ามาช่วย อย่างไรก็ดี แม้ว่าตัวเลขโดยรวมของการจัดเก็บภาษี 8 เดือนแรกของปีนี้จะยังออกมาในตัวเลขรวมที่ยัง   สูงกว่าประมาณการ แต่ในเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา ถือเป็นเดือนแรกของปีงบประมาณ 2549 ที่รัฐบาลเก็บภาษีได้ต่ำกว่าประมาณการ โดยจัดเก็บรายได้สุทธิ 236,043 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณสูงถึง 3,105 ล้านบาท  โดยเฉพาะการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลของกรมสรรพากรต่ำกว่าเป้าหมาย 5,930 ล้านบาท เพราะการยื่นชำระภาษีของธุรกิจกลุ่มสื่อสารโทรคมนาคม และกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคต่ำกว่าปีก่อน ขณะที่ภาพรวมการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพากรสามารถเก็บรายได้ 202,083 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ    2,193 ล้านบาท จากภาษีเงินได้ปิโตรเลียมและภาษีมูลค่าเพิ่ม    ด้านกรมสรรพสามิตจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าประมาณการ 2,523 ล้านบาท จากภาษีน้ำมัน, ภาษียาสูบและสุรา, และภาษีรถยนต์ ขณะที่กรมศุลกากรจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าประมาณการเช่นเดียวกัน โดยจัดเก็บรายได้แค่ 1,649 ล้านบาท จากผลกระทบด้านการปรับโครงสร้างภาษีศุลกากรและการนำเข้าที่ชะลอตัวลง สำหรับวิสาหกิจก็มีการนำส่งรายได้ต่ำกว่าประมาณการ 2,898 ล้านบาท หรือ 41.2%   เชื่อว่าอัตราการจัดเก็บภาษีมีแนวโน้มลดลงอีก เพราะขณะนี้เศรษฐกิจชะลอตัวมาก รายได้ที่เข้ามา        ก็อาจจะไม่พอกับรายจ่ายที่รัฐบาลได้ใช้เงินล่วงหน้าไปแล้ว โดยเฉพาะนำไปใช้ในงบกลางที่มีสัดส่วนมาก
            เมื่อเทียบ
กับงบประมาณโดยรวม คือมีถึง 30% โดยรัฐบาลตั้งใจว่าเพื่อการเบิกจ่ายคล่องมือ แต่ปรากฏว่างบส่วนนี้มีการใช้ไปอย่างรวดเร็ว และไม่โปร่งใส ไม่มีรายละเอียดโครงการ      ที่ผ่านมาช่วงไตรมาส 1-2 ของปีงบประมาณมีการเร่งใช้งบส่วนนี้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ใช้จนหมด ไม่เหลือกระสุนเพื่อไว้ผลักดันเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง ขณะนี้       เข้าไตรมาสที่ 4 ของปีงบประมาณ ก็ไม่มีการกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่วนการกระตุ้นเศรษฐก

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): ก่อสร้าง
หมายเลขบันทึก: 40565
เขียน:
แก้ไข:
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (0)