ของครูชบที่พูดไปก็เป็นส่วนหนึ่ง อาตมามายกเข้ามาหาธรรมะเพื่อที่จะหามุมของธรรมะว่า สิ่งเหล่านี้อาตมาก็มองส่วนหนึ่งว่าการสอนธรรมะด้วยการพูดเป็นภาษาธรรมล้วน ๆ นั้น มันเหมือนการให้กินบรเพ็ดโดยไม่มีเปาะหุ้ม คนกินลำบากและคนก็ไม่อยากจะกิน รู้ว่าตัวเองเป็นโรคเป็นทุกข์แต่ก็ไม่อยากจะกินไม่รู้จะทำอย่างไร กระบวนการทางเภสัชก็พยายามปรับปรุงรูปแบบของยาให้เป็นเม็ดบ้าง น้ำบ้าง หวานบ้างเป็นแคปซูนบ่างเพื่อให้กินง่ายๆ  เสร็จแล้วก็มานั่งทบทวนว่าธรรมะเหล่านี้ถูกจัดอยู่หลายที่หลายแห่งเสร็จแล้วจะทำอย่างไรถึงจะเกิดในภาพของกิจกรรมแทนที่เราจะพูดแล้วก็จบพูดแล้วก็จบมันเป็นนามธรรมอยากที่จะบอกได้ว่าสิ่งนี้คืออะไรทำแล้วได้อะไรก็เลยเอามาให้เห็นว่ามันต้องพาสู่การกระทำ ทำกิจกรรมผสมกับธรรมะลงไปฉนั้นหากผสมกับธรรมะลงไปก็เป็นการเชื่อมโยงการปรุงอีกทีหนึ่ง เราบอกหลักสูตรและวิธีการปรุงอีกทีหนึ่ง แล้วก็พยายามตามไปดูว่าคนกินถูกตาม หากกินแล้วไม่ถูกต้อง ไม่ถูกโรคเราก็จะบอกว่าจะมีโรคแทรกซ้อนเข้ามาอีกหมายถึงสังคมจะวุ่นวายขึ้น ในชุมชนจะมีทุกข์มากขึ้น เป้าหมายที่เราต้องการก็ คือ การลดความเห็นแก่ตัวของคนในส่วนหนึ่งของกองทุนจากผลกำไรจากการดำเนินการของกองทุน กลุ่ม เรียกภาษาราชการว่าเป็นสวัสดิการ ตัดออกมา 50% เราก็เป้นการสงเคระห์ซึ่งกันและกัน ระหว่างคนมีกับคนที่มีน้อย กับคนที่มีมากก็ต้องสงเคราะห์ซึ่งกันและกัน ฉนั้นการสงเคราะห์ซึ่งกันและกันมันเป็นหลักธรรมะว่าอยู่แบบเอื้ออาทร คำว่ากรุณา เกิดความสงสาร ทุกคนไม่อาจจะเลือกเกิดมาในกองเงินกองทองได้และไม่อาจจะเลือกเกิดเป็นคนมีสติปัญญาได้เท่ากัน เพราะบุญกรรมที่ทำไว้แต่ละคนก็ไม่เท่ากัน จำเป็นต้องเกิดในรูปของกระบวนการสงเคราะห์ การสงเคราะห์บางคนก็มีในหัวใจ บางคนมีพื้นฐานจากศาสนามีพื้นฐานจากครอบครัว มีพื้นฐานจากการเข้าวัดวานี้มี แต่บางคนไม่มีสิ่งนี้เลยก็ต้องใช้กระบวนการทางสังคมตัดสินเป้งลงไปเลยว่าคุณต้องบริจาคตามเงื่อนไขกระบวนการทางสังคมเข้ามาเป็นตัวแปร คนเหล่านี้จิตใจมุ่งมั่นแต่จะเอาเข้าตัวดียว สิ่งเหล่านี้ถึงจะทำไปทำไปก็ยังมองธรรมะข้ออื่น ๆ อีก อาตมาได้ดูของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ก็ได้เขียนไว้ในหลักการวิเคราะห์ว่าภายในปี 63 ผู้สูงอายุจะเพิ่มากขึ้นโดยเฉพาะคนวัยแรงงาน 4 คนจะต้องเลี้ยงคนแก่ 1 คน ยังไม่พูดถึงการเลี้ยงลูกนะ เลี้ยงคนพิการนะ อาตมาลองมองว่าจะต้องใช้หลักธรรมะอะไรเข้ามาเพิ่ม ของญี่ปุ่นเขาได้วิเคราะห์ออกมาแล้วว่าภายในปี 60  คนแก่ของเขาจะมากขึ้น คนหนุ่ม สาว ก็เหมือนกัน เราก็มอง่วภายในปี 63 ที่ใกล้จะถึงนี้วัยแรงงาน 4 คนต้องเลี้ยงคนแก่ 1 คนตอนนี้วัยแรงงานก็ไม่ค่อยทำงาน พ่อแม่ยังต้องเลี้ยงวัยแรงงานค่อนข้างเยอะอยู่คนที่เรียนจบแล้วยังไม่ทำงาน คนที่เรียนจบระดับมัธยมต้น ๆ อะไรต่างๆ เหล่านี้ แล้วใครจะเลี้ยงใครก็ไม่รู้ คนแก่จะเลี้ยงคนหนุ่มสาว ก็ไม่รู้ คนหนุ่มสาวจะเลี้ยงคนเฒ่าคนแก่ก็ยังมองไม่ออก เห็นสภาพปัญหาตรงนี้อาตมาก็เลยลองคิดเชื่อมโยงกันดูว่าจะเอาเข้าธรรมะอย่างไรตรงไหน