หนานเกียรติ
เกียรติศักดิ์ หนานเกียรติ ม่วงมิตร

เด็กปัญญาทำได้...


 

            “...ตอนแรกฟังว่าให้ไปทำกิจกรรมกับเด็กบกพร่องทางสติปัญญา เรายังไม่เคยทำก็ไม่รู้ว่าเป็นยังไง ครูโต้งมาเล่าโครงการ เล่าที่มาที่ไป ตอนแรกก็ยังไม่รับปาก ยังไม่กล้าว่าจะทำยังไงดี แต่อยากช่วย...”

            พระมหาประสิทธิ์ ญาณปฺปทีโป เล่าถึงคราวเมื่อได้ครูโต้ง พรมกุล จากโรงเรียนฉะเชิงเทราปัญญานุกูล มาร้องขอให้ไปช่วยเป็นวิทยากรจัดค่ายฯ เพื่อเสริมสร้างทัศนคติที่ดีและถูกต้องต่อตนเอง ผู้อื่นและสังคม มีวิถีชีวิตการกิน อยู่ ดู ฟัง ด้วยสติสัมปชัญญะ และมีพฤติกรรมความเคยชินที่ดี เกื้อกูลสังคมให้กับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาและออทิสติก ตั้งแต่ระดับชั้น ป.๔ – ม.๖ จำนวน ๔๐ คน กิจกรรมตาม “โครงการค่ายวิถีชีวิตไตรสิกขา เด็กปัญญาทำได้” ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายพุทธิกา และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ภายใต้ชุดโครงการสุขแท้ด้วยปัญญา ได้ท่านเล่าเพิ่มเติมว่า

            “...ที่ไม่กล้า เพราะว่าเราไม่มีความรู้ เราไม่มีความรู้ ไม่รู้วิธีสื่อสารกับเด็ก เด็กดาวน์ซินโดรมเคยเห็นแต่ในทีวี คิดว่าจะทำได้เหรอเพราะไม่เคยทำ แต่ก็บอกไปว่าขอคุยกับทีมงานก่อน คือถ้าเราตัดสินใจทำลงไปโดยไม่มีความรู้ มันสนองความต้องการของเราอย่างเดียวไม่ได้ หากเราล้มเหลวขึ้นมามันจะลำบาก เพราะฉะนั้นเราต้องคุยกันก่อน...”

            หลังจากที่ได้ปรึกษากันในทีมงานแล้ว ก็ได้ตกลงรับว่าจะไปช่วย แต่เป็นเพราะไม่รู้จักและไม่เข้าใจเด็กกลุ่มนี้ จึงเริ่มต้นด้วยการแยกย้ายกันไปหาข้อมูลแล้วมานั่งคุยกัน หาภาพยนตร์ที่เกี่ยวข้องมาดูด้วยกัน ไปหาผู้เชี่ยวชาญเพื่อขอความรู้เพิ่มเติม

            “...ก็เลยนัดคุยกับทีมที่ทำงานด้วยกัน ว่าจะเริ่มทำงานนี้ยังไงดี หลักธรรมเราก็รู้อยู่แล้ว แต่จะเอาหลักธรรมไปให้เด็กกลุ่มนี้อย่างไร ก็เริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจกับเด็กกลุ่มก่อน หาข้อมูลเกี่ยวกับเด็กออทิสติก เด็กดาวน์ซินโดรมที่บกพร่องทางปัญญา หาหนังสือมาแล้วก็แบ่งกันอ่าน แล้วก็มาคุยกัน เอาหนังที่เกี่ยวข้องมาเปิดนั่งดูด้วยกัน...

            ...ไปหาผู้เชี่ยวชาญ ถามเขาว่าเขาดูแลเด็กพวกนี้อย่างไร ให้เขาอธิบายให้ฟังเพื่อทำความเข้าใจเด็กออทิสติก เขาก็เล่าๆเหมือนอย่างที่เราได้อ่านหนังสือมา ทีนี้เราก็ถามว่าแล้วการถ่ายทอดของพวกเขาเนี่ยกับเด็กเนี่ยเขาทำยังไง ที่นั่นจะเป็นการสอนที่ให้ช่วยตัวเอง แต่ไม่ถึงขั้นสอนธรรมมะ หมอก็บอกไม่รู้จะทำยังไง หมอก็บอกว่าผมก็ไม่เคยสอนธรรมมะเด็กเหมือนกัน มันก็เลยเป็นโจทย์สำคัญให้เราเตรียมตัวให้ดี...”

            ในที่สุดค่ายฯ ก็เริ่มขึ้น โดยมีทีมวิทยากรเป็นพระสงฆ์กลุ่มหนึ่ง ซึ่งได้เตรียมควสามพร้อมมาเป็นอย่างดีสำหรับการอบรมสื่อสารธรรมะง่าย ๆ ให้กับเด็กนักเรียนที่บกพร่องทางสติปัญญาและออทิสติก อาจกล่าวได้ว่าเป็นการดำเนินการครั้งแรกในเมืองไทย

            พระมหาประสิทธิ์ ญาณปฺปทีโป เล่าถึงกระบวนการจัดค่ายฯ ว่า

            “...กิจกรรมต่างๆ เราวางเป็นตุ๊กตาไว้ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้าย กิจกรรมที่ทำจะไต่ระดับความยาก คิดกันว่าพอถึงสิ้นวันเราก็จะประเมินว่าเขาทำกิจกรรมเหล่านี้ได้มากน้อยแค่ไหน ถ้าเขาทำไม่ได้วันที่สองเราก็ต้องลด ถ้าเขาทำได้ก็เดินหน้าต่อเลย กิจกรรมจะค่อยๆ ไต่ระดับความยากขึ้นไปเรื่อยๆ เราพยายามให้พระกับเด็กคุ้นเคยกันมากที่สุด ให้เขามีความคุ้นเคยกับพระ พระก็จะปรับอารมณ์ของตัวเองให้นิ่งที่สุด เพราะคาดการณ์พฤติกรรมไม่ได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น...

            ...กิจกรรมวันแรกจะเป็นการหยั่งเชิง เพื่อทำความเข้าใจเด็กให้มากขึ้น ตอนพระทำกิจกรรมหลัก จะมีพระวิทยากรทุกรูปที่เหลืออยู่ คอยสังเกตเด็ก เก็บรายละเอียดท่าทีการแสดงออกของเด็ก ตกกลางคืนเราจะประเมินสถานการณ์กัน สรุปได้ว่าเดินหน้าตามกิจกรรมที่เราวางไว้...”

            ท่านเล่าถึงการออกแบบและเตรียมกิจกรรม ที่จะจัดตลอดระยะเวลา ๓ วัน ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวเคยจัดกับเยาวชนทั่วไป เพียงแต่คราวนี้ปรับลดความยากและความคาดหวังลงมา

            ในการจัดกิจกรรมนั้นจะไม่ใช้เนื้อหาเป็นตัวนำ แต่จะเน้นความคุ้นเคยและความสนุนสนาน พอทำกิจกรรมไปได้พักหนึ่ง ก็พบว่าทีมงานประเมินศักยภาพเด็กไว้ต่ำ แท้ที่จริงแล้วเด็กกลุ่มนี้มีศักยภาพพอสมควร

            “...เอาความคุ้นเคยและความสนุกนำ ค่อยๆ ให้ไหลไปเรื่อยๆ เราใช้กิจกรรมหนึ่งคือ สายน้ำแห่งชีวิต อันนี้เป็นการทดลอง เราให้เขาวาดรูปชีวิตตัวเองเปรียบเทียบสายน้ำ เขาก็วาดระบายสี บางคนก็วาดสวย แล้วก็ให้เขาเล่าว่าภาพนี้เป็นยังไง ตรงนี้ที่ทำให้พระวิทยากรทุกรูปทึ่ง เพราะตอนแรกเราประเมินเขาต่ำเกินไป พอมาถึงขั้นนี้ เออเขาก็มีมิติคิดเชิงซ้อนได้ เขาสามารถเปรียบเทียบชีวิตของเขากับสายน้ำได้ เขาเล่าได้ว่านี่คือแม่ นี่คือพ่อ นี่คือเขา นี่คือน้อง แล้วก็มีต้นไม้ ภูเขา มีปู่ ยา ตา ยาย...”

            การจัดกิจกรรมต่างๆ เป็นได้ได้ด้วยดี ทีมงานสรุปกันว่าเด็กน่าจะได้ความสนุกสนานเพลิดเพลินมากกว่าการเรียนรู้ ทีมงานมีความสุข ทึ่งกับความสามารถของเด็กๆ ได้เรียนรู้มากโดยเฉพาะการออกแบบและการปรับกิจกรรมให้สอดคล้องกับธรรมชาติของกลุ่มเป้าหมาย

            “...ขณะที่เด็กๆ ทำกิจกรรมพระก็ได้เรียนรู้กับเด็กด้วย เด็กน่าจะเรียนรู้ได้น้อย แต่ก็สนุกมาก...”

            ในส่วนของเนื้อหาหลักธรรมที่ใช้ในค่ายนั้น พระมหาประสิทธิ์ กล่าวว่า

          “...หลักธรรมที่นำมาใช้ ถ้าจะว่ากันเป็นข้อๆ คงลำบาก อย่าง ศีล สมาธิ ปัญญา เราก็ปรับลดลง ศีลก็เอาอยู่ในร่องในรอยก็พอ สมาธิเราก็ใช้การฝึกสติของหลวงพ่อเทียน ส่วนปัญญาเราก็เอาปัญญาจากเขาเป็นเกณฑ์ ให้พวกเขามีทัศนะคติดีกับตัวเอง ให้เขารู้สึกดีกับการอยู่กับพระ ให้รู้สึกดีกับคุณครู แล้วก็ให้เขารู้สึกว่าอยากทำอะไรเพื่อตัวเขาเองและเพื่อตัวคนอื่นด้วย...

            ...เราไม่บอกว่าเมตตาคืออะไร ไม่ได้บอกว่าเมตตาคือความรักความเอ็นดู แต่เราให้พวกเขารู้สึก เขาอาจจะไม่รู้ว่าความรู้สึกแบบนั้นคือเมตตา แต่ให้เขารู้สึกนึกเผื่อแผ่คนอื่น นึกอยากจะช่วยเหลือคนอื่น ให้เขารู้สึกอยากจะช่วยถือของคุณยายที่กำลังถือของปิ่นโตมาวัด ให้เขารู้สึกอยากจะทำบุญยกของไปถวายพระ มันทำไม่ได้อยู่แล้วที่จะบอกพวกเขาว่าเมตตาคืออะไร หรืออย่างการทำสมาธิ ก็ไม่ให้เด็กนั่งเฉยๆ การทำสมาธิแทนที่จะนั่งหลับตา ก็ใช้วิธีเคลื่อนไหวโดยใช้แบบฝึกสติของหลวงพ่อเทียน...”

          การจัดกิจกรรมในค่ายฯ คราวนี้เป็นกระบวนการการเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเองผ่านการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มประกอบการบรรยาย ผสมผสานระหว่างการบรรยายธรรม การทำกิจกรรมฝึกสติ และฝึกการตระหนักรู้ตนเองในชีวิตประจำวันระหว่างอยู่ในการเข้าค่าย การสร้างทัศนคติและเกิดพฤติกรรมความเคยชินที่ดีในการเกื้อกูลสังคม มีลำดับขั้นตอนการจัดกิจกรรม ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า “ธรรม” สามารถเข้าถึงได้กับทุกคนไม้เว้นแม้แต่กลุ่มนักเรียนที่บกพร่องทางสติปัญญาและออทิสติก หากมีการออกแบบและเตรียมการที่เหมาะสม...

หมายเลขบันทึก: 404591เขียนเมื่อ 26 ตุลาคม 2010 07:12 น. ()แก้ไขเมื่อ 27 มีนาคม 2012 18:55 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (1)

สวัสดีค่ะ

การสอนไม่จำเป็นต้องบอกไปเสียทุกอย่าง  หากแต่ใช้เวลาและโอกาสโดยเฉพาะเรื่องจริยธรรม เด็กเขาจะค้นพบและแสดงออกได้เอง และจะเป็นความรู้ที่ถาวร เหมือนนักการศึกษาเขาบอก

ตอนนี้ฝนกำลังตก จะออกกี่โมง  ขึ้นรถแล้วโทรไปนะ  จะได้ออกไปจัดการเรื่องตั๋วก่อน

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี