KM ในองค์กรภาครัฐ  : 20. AAR มหกรรม KM ราชการไทย ก้าวไกลสู่ LO

         มหกกรรม KM ราชการไทย ก้าวไกลสู่ LO เมื่อวาน (๒๑ กค. ๔๙) จบลงด้วยความสำเร็จในระดับที่น่าชื่นชม   มีคนมาร่วมกว่า ๘ ร้อย     สคส. เราจะเอาไป AAR กันใน Weekly Meeting วันพุธที่ ๒๖    แต่ผมจะไม่อยู่ ต้องไปอินเดียกับครอบครัว     จึงขอ AAR ลง บล็อก ไว้ล่วงหน้า

         เป้าหมายของผมต่องานนี้  ได้แก่
          ๑. เพื่อเชื่อมโยงเครือข่าย KM ของหน่วยราชการ     ให้หน่วยที่ยังไม่ได้ทำ KM แบบ "ทำจริง" ได้รู้ว่าจะไปขอเรียนรู้วิธีทำ KM จริงๆ ได้จากหน่วยราชการใดบ้าง     เพื่อให้เกิดเครือข่าย KM ของหน่วยราชการขึ้นตามธรรมชาติ     ให้เกิดสภาพ "เพื่อนช่วยเพื่อน" ในระหว่างหน่วยราชการ ในการทำ KM
          ๒. เพื่อ ลปรร. เคล็ดลับในการเริ่มทำ KM แบบทำจริง     ให้เห็นว่ามีได้หลายแบบ    ขึ้นกับสถานการณ์ของหน่วยราชการนั้นๆ     แต่คนสำคัญยิ่งในการกระตุ้น สร้างสีสันและความคึกคักของ KM คือ "คุณอำนวย
          ๓. ให้ได้เห็นว่า KM ในประเทศไทยไม่ได้อยู่ในสภาพแร้นแค้น ยากไร้ อีกต่อไปแล้ว     เรามีหน่วยงานต่างๆ ที่ทำ KM แบบจริงจังและได้ผลดี กระจายอยู่ทั่วประเทศ     ถ้าได้รับการกระตุ้นและส่งเสริมอย่างถูกต้อง     KM ประเทศไทยก็จะสามารถขับเคลื่อนสังคมไทยไปสู่สังคมที่มีความรู้เป็นฐาน สังคมเรียนรู้ สังคมอุดมปัญญา ได้จริง
          ๔. เพื่อซ้อมหรือเรียนรู้วิธีจัดมหกรรมจัดการความรู้แห่งชาติ ครั้งที่ ๓  ในวันที่ ๑-๒ ธค. ๔๙ ที่ไบเทค บางนา   ซึ่งเราตั้งเป้าไว้ที่ ๒ พันคน  เป็นงานใหญ่มาก
          ๕. เพื่อขับเคลื่อน KM ประเทศไทยสู่ LO ด้วยเครื่องมือตัวใหม่ของเรา คือ KM Inside      คือเราใช้มหกรรมราชการนี้ ทดสอบว่าการยอมรับหรือเห็นคุณค่าของ KM Inside มีสักแค่ไหน

         ต้องขอย้ำว่า ที่ สคส. สมาชิกแต่ละคนจะมีเป้าหมายของตนเองในแต่ละงาน      ซึ่งถึงแม้เป้าหมายรวมจะเหมือนกัน แต่เป้าหมายหรือจุดเน้นของแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน     แต่จะเสริมหรือเติมเต็มซึ่งกันและกัน     นี่คือการทำ KM ภายใน สคส. ครับ

         เป้าหมายทั้งหมดนั้นผมได้ครบ    แต่ก็มีส่วนที่ไม่ได้ หรือพลาดไป     อันเกิดจากตัวผมเองกล่าวปิดตกไป     คือข้อ ๑ ของเป้าหมาย     ผมควรจะบอกที่ประชุมว่า     เมื่อกลับไปทำงานที่หน่วยงานแล้ว ให้ทำ KM โดยหาเครือข่ายนอกหน่วยงานของตนด้วย      ให้ ลปรร. ประสบการณ์ในการทำ KM กับหน่วยงานทำจริง ที่อยู่ในพื้นที่เดียวกัน (หรือต่างพื้นที่ก็ได้ ถ้ามีช่องทางติดต่อสื่อสารได้ไม่ยาก)      โดย ลปรร. กับหน่วยงานที่ไม่ใช่ราชการก็ได้ หรือที่เป็นหน่วยราชการก็ได้     ซึ่งเวลานี้มีหน่วยงานหลากหลายรูปแบบที่ทำ KM อย่างถูกต้อง ได้ผลดี เช่น มหาวิทยาลัยจำนวนหนึ่ง     บริษัทเอกชน    และภาคประชาสังคม    รายชื่อหน่วยงานส่วนหนึ่งมีอยู่ในรายงานประจำปี KM ประเทศไทย 2548 ที่เราแจกในที่ประชุม (ท่านที่ต้องการ download เอาจากเว็บไซต์ www.kmi.or.th ได้)     และติดตามจาก บล็อก Gotoknow.org ได้

        ส่วนที่เข้าใจว่าได้เกินคาดหมาย คือการยอมรับ KM Inside     ก่อนกลับบ้านผมถามทีมงานว่ามีคนกรอกแบบสอบถาม KM Inside มากไหม     ได้รับคำตอบว่ามากเป็นตั้งสูง     ผมดีใจมาก เพราะเป็นความหวังของการขับเคลื่อน KM ประเทศไทย     ให้ก้าวไกลสู่ LS (Learning Society) ให้ได้จริงๆ      เราจะไม่ใช่แค่เรียนแบบไม่ทำนะครับ    KM เป็นการเรียนจากการปฏิบัติ

        ผมบอกทีมงานว่าให้เลี้ยงฉลองใหญ่  เพราะนี่เป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่มาก

       ในงาน ดร. ประพนธ์กับผมย้ำหลายหนว่า สคส. เรามีพนักงานเพียง ๑๑ คนเท่านั้น     ผู้ฟังคงจะพิศวงว่าเราจัดงานใหญ่ขนาดนี้ด้วยคน ๑๑ คนได้อย่างไร     คำตอบคือจริงๆ แล้วงานนี้จัดโดยใช้คนเป็นร้อย  ได้แก่ (๑) ภาคีของเราที่มาร่วมทำงานในหลากหลายบทบาท  ที่จำทำให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์จากงานนี้ไม่เฉพาะในช่วงวันที่ ๒๑ กค. เท่านั้น     คุณแอนน์ แม่งานนี้ คงจะเขียน บล็อก เล่าว่าภาคีของเรามีกลุ่มไหน ใครบ้าง    (๒) เรา outsource งานหลายอย่างออกไป    (๓) จ้างพนักงานชั่วคราวมาทำงานเฉพาะงาน  (๔) จ้างน้องๆ นักศึกษามาช่วยงานในวันงาน

        เราสร้างวัฒนธรรมใหม่ ให้คนได้เห็น ว่ามีวิธีจัดการหน่วยงานแบบใหม่ ที่เรียกว่าหน่วยงานขับเคลื่อนเครือข่าย     ที่ต้องไม่ใหญ่โตอุ้ยอ้าย    ต้องงดงามที่ความเล็ก    แต่รสจัด    และเป็นองค์กรเรียนรู้ในตัวเองด้วย   คือปฏิบัติ KM อยู่ทุกขณะของการทำงาน

วิจารณ์ พานิช
๒๒ กค. ๔๙