กรณีศึกษาท่านแรก: คุณลุงมีระดับการรู้คิดเคลื่อนไหวร่างกายแบบตั้งใจได้ในการทรงท่าที่ตอบสนองอย่างง่าย (Postural action) มีขั้นตอนการทำกิจกรรมไม่เกิน 3 ขั้นตอน ทรงท่าทำกิจกรรมที่มีเป้าหมายได้ไม่นาน...ต้องได้รับความช่วยเหลือและกระตุ้นให้มองและ/หรือได้ยิน
กรณีศึกษาท่านนี้ไม่ชอบให้สัมผัสและจับยืดแขนข้างที่เกร็งงอ และมีประสบการณ์กลัวและเจ็บ (รวมถึงเจ็บคันแบบหลอกๆ) เพราะได้รับการล๊อคแขนขาแล้วจับบังคับยืดแขนเกร็งงอและขาเกร็งเหยียดจากผู้บำบัดที่หน่วยงานแห่งหนึ่งนาน 3 ปี
ผมพยายามทำความเข้าใจกับคนดูแลซึ่งเป็นผู้ชาย และอัตราการออกจากตำแหน่งคนดูแลมีหลายคนมาก เพราะเมื่อคนดูแลจับบังคับยืดแขนขาข้างต้น คุณลุงก็จะโกรธและทุบตีคนดูแลด้วยแขนข้างดี ซึ่งผมคิดว่า เมื่อเราบังคับมากขึ้นเรื่อยๆ ระดับการรู้คิดจะไม่พัฒนาขึ้น และมีการแสดงอารมณ์ต้านมากขึ้นในการฝึกทักษะชีวิต
หลักการที่สำคัญจนผมต้องกล้าที่จะเขียนใบรับรองพร้อมเลขทะเบียนใบประกอบโรคศิลปะสาขากิจกรรมบำบัด เพื่อสื่อสารให้ผู้บำบัดข้างต้นทราบว่า ทางกิจกรรมบำบัดกำลังปรับพฤติกรรมและการรู้คิดให้อยู่ในบรรยากาศที่ผ่อนคลาย ไม่บังคับฝืนคุณลุง (ปลดล๊อค) ช่วยเหลือเท่าที่จำเป็น แล้วสังเกตการตอบสนองของคุณลุงเมื่อให้ข้อมูลการรับความรู้สึกผ่านกิจกรรมการเคลื่อนไหวที่มีเป้าหมาย เช่น การพลิกตะแคงตัวจากนอนมานั่งอย่างช้าๆ โดยผู้ฝึกไม่เร่ง ไม่บังคับ และไม่ใช้อารมณ์กับคุณลุง นั่งสักพักพร้อมสื่อสารกับคุณลุงอย่างง่ายๆ เน้นขั้นตอนที่ชัดเจน 2-3 ขั้นตอน (ตัวอย่าง เหนื่อยไหม ถ้าเหนื่อยพยักหน้า พร้อมไหม นับหนึ่ง สอง...สิบ) นั่งบนเตียงย้ายมาที่เก้าอี้ พักสักครู่ นั่งบนเก้าอี้ลุกยืนทำกิจกรรมโดยลงน้ำหนักข้างที่มีแรงก่อน (ถ้าลงข้างที่เกร็งเหยียดจะเจ็บ) แล้วค่อยๆ สื่อสารเรื่องสี จำนวน ทิศทาง อย่างมีเป้าหมายและต่อเนื่องจนจบกิจกรรม ตามด้วยขั้นตอนที่ไม่นั่งทันที ให้สำรวจความสำเร็จของกิจกรรมที่ทำ สื่อสารความสุขที่คุณลุงได้รับ ตามด้วยมองเก้าอี้ก่อนปรับจากท่ายืนมานั่งพัก
ผมสังเกตว่า หากจัดท่าทางให้คุณลุงได้กระตุ้นความสามารถในการรู้คิดได้เหมาะสมก็จะทำให้เกิดบรรยากาศของการรู้คิดในระดับการหยิบจับและพัฒนาสู่การเคลื่อนไหวทำกิจวัตรประจำวันได้ดีขึ้น และผู้ดูแลก็มีความสุขในการผ่อนคลายอารมณ์ของตนเองและของคุณลุงด้วย
นอกจากนี้ การลองใส่วัสดุอุปกรณ์ดามขาที่เกร็งเหยียดนั้นได้ผลดี เพราะลดการสัมผัสและการช่วยเหลือการทรงท่าของคุณลุงขณะนั่งและยืนทำกิจกรรม ทำให้คุณลุงไม่รู้สึกเจ็บและไม่จำเป็นต้องมีการล๊อคยืดขาแต่อย่างใด ส่วนมืออาจใส่วัสดุอุปกรณ์ดามมือตอนนอนได้ (ตอนตื่น จะใช้มือแกะออกโดยไม่รู้ตัว)
กรณีศึกษาท่านที่สอง: คุณลุงมีปัญหาการพูดจากความบกพร่องของการรับรู้และการรู้คิด ดูเหมือนจะออกเสียงพูดได้ แต่พูดตอบไม่ตรงคำถาม นึกจำข้อมูลได้ไม่ถูกต้อง รับรู้ซ้ายขวาไม่ชัดเจน รับรู้การเคลื่อนไหวของร่างกายไม่ดี แยกลืมตาหลับตาข้างเดียวไม่ได้ หยิบจับวัตถุสีแตกต่างกันในกิจกรรมการเลียนแบบไม่ดี (ต้องกระตุ้นสัมผัสและแยกคู่ต่างกันให้ชัดเจนแล้วใช้คำพูดหรือการจับช่วยนำ) เมื่อคุณลุงทำกิจกรรมที่ต้องใช้ความสามารถในการรับรู้และการรู้คิดข้างต้นไม่ได้ ก็จะเกิดความล้าทางความคิด (Cognitive Fatigue) และรู้สึกหงุดหงิดง่าย โดยเฉพาะเมื่อครอบครัวบังคับฝึก
ผมคิดว่าต้องสอนคนฝึกที่หน่วยกิจกรรมบำบัดและที่บ้านให้ปลดล๊อค แล้วค่อยๆ ทำใจเย็นและอดทนฝึกอย่างช้าๆ ไม่เกิน 3-4 ขั้นตอน เพราะคุณลุงอยู่ในระดับการรู้คิดที่ชอบหยิบจับด้วยมือแบบไม่มีความหมาย (Manipulative Cognition)
เราควรสอนคุณลุงให้นึกจำข้อมูลง่ายๆ แยกกันสองประเภทชัดเจน เช่น มือซ้ายหยิบห่วงสีแดงแล้วใส่หลักสีแดง มือขวาหยิบห่วงสีส้มแล้วใส่หลักสีส้ม และเคลื่อนไหวทำกิจกรรมด้วยการดึงข้อมูลดังกล่าวมาใช้ แล้วปรับความท้าทาย ความสนุก ความมีชีวิตชีวา และความรู้สึกที่ตื่นตัวต่อการทำหน้าที่ของร่างกาย (Sensory Awareness of Body Functions) เช่น การหายใจเข้าออก การจัดท่านั่งเตรียมยืนขึ้น การชี้นำสัมผัสสะโพกและเข่า (โดยไม่ใช้เสียงบังคับ) แล้วรอว่าคุณลุงขยับตัวตรงไม่เอนเอียง แล้วแนะนำให้มองและเลือกสีของตัวหนีบ หยิบตัวหนีบจากในกล่องไปหนีบเป็นชุดสีเดียวกันในระดับที่เอื้อมไหล่สูงขึ้นระดับเหนือสายตาในท่ายืน เมื่อเสร็จหนึ่งชุดสี ก็ให้ยืนนานขึ้นเพื่อเพิ่มกำลังและความทนทานของร่างกายท่อนล่าง นับ 1-10 ต่อด้วย 11-20 ...เพิ่มขึ้นเมื่อคุณลุงยืนนานขึ้น แต่ต้องไม่ให้คุณลุงนับเริ่มต้น 1 ใหม่ ตามด้วยมานั่งพักแล้วกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อใบหน้าและหลับตาลืมตาทีละข้าง เพราะมีปัญหาที่ระบบประสาทพิเศษที่สั่งการทำงานแสดงสีหน้า หลับตาลืมตา และการวางแผนการสื่อสาร
เมื่อฝึกคุณลุงไปแล้วซ้ำๆ เกือบ 45 นาที ลองประเมินซ้ำปรากฎว่า คุณลุงลุกยืนเองได้ดีและนานขึ้น นับเลข 1-20 ได้ รู้จักการเคลื่อนไหวที่สัมพันธ์กับทิศทางซ้ายขวาและเลียบแบบตำแหน่งของวัตถุได้ ตอนนี้เป็นหน้าที่ของนักกิจกรรมบำบัดที่ต้องเชื่อมโยงความสามารถของการรับรู้และการรู้คิดข้างต้นไปฝึกทักษะชีวิตในขอบเขตการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตจริงที่บ้าน เช่น การหยิบแปรงฟันด้วยมือขวา การเช็ดหน้าด้วยมือซ้าย การทำกิจวัตรประจำวันอย่างเป็นลำดับง่ายๆ ด้วยตนเอง เป็นต้น
จากสองกรณีศึกษา ทำให้ผมอยากแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้นักกิจกรรมบำบัด นักกายภาพบำบัด และบุคลากรทางการแพทย์อื่นๆ ได้เล็งเห็นถึง "การปลดล๊อด...ลดการบังคับทางร่างกายและจิตใจ และระดมความคิดวางแผนเลือกวิธีที่ดีที่สุดที่ผู้รับบริการผ่อนคลายและมีการรู้คิดที่จะดำเนินชีวิตได้ยาวนานและมีความสุข
บทความนี้ขอจดจำไปบอกเล่าต่อ ผู้ป่วยเบาหวานจิตอาสานะคะ
รับรองว่าได้ใช้แน่ๆ
ขอบคุณค่ะ
ยินดีอย่างยิ่งครับคุณครูต้อย ที่จะนำไปฝึกทักษะชีวิตแก่ผู้ป่วยเบาหวานครับ
การทำกิจกรรมเพื่อเตรียมความพร้อมของร่างกายเป็นสิ่งที่ดีมากคะ
แต่มีการเตรียมความพร้อมของจิตใจของคุณลุงทั้ง 2 ท่านยิ่งเป็นเรื่องที่ดียิ่ง
เพราะการที่คนเราจะเริ่มทำสิ่งใดหากใจพร้อมก็มีชัยไปกว่าครึ่ง
การผ่อนคลาย ความไว้วางใจ เป็นตัวปลดล็อคได้ดี เพื่อการพัฒนาศักยภาพของคุณลุง
จนสามารถฝึกกิจกรรมได้ด้วยตนเอง และลดการช่วยเหลือลง (การเป็นนายแห่งตน)
ในกิจกรรมที่ท้าทายความสามารถ จึงทำให้เกิดเป็นการทำกิจกรรมได้ โดยไม่อยู่ว่าง
เพื่อเตรียมความพร้อมไปสู่กิจกรรมที่ชอบได้
เมื่อคุณลุงทั้ง 2 ท่านมีความมมั่นใจในการทำกิจกรรม
สามารถปรับเป็นกิจกรรม ที่คุณลุงชื่นชอบ ต้องการ สนใจ
และเหมาะสมตามบทบาทได้
การปลดล็อค เพื่อพัฒนาการศักยภาพและผ่อนคลายของจิตใจ เป็นการเริ่มต้น ของการทำกิจกรรมยามว่างได้ดี (Leisure)
ดังสมการนี้ (ที่อ.ดร. ป็อปได้สอนพวกเรานักศึกษากิจกรรมบำบัดปี 3)
" จุดมุ่งหมาย + ความปรารถนาที่แรงกล้า + การกระทำ = ความสงบสุขของจิตใจ "
ชอบมากคะ เป็นสมการที่ทำให้เราต้องฮึดสู้! เพื่อความสุขทางจิตใจ ^^
ขอบคุณมากครับคุณหนึ่งฤทัย