จันทบุรี เป็นจังหวัดหนึ่งทางภาคตะวันออกของประเทศไทยจังหวัดหนึ่งที่ธรรมชาติมากมาย ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติแบบป่าเขา หรือธรรมชาติแบบทะเล
สำหรับทริปนี้ถือว่าเป็นการใช้เวลา2วัน1คืนคุ้มที่สุด โดยเริ่มจากการเดินทางออกจากเชียงใหม่เย็นวันที่ 1 ตุลาคม 2553 ไปกับรถทัวร์ของสมบัติทัวร์ เวลา 21.15 น. นั่งรถไป ก็เริมเจอฝนตั้งแต่ออกจากเขตจังหวัดลำปาง ตกไปตลอดทางจนถึงกำแพงเพชร รถแวะพัก เราก็ลงไปทานข้างรองท้องกันซะ เพราะมื้อเย็นไม่ได้ตกถึงท้องเลย เพราะมัวแต่เก็บของ กว่าจะถึงหมอชิตก็เป็นเวลาหกโมงเช้า เราใช้เวลารอคอยสารถีที่หมอชิต 2 ชั่วโมง เพราะนัดกับน้องสาวไว้ตอน 7.30 น. แต่กว่าหล่อนจะผ่านด่านรถติดมาได้ก็ แปดโมงพอดี หลังจากนั้นเราก็ขับรถเดินทางมุ่งไปยังปลายทางที่จันทบุรีทันที ระหว่างทางบรรยากาศก็ดูปลอดโปร่ง ท้องฟ้ามีเมฆเป็นบางส่วน แต่พอเริ่มเข้าเขตชลบุรี คราวนี้ท้องฟ้าเริ่มขุ่นมัว และแล้วสายฝนก็โปรยปรายลงมาพอชุ่มฉ่ำ หยุดตกเป็นระยะ เราก็หวั่น ๆ ว่าปลายทางจะมีฝนมากหรือไม่ เพราะสายฝนอาจจะเป็นอุปสรรคที่จะทำมห้เราหมดสนุกก็เป็นได้ แต่ก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้นเสมอไป อย่างน้อย บรรยากาศที่ได้ก็ถือว่าทัศนวิสัยที่ชัดเจน ถึงแม้แดดไม่แรงแต่ก็ไม่มีฝน เข้าถึงเขตอ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี ก็เป็นเวลา 13.00 น. เราแวะชมบรรยากาศกันที่ อ่าวคุ้งวิมาน พอรถแล่นตามถนนที่ทอดไปถึงปากอ่าว เราเห็นขอบทะเลแบ่งเส้นกับขอบฟ้า และบรรยากาศก็เป็นใจ เพราะเริ่มมีแดด ทำให้เราสามารถถ่ายรูปกันได้อย่างสวยงามเลยทีเดียว แต่เราก็อยู่ที่นี่นานไม่ได้เพราะแดดแรงเอามากทีเดียว หลังจากนั้นเราก็หาที่พักแวะรีสอร์ทไหนก็มีกรุ๊ปทัวร์ และที่สุดเราก้ได้ที่พัก ที่บ้านลุงหมื่น เก็ยสัมภาระเข้าบ้านพัก และก็เดินทางตรงไปยังอ.แหลมสิงห์ ทันที เพื่อไปพบกับ นายสัตวแพทย์หนุ่มหล่อ เพื่อนสนิทที่เราได้นัดเอาไว้ เพื่อดูการแสดงโชว์ของปลาโลมาที่ โอเอซิส ซีเวิลด์ กว่าจะไปถึงขอบอกว่าต้องเจอทางท่ทรหด เพราะอยู่ในช่วงที่กำลังซ่อมแซม ถนนเลียบหาดจากหาดเจ้าหลาวถึงแหลมสิงห์ ใช้เวลากว่าครึ่งชั่วโมงแต่เราก็เจอสายฝนจนได้ แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรค
ปลาโลมาช่างเป้นสัตว์ที่ฉลาดที่สุดเลยก็ว่าได้ สำหรับรูปภาพที่สวย ๆ กว่านี้จะนำมาอัพให้ทีหลัง เพราะว่าตอนนี้กล้องอีกตัวของน้องสาวไม่ได้อยู่ที่นี่ รับรองได้ว่าสวยมาก เพราะถ่ายเองกับมือ
หลังจากที่ดูโชว์เสร็จ เพื่อนหมอแนะนำให้ไปหาวิวถ่ายรูป สำหรับแหลมสิงห์ แล้วแทบไม่ต้องไปไหนมากมายเลยด้วยซ้ำเพราะสถานที่ท่องเที่ยวช่างมากมายเหลือเกิน แต่เราก็ยังไปไม่หมด โดยเฉพาะ น้ำตกพริ้ว ที่ไม่ได้ไป เพราะฝนนั่นแหละที่ลงมาไม่ขาดสาย ทำให้เราตต้องตระเวณถ่ายรูป รอบ ๆ หาด ไม่ว่าจะเป็น ตึกแดง คุกขี้ไก่ สะพานตากสินฯ หรือเรียกว่าสะพานแหลมสิงห์ มุมที่สวยที่สุดคือ บริเวณหาดแหลมสิงห์ เป็นหาดที่สงบเงียบ เห็นการดำเนินชีวิตของชาวประมง น้ำทะเลใส ๆ หาดตื้น ๆน่าเล่นน้ำเป็นที่สุด แต่ว่าเรายังมีนัดทานอาหารเย็นกับหมอ และเสื้อผ้าก็เก็บไว้ที่บ้านพักแล้วเลยไม่สามารถ(เอาไว้คราวหน้า)เลยทำได้เพียงถ่ายรูปเก็บบรรยากาศที่สวยงามและเงียบสงบจริง ๆ เอาไว้ เพื่อรอเวลาอาหารเย็นตอน 1 ทุ่ม
เป็นเวลาเย็น ๆ สมกับบรรยากาศ ไม่มีแดด แต่ก็ทำให้การถ่ายรูปออกมาไม่ค่อยสวยเท่าไหร่นัก
พอถึงเวลามื้อเย็นตามเวลานัด เจ้าถิ่นพาเราไปทานอาหารทะเล ที่ ร้านบรรยากาศทั่วไป แต่ราคาใช้ได้เลยทีเดียว ชื่อร้าน เจ๊แหย๋ม เมนูทะเลมือ้แรกที่เราสั่ง คือ หมึกไข่นึ่งมะนาว ข้าวผัดปูจานใหญ่ หอยนางรมสด หอยแครงลวก ปลากระพงสามรส ยำคะน้ากุ้งสด ขอบอกว่า ทานกันสี่คนแต่พุงจะแตก สำหรับมื้อนี้เจ้าภาพจ่ายไปเพียง 680 บาทเท่านั้น เสียดายที่ทุกคนมัวแต่หิว เลยลืมถ่ายภาพมาใหชมว่าน่าเอร็ดขนาดไหน ทานไปนั่งเม้าท์ไป เพราะบรรยากาศร้าน ถึงแม้จะมืดแต่ก็น่งฟังเสียงคลื่น เวลาทานข้าว ช่างไพเราะที่สุด
กว่าจะกลับที่พักที่หาดเจ้าหลาวได้ก็สามทุ่ม กลับมาถึงเราอาบน้ำคนแรกเลย แต่สามีกับน้องสาวยังอยากจะไปเดินเล่นริมหาดเลยรอเราอาบน้ำเสร็จแล้วลงไปริมหาดกัน ขอบอกว่าเวลานี้มืดตึ๊บ เพราะร้านอาหารต่าง ๆ เริ่มปิดไฟกันหมดแล้ว เลยเดินไปได้ไม่ไกลนัก อีกอย่างยุ่งเยอะมาก แค่สูดอากาศสักพักก็กลับมานอน หลับเป็นตายกันทั้งสามคน กะไว้ว่าจะตื่นสาย ๆ หน่อยก็ได้ เพราะเมื่อกลางวันลุยกันมาเหนื่อยมาก แต่ที่ไหนได้ พอหกโมง ก็เริ่มตื่นกัน รีบอาบน้ำ แล้วก็ไปหามื้อเช้าทานกัน
สำหรับเช้านี้อยู่กันที่หาดเจ้าหลาว ช่วงเช้าก็จะมีผู้คนตื่นขึ้นมายลโฉมทะเลยามเช้ากันพอดู เพราะแสงอาทิตยืกำลังทอแสง กระทบกับทะเล ช่างสวยงามยิ่ง
นี่ขนาดยังไม่สาย แดดยังคงสู้ท้าทายกับผืนทะเลจริง ๆ หาดที่นี่ถือว่ายังคงธรรมชาติอยู่มาก เพราะน้ำยังคงใส และทรายยังสะอาด ทั้ง ๆ อาจจะเป็นเพราะยังไม่ใช่ฤดูกาลท่องเที่ยวก็ได้ ผู้คนยังไม่คึกคักมากนัก
เดี๋ยวรอรูปภาพอีกกล้องแล้วจะมาเล่าบรรยากาศให้ฟังกันอีกรอบนะค่ะ เพราะไม่เห็นรูปแล้วนึกไม่ออกนะค่ะ รอติดตามกันด้วยนะค่ะ
อืมมม์.....สวยครับสวยมาก ทรายและน้ำทะเลนั่นนะครับ
อย่าลืมติดตามฉบับต่อด้วยนะค่ะ..