หนูสังเกตตนเองจากที่ผ่านมากับปัญหาใหญ่ ที่ตนเองเป็นคนสร้างเรื่อง
สร้างแรงสั่นสะเทือน สำหรับหนูมันสะเทือนโลกธาตเลยหล่ะค่ะ
เมื่อพายุหนักผ่านไปหนูหยิบขึ้นมาพิจารณาได้เรียนรู้อะไร
ณ สภาวะที่หนูขุ่นมัว หนูจะไม่มีความสามารถในการทำสิ่งใดเลย
ไม่ว่าจะเป็นงานง่าย ๆ ที่หนูเคยทำมาแล้ว
หรืองานที่ยาก ๆ ไม่เคยทำมาก่อน
หากไม่สามารถ จัดการในตนเองได้
แล้วทำงานออกมาขณะที่ยังขุ่นมัว
ความขุ่นมัวจะถูกแพร่เชื้อไปที่ผู้อื่น เช่น คนใกล้ชิด คนรับสาร คนอ่าน ชัดเจนมาก ๆ
มีแรงกระทบกลับมาทั้งเชิงบวกและเชิงลบตามแต่จริตนิสัย
และผู้เป็นต้นเหตุ (เขาเข้าใจบัญญัติศัพท์จังเลยนะคะ)
จะได้รับผลกระทบเสมอ ๆ เมื่อกระจายความขุ่นมัว ก็ได้รับความขุ่นมัว
แต่พอหลาย ๆ อย่างผ่านไป กลับเห็นความงดงาม ที่แผ่กระจาย
เกิดปัญญากับตนเองว่า
เมื่อใดที่ทำงานด้วยใจที่ผ่องใส
มีความสุข สิ่งที่แผ่ออกไปก็คือ พลังแห่งความสุข
เมื่อใดที่ทำงานด้วยความขุ่นมัว สิ่งที่แผ่ไปก็คือ ความขุ่นมัว
ถ้าว่าด้วยงานเขียน แบบเขียนไปยิ้มไป
พลังแห่งความสุขจะยิ่งแผ่กระจาย
แบบที่คนอ่านแทบจะยังไม่ต้องอ่าน แต่ก็ยิ้มได้
ไม่ทราบด้วยอะไร
อาจจะลีลาการนำเสนอ หรือ อะไรมากกว่านั้นหนูก็ไม่อาจทราบได้
วันนี้หนูได้เรียนรู้ว่า
ผู้ที่เข้มแข็งที่สุด คือ ผู้ที่กำลังมีสติ มีสมาธิและนิ่งเย็น
ผู้ที่อ่อนแอที่สุดคือ ผู้ที่กำลังโกรธ
