กู่เต้า

พญามังรายสร้างเมืองเชียงใหม่ได้ 262 ปี ถึงปีพ.ศ. 2101 พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง กษัตริย์พม่าได้ยกกองทัพมาตีล้านนา และสามารถยึดเมืองเชียงใหม่ได้อย่างง่ายดาย เนื่องจากบ้านเมืองขณะนั้นอ่อนแอที่สุด เสนาอามาตย์แตกความสามัคคี และกษัตริย์ก็ไม่สามารถบริหารราชการบ้านเมืองให้เป็นปกติได้

หลังจากพม่าเข้ายึดครองเชียงใหม่และล้านนาได้แล้ว พระเจ้าบุเรงนองทรงจัดการปกครองเชียงใหม่และล้านนาในฐานะประเทศราช ทรงตั้งพระเมกุฎิครองเมืองเชียงใหม่ต่อไปตามเดิม

พ.ศ. 2106 พม่ายกกองทัพรบกับกรุงศรีอยุธยา โดยเกณฑ์กองทัพเชียงใหม่ไปช่วยรบ เห็นว่าพระเมกุฏิไม่ได้ช่วยรบอย่างจริงจัง ทั้งยังพยายามแยกตัวเป็นอิสระจากพม่า จึงยกไพร่พลมาควบคุมเชียงใหม่ จับตัวพระเมกุฏินำไปยังเมืองหงสาวดีเมื่อพ.ศ.2107 แล้วตั้งพระนางวิสุทธิเทวี พระธิดาพญาเมืองเกษเกล้า ซึ่งถูกนำตัวไปเป็นชายาพระเจ้าบุเรงนองมาครองเมืองเชียงใหม่

พระนางนับเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์มังราย เพราะเมื่อสิ้นพระนางวิสุทธิเทวี พระเจ้าหงสาวดีได้แต่งตั้งฟ้าสาวัตถีนรถามังคอย หรือมังนรธาช่อ พระโอรสที่เกิดจากพระนางวิสุทธิเทวีมาครองเมืองเชียงใหม่ (พ.ศ.2121 – 2150)

ประมาณ พ.ศ.2140 มังนรธาช่อ เจ้าเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเป็นโอรสพระเจ้าบุเรงนองถวายเครื่องราชบรรณาการยอมอ่อนน้อมต่ออยุธยาใน รัชกาลสมเด็จพระนเรศวร เพราะพระเจ้านันทบุเรงแห่งหงสาวดีทรงบัญชาให้ทัพเชียงใหม่ไปตีกรุงศรีอยุธยา มังนรธาช่อคงประเมินดูแล้วว่า กรุงศรีอยุธยาเข้มแข็งขึ้นมาก ขณะที่กรุงหงสาวดีอ่อนแอลง หากทำสงครามกับอยุธยา หงสาวดีคงไม่สามารถคุ้มครองเชียงใหม่ เมื่อสาวมิภักดิ์กรุงศรีอยุธยาแล้ว สมเด็จพระนเรศวรทรงให้มังนรธาช่อครองเชียงใหม่ต่อ และทรงจัดการเมืองต่างๆในล้านนาที่แข็งเมืองต่อเชียงใหม่ด้วยเห็นว่าเป็น พม่า ให้กลับมาอยู่ในอำนาจปกครองของเชียงใหม่ตามเดิม รวมทั้งห้ามทัพล้านช้างซึ่งยกมาโจมตีเชียงใหม่

มังนรธาช่อครองเมืองเชียงใหม่จนสิ้นอายุ เมื่อสิ้นมังนรธาช่อ อนุชาได้นำอัฐิมาเก็บในกู่ที่ก่อขึ้นเป็นรูปคล้ายน้ำเต้า และสร้างวัดขึ้น ณ ที่นั้น เรียก วัดเวฬุวัน หรือวัดกู่เต้า

 

 กู่เต้า จัดเป็นเจดีย์รูปแบบพิเศษ ลักษณะคล้ายน้ำเต้า หรือบาตรพระซ้อนกัน 5 ชั้น มีซุ้มพระทั้งสี่ทิศทุกชั้นวางบนฐานสี่เหลี่ยมยกเก็จ ส่วนปลายมีปลียอดและฉัตรโลหะแบบพม่า

ติดประดับด้วยเครื่องเคลือบ ประกอบกันเป็นรูปดอกไม้ สวย แปลกดี

หลังการบูรณะเมื่อพ.ศ.2551 ลักษณะกู่เต้าสีดำที่เห็นจนชินตามาตั้งแต่เด็กก็หายไป กลายเป็นสีขาวโพลน ซึ่งคงเป็นไปตามรูปแบบเมื่อแรกสร้าง แต่สภาพภูมิอากาศบ้านเราก็ทำให้เริ่มมีคราบราดำเกิดขึ้น ไม่นานก็คงสวยเหมือนเดิม ^_^

 

พระในซุ้มจรนำดูเล็กผิดสัดส่วนของซุ้ม สงสัยไม่ใช่ของดั้งเดิม...


ปูนปั้นรูปตัวอะไรไม่แน่ใจ


ที่จอดรถร่มรื่น


โบสถ์หลังเล็กตามแบบล้านนา มีป้ายที่ขัดรัฐธรรมนูญบอกว่า "สตรีห้ามขึ้น"


ศาลาปล๋ายเหลี้ยมแบบพม่าที่กำลังรอเงินบริจาค


วิหารหลังใหญ่สร้างใหม่เมื่อไม่นานนี้ ทำเป็นสองชั้น ใหญ่โตมโหฬาร


มกรคายนาคสวยๆที่บันไดทางขึ้นวิหาร


พระประธานปางมารวิชัย เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องอิทธิพลพม่า ทั้งองค์พระ ซุ้มพระและลวดลายด้านหลังที่นำมาจากธรรมาสแบบไทใหญ่หรือพม่า

วัดกู่เต้ามีศรัทธาชาวไทใหญ่และพม่ามาทำบุญด้วย ป้ายจึงต้องมีสองภาษา