ปางที่ ๘
รามาวตาร
หลังจากนนทุกถูกสังหารแล้วก็ได้ไปเกิดใหม่พร้อมกับพรของพระวิษณุว่าให้มีสิบหัวยี่สิบมือ
โดยไปเกิดเป็นโอรสของลัสเตียนกับพระนางรัชดาแห่งกรุงลงกามีคุณสมบัติตามพรที่ได้รับจากพระวิษณุ
ทุกประการคือมี สิบเศียร ยี่สิบกร มีนามว่า “ท้าวราพนาสูร” หรือ
“ทศกัณฐ์” ส่วนพระวิษณุนั้นอวตารลงมาเกิดเป็นมนุษย์ทรงพระนามว่า
“พระราม” เป็นโอรสของท้าวทศรถและพระนางเกาสุริยา
กษัตริย์สูรย์วงศ์แห่งกรุงศรีอยุธยามีพระอนุชาทรงพระนามว่า
“พระลักษมณ์” “พระพรต” และ “พระสัตรุต”
ต่อมาภายหลังพระรามได้ทำสงครามกับท้าวราพนาสูรเพราะว่าท้าวราพนาสูรมาลักพาตันาง
สีดาผู้เป็นชายาของพระองค์ไปกักขังไว้ที่กรุงลงกา
การสงครามครั้งนี้เป็นสงครามระหว่างยักษ์กับมนุษย์โดยมีกองทัพวานร
(ลิง)
มาช่วยมนุษย์ด้วยโดยที่พระรามมีขุนพลเป็นวานรเป็นวานรคู่พระทัยคือ
“หนุมาน”
พระรามและพระลักษมณ์ได้คุมกองทัพวานรของสุครีพข้ามทะเลไปทำสงครามกับทศกัณฐ์
เป็นศึกสงครามที่ยืดเยื้อกินเวลาหลายปี
ทั้งพระรามและพระลักษมณ์ได้ฆ่าพวกพ้องของท้าวราพนา สูรตายจนหมด
จนในที่สุดท้าวราพนาสูรต้องถอยออกมาสู้รบด้วยตนเอง
ซึ่งเป็นการรบตัวต่อตัวกับพระรามทั้งสองได้ต่อสู้กันหลายครั้งหลายหน
พระรามก็ไม่สามารถสังหารท้าวราพนาสูรได้ พิเภกทูลพระ
รามว่าที่ท้าวราพนาสูรไม่ตายนั้นก็เพราะว่าถอดดวงใจฝากไว้กับพระฤาษีโคบุตรผู้เป็นอาจารย์
พระรามจึงส่งหนุมานไปหลอกเอากล่องดวงใจจากฤาษีโคบุตรมาทำลายเสีย
เมื่อหนุมานได้กล่องดวงใจมาแล้ว
พระรามก็ออกไปรบกับท้าวราพนาสูรเป็นครั้งสุดท้าย
พระรามแผลงศรไปปักอกท้าวราพนาสูร
พร้อมกันนั้นหนุมานก็ขยี้กล่องดวงใจของท้าวราพนาสูร
ก็ถึงแก่ความตายทันที พระรามจึงโปรดให้จัดพิธีอภิเษก
ให้พระยาพิเภกให้เป็นกษัตริย์ครองกรุงลงกาต่อไป
ปางที่ ๙
กฤษณาวตาร
กล่าวถึงคัมภีร์ปุราณะ มหากาพย์รามายณะ มหาภารตะ และตำนานเก่าต่าง ๆ
ของอินเดีย รวมถึงคัมภีร์ทางศาสนาฮินดูอื่น ๆ
ได้บันทึกและกล่าวถึงไว้ว่า
พระวิษณุเทพได้อวตารลงมาเพื่อปราบยุคเข็ญให้แก่ เหล่ามวลมนุษย์ทั่วไป
ในช่วงเหตุการณ์โลกเกิดกลียุคและเกิดความไม่สงบสุขจากเหล่าอสูร
จึงทรงอวตารลงมาในปางต่างๆ ซึ่งปางพระกฤษณะเทพ คือปางที่ ๙ ในการอวตาร
๑๐ ปาง ของพระวิษณุเทพ นั่นเอง ลัทธิไวษณพนิกาย
กล่าวไว้ว่าพระกฤษณะเกิดมาเพื่อทำลายอสูร ชื่อกังสะ
ซึ่งเป็นลุงของพระกฤษณะเอง อสูรกังสะตนนี้ปลอมตัวมาเป็นกษัตริย์นามว่า
อุคราเสน แห่งเมืองมถุรา และได้ใช้อำนาจ แย่งชิงมเหสีจากกษัตริย์
(องค์จริง) มาโดยมิชอบ
และมเหสีก็ทรงไม่ทราบว่าเป็นอสูรที่แปลงกายมาเป็นสวามีของตนอสูรกังสะ
เมื่อขึ้นครองเมืองก็สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนทั่วไป
ต่อมาเมื่อพระ วิษณุเทพทรงทราบถึงความเดือดร้อนของประชาชน
จึงทรงอวตารมาในปางพระกฤษณะเพื่อปราบอสูรกังสะตนนี้
ปางที่ ๑๐
กัลกยาวตาร
พระวิษณุอวตารในปางนี้
ทรงเป็นมหาบุรุษขี่ม้าขาวถือดาบในมือขวาทำลายศัตรูของมนุษย์เพื่อปราบกลียุค
ที่เต็มไปด้วยเหล่าคนชั่วหรือเหล่าอธรรมทั้งหลาย
เมื่อปราบอธรรมแล้วก็จะสถาปนาศาสนาขึ้นใหม่ มหาบุรุษนี้จะมีนามว่า
กัลก, กัลกี, หรือ กัลกิน เป็นบุตรของพราหมณ์ชื่อวิษณุยศ
อวตารนี้เป็นอนาคตาวตาร (อนาคต+อวตาร) คือ
เป็นการอวตารของพระวิษณุยังไม่เกิดขึ้น และหลังจากอวตารแล้ว กลียุคก็
จะสิ้นสุดลง
จึงพอจะกล่าวได้ว่ากัลกยาวตารนี้เป็นอวตารที่จะเสด็จลงมาปราบคนชั่วที่มีมากมายโดยไม่เจาะจงว่าเป็นใครจะมีลักษณะคล้ายกับกฤษณาวตารที่คนชั่วมีมากจนไม่อาจจะชี้ชัดได้ว่าเป็นใครซึ่งต่าง
กับรามาวตาร (อวตารเป็นพระราม)
หรือนรสิงหาวตารที่จะอวตารลงมาเพื่อปราบปรามคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะและอาจกล่าวได้ว่าโลกเราทุกวันนี้ก็คงจะจะใกล้ถึงยุคของกัลกยาวตารเพราะว่าคนชั่วมากมายเหลือเกิน
ความรู้มากมาย
13กัน