NATIONAL GEOGRAPHIC หนังสื่อหน้าอ่าน เอาใจตน มีสาระ

สวัดดีครับ ผม ก็เป็นคนหนึ่งที่ชอบในการอ่านหนังสื่อ  โดยเฉพาะหนังสื่อที่เกี่ยวกับสารคดี ผมจะชอบมากๆ  ดังนั้นผมในตอนนี้ได้อ่านหนังสื่อของ NATIONAL GEOGRAPHIC  ฉบับภาษาไทย  มีข้อมูลที่ดีมากๆ   ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของ ศาสนา วิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ฯลฯ   หนังสื่อเล่มนี้จะมีวางขายร้านขายหนังสื่อทั่วๆไป ราคาคุ้มค่ากับเรื่องราวที่ได้อ่าน 120 บาท ถ้าจะสมัคสมาชิกก็ปีละ 1219 บาท ผมว่าคุ้มสุดๆ  หนังสื่อจะเป็นรายเดือนนะครับ  ออกมาวาง 1 เล่มต่อเดือน  ข้อมูลก็จะ Up ตลอด  อ่านได้ทุก ๆ ท่านใครที่สนใจก็เข้ามาอ่านเพิ่มเติมที่ www.นี้ได้ครับ   http://NGTHAI.COM

จะมีข้อมูล การสมัคสมาชิก  และมีข้อมูลให้อ่านย้อนหลัง ของเล่มที่ผ่านๆมาครับ

(ที่ได้แน่นำไปนี้ไม่ใช่เป็นการค้านะครับ เป็นการแน่นำให้ทุกๆ ท่านที่สนใจได้ศึกษา) 

ตัวอย่าง เนื้อหาที่ทุกคนต้องรู้

           ดินแดน “หลังคาโลก” หรือที่ราบสูงขนาดใหญ่ในอ้อมกอดของขุนเขาสูงที่สุดบนพื้นพิภพ  ครอบคลุมพื้นที่กว้างกว่ายุโรปตะวันตกและมีความสูงเฉลี่ยกว่าสามกิโลเมตร  ด้วยจำนวนธารน้ำแข็งเกือบ 37,000 แห่งเฉพาะที่อยู่ในเขตประเทศจีน  ที่ราบสูงทิเบต (Tibetan Plateau) และเทือกเขาสลับซับซ้อนที่รายล้อมถือว่ามีปริมาณน้ำแข็งมากที่สุดนอกเขตขั้วโลก น้ำแข็งเหล่านี้คือต้นกำเนิดมหานทีระดับตำนานของเอเชียหลายสาย  ตั้งแต่แม่น้ำแยงซีเกียงและแม่น้ำเหลือง ไปจนถึงแม่น้ำโขงและแม่น้ำคงคา     ประชากรราวสองพันล้านคนในสิบกว่าประเทศต้องพึ่งพาแม่น้ำที่ได้รับน้ำจากหิมะและน้ำแข็งในที่ราบสูงแห่งนี้

         แต่วิกฤติกำลังก่อตัวขึ้นบนดินแดนหลังคาโลก   อีกทั้งยังมีนัยขัดแย้งน่าสนใจ เพราะแม้จะดูยิ่งใหญ่และยืนยงเพียงใด       ทว่าพื้นที่ทางธรณีวิทยาแห่งนี้กลับเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศมากกว่าเกือบทุกหนแห่งบนโลก ในศตวรรษที่ผ่านมา ที่ราบสูงทิเบตโดยรวมมีอุณหภูมิสูงขึ้นรวดเร็วกว่าอัตราเฉลี่ยของโลกซึ่งอยู่ที่ 0.74 องศาเซลเซียสถึงสองเท่า และบางจุดยังสูงกว่านั้นมาก อัตราการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิที่สูงเป็นประวัติการณ์กำลังส่งผลรุนแรงต่อธารน้ำแข็งเหล่านี้

         ตลอดระยะเวลาหลายพันปี ธารน้ำแข็งเหล่านี้ได้ให้กำเนิดสิ่งที่ลอนนี ทอมป์สัน นักวิทยาธารน้ำแข็งจากมหาวิทยาลัยโอไฮโอสเตต เรียกว่า “บัญชีออมทรัพย์น้ำจืดของเอเชีย” หรือแหล่งกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ซึ่งการสะสมของน้ำแข็งและหิมะใหม่ๆ (เทียบได้กับเงินฝาก) สามารถชดเชยการละลายประจำปี (เงินที่ถอนออกไป) ได้ตลอดประวัติศาสตร์ การละลายของธารน้ำแข็ง มีบทบาทสำคัญยิ่งในช่วงก่อนและหลังฤดูฝน โดยให้น้ำปริมาณมหาศาลแก่แม่น้ำสายต่างๆ ตั้งแต่แยงซีเกียง (ซึ่งใช้ในการชลประทานนาข้าวกว่าครึ่งของจีน) ไปจนถึงคงคาและสินธุ (ซึ่งหล่อเลี้ยงพื้นที่เพาะปลูกของอินเดียและปากีสถาน)

           แต่ในช่วงครึ่งศตวรรษหลังที่ผ่านมา สมดุลดังกล่าวได้สูญเสียไปและอาจไม่สามารถกู้กลับคืน ในบรรดาธารน้ำแข็ง 680 แห่งบนที่ราบสูงทิเบตที่นักวิทยาศาสตร์จีนเฝ้าสังเกต ร้อยละ 95 กำลังหลอมละลายมากกว่าการสะสมตัว โดยพบการละลายอย่างหนักที่ขอบทางใต้และตะวันออก ทอมป์สันบอกว่าธารน้ำแข็งเหล่านี้ไม่ได้แค่หดหายเท่านั้น แต่ยังสูญเสียมวลน้ำแข็งจากพื้นผิวลงไปด้วย น้ำแข็งที่ปกคลุมที่ราบสูงแถบนี้หดหายกว่าร้อยละ 6 นับตั้งแต่ทศวรรษ 1970 ขณะที่พบความเสียหายมากกว่าในทาจิกิสถานและทางเหนือของอินเดีย โดยมีการหดตัวถึงร้อยละ 35 และ 20 ตามลำดับในช่วงห้าทศวรรษที่ผ่านมา

           ถึงแม้นักวิทยาศาสตร์จะถกเถียงกันเรื่องอัตราและสาเหตุการหดตัวของธารน้ำแข็ง แต่ส่วนใหญ่ยอมรับว่าปรากฏการณ์นี้กำลังเกิดขึ้น และต่างก็เชื่อว่าสิ่งเลวร้ายที่สุดอาจยังมาไม่ถึง ยิ่งมีพื้นที่สีเข้ม (พื้นผิวที่น้ำแข็งบางลงจนเผยให้เห็นหินและพื้นดินเบื้องล่าง) ที่เกิดจากน้ำแข็งละลายมากขึ้นเท่าไร แสงอาทิตย์ก็ยิ่งถูกดูดกลืนแทนที่จะสะท้อนออกไปมากขึ้นเท่านั้น ส่งผลให้อุณหภูมิยิ่งเพิ่มสูงเร็วขึ้น (นักภูมิอากาศวิทยาบางคนเชื่อว่า วัฏจักรความร้อนนี้อาจส่งผลต่อฤดูมรสุมในเอเชียโดยทำให้เกิดพายุรุนแรงและน้ำท่วมมากขึ้นในประเทศอย่างบังกลาเทศและพม่า) หากสภาพการณ์และแนวโน้มยังเป็นเช่นนี้ นักวิทยาศาสตร์จีนเชื่อว่าธารน้ำแข็งร้อยละ 40 บนที่ราบสูงทิเบตอาจปลาสนาการไปภายในปี 2050

           ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะแผ่ขยายไปไกลกว่าธารน้ำแข็งบนที่ราบสูงทิเบต โดยเฉพาะแถบตอนเหนือที่แห้งแล้ง ผู้คนเริ่มได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่อุ่นขึ้นแล้ว     ทุ่งหญ้าและพื้นที่ชุ่มน้ำเสื่อมโทรมลง    ขณะที่ชั้นดินเยือกแข็งคงตัว (permafrost) ที่หล่อเลี้ยงพื้นที่เหล่านั้นในรูปของการละลายในฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนกำลังหดหายและเขยิบตัวขึ้นสู่พื้นที่สูงกว่า ทะเลสาบหลายพันแห่งแห้งเหือด ปัจจุบัน ทะเลทรายแผ่ขยายกลืนกินพื้นที่ของที่ราบสูงทิเบตไปแล้วราวหนึ่งในหก และนับวันคนเลี้ยงสัตว์ซึ่งเคยมีอยู่มากในแถบนี้ก็ดูจะหมดสิ้นหนทางมากขึ้นเรื่อยๆ

           ในทางตรงกันข้าม ชุมชนหลายแห่งตามขอบด้านใต้ของที่ราบสูงทิเบตกำลังประสบปัญหาน้ำมากเกินไป ในหมู่บ้านแถบภูเขาสูงอย่างหมิงหย่งในมณฑลยูนนาน ประเทศจีน น้ำละลายจากธารน้ำแข็งทำให้แม่น้ำเอ่อล้น แม้จะส่งผลข้างเคียงอัน พึงประสงค์ นั่นคือพื้นที่เพาะปลูกขยายตัวและฤดูเพาะปลูกยาวนานขึ้น แต่ประโยชน์เหล่านั้นก็มีราคาค่างวดอันลึกล้ำ ในหมู่บ้านหมิงหย่ง น้ำที่เกิดจากน้ำแข็งละลายกัดเซาะพัดพาหน้าดินไป ส่วนในพื้นที่อื่นๆ น้ำแข็งละลายส่วนเกินเป็นสาเหตุของน้ำท่วมและแผ่นดินถล่มที่เกิดบ่อยขึ้น ทะเลสาบธารน้ำแข็งหลายพันแห่งก่อตัวขึ้นบนเทือกเขาต่างๆในปากีสถานไปจนถึงภูฏาน หลายแห่งมีสภาพไม่มั่นคงแข็งแรงอย่างเห็นได้ชัด ทะเลสาบที่จัดว่าอันตรายแห่งหนึ่งคือ อิมจาโซ ตั้งอยู่เหนือระดับ     ความสูง 5,000 เมตรระหว่างทางขึ้นสู่ยอดเขาไอแลนด์ในเนปาล  ย้อนหลังไปเมื่อ 50 ปีก่อน ทะเลสาบแห่งนี้ยังไม่มีตัวตน ด้วยซ้ำ ปัจจุบันน้ำแข็งละลายทำให้ทะเลสาบมีความยาว 1.6 กิโลเมตรและลึก 90 เมตร หากตลิ่งซึ่งเกิดจากตะกอนธารน้ำแข็งที่ก่อตัวหลวมๆพังทลาย น้ำจะทะลักไหลบ่าท่วมหมู่บ้านเชอร์ปาหลายแห่งในหุบเขาเบื้องล่าง

           สถานการณ์ซึ่งเกิดจากการมีน้ำมากเกินไปหรือน้อยเกินไปเหล่านี้  คือภาพย่อส่วนของวิกฤติโดยรวมที่เกิดขึ้น แม้ธารน้ำแข็งที่ละลายจะทำให้มีน้ำท่าบริบูรณ์ในระยะสั้น แต่ก็ส่อเค้าให้เห็นถึงจุดจบอันน่าสะพรึงกลัวในระยะยาว นั่นคือ แม่น้ำสายสำคัญของเอเชียจะมีระดับน้ำลดต่ำลงในที่สุด ไม่มีใครล่วงรู้หรือทำนายได้ว่าเมื่อไรการหดตัวของธารน้ำแข็งจะไปถึงจุดที่ทำให้น้ำแข็งละลายมีปริมาณลดลง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศในท้องถิ่นนั้นๆ แต่ความเสียหายโดยรวมที่เกิดขึ้นทั่วภูมิภาคอาจเลวร้ายยิ่ง นอกจากการขาดแคลนน้ำและไฟฟ้าอย่างเฉียบพลันแล้ว ผู้เชี่ยวชาญยังคาดว่ากำลังการผลิตอาหารจะลดฮวบลง เกิดการอพยพย้ายถิ่นอย่างกว้างขวางเมื่อระบบนิเวศเปลี่ยนแปลง หรือกระทั่งเกิดความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจในเอเชีย

           

          เมื่อน้ำในแม่น้ำเริ่มเหือดแห้ง ความขัดแย้งอาจลุกลาม อินเดีย จีน และปากีสถาน ต่างเผชิญแรงกดดันในการเพิ่มผลผลิตอาหารเพื่อเลี้ยงดูประชากรจำนวนมหาศาลของประเทศที่นับวันมีแต่จะเพิ่มสูงขึ้น แต่การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศและอุปทานน้ำที่ลดลงอาจส่งผลให้ผลผลิตธัญพืชในเอเชียใต้ลดลงราวร้อยละ 5 ภายในสามทศวรรษ ปีเตอร์ กลีก ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำและประธานสถาบันแปซิฟิกในโอกแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย บอกว่า “เราเริ่มมองเห็นความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นเหนือแหล่งน้ำที่ใช้ร่วมกันครับ ซึ่งรวมถึงความขัดแย้งระหว่างชาวนาด้วยกันเอง ระหว่างชาวนากับทางการ และระหว่างความต้องการน้ำของมนุษย์และระบบนิเวศ ผมเชื่อว่าความตึงเครียดเหล่านี้จะนำไปสู่ความรุนแรงในที่สุดครับ”

 

            ความท้าทายที่แท้จริงคือการป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งเรื่องน้ำลุกลามข้ามพรมแดน ความหวาดวิตกเริ่มก่อตัวขึ้นในภูมิภาคเอเชียกลาง  เมื่อคำนึงถึงความเป็นไปได้ที่ว่าชาติที่ยากจนแต่อุดมไปด้วยธารน้ำแข็งอย่างทาจิกิสถานและคีร์กีซสถาน อาจจำกัดปริมาณน้ำที่ไหลไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านที่แห้งแล้งแต่รุ่มรวยแหล่งน้ำมัน เช่น อุซเบกิสถาน คาซัคสถาน และเติร์กเมนิสถาน ในอนาคต  สันติภาพระหว่างปากีสถานและอินเดียอาจขึ้นอยู่กับน้ำมากพอๆ กับอาวุธนิวเคลียร์ เพราะทั้งสองชาติต่างต้องพึ่งพาน้ำในแม่น้ำสินธุที่ได้น้ำจากธารน้ำแข็ง

 

            คำถามข้อใหญ่ที่สุดอาจอยู่ที่จีน ซึ่งมีอำนาจควบคุมแหล่งต้นน้ำของแม่น้ำสายสำคัญๆในภูมิภาค การสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงของจีนจุดกระแสต่อต้านขึ้นตลอดปลายน้ำในอินโดจีน หากจีนทำตามแผนการที่วางไว้ในการเบี่ยงเส้นทางการไหลของแม่น้ำพรหมบุตร ก็อาจสร้างความไม่พอใจให้แก่คู่อริเก่าอย่างอินเดียในภูมิภาคที่ทั้งคู่เคยทำสงครามเมื่อปี 1962