บูรณาการผ่านเอกสารอ้างอิง Mailoo, VJ. (2005). Yoga: an ancient occupational therapy? British Journal of Occupational Therapy; 68(12):574-577. และ MeditationSuccess.weebly.com

ผมกำลังทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับสมาธิ และพยายามนึกถึงกรอบอ้างอิงใน Domain & Process ของวิชาชีพกิจกรรมบำบัด ที่กล่าวถึง "สมาธิในการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิต" ได้น่าสนใจโดยสรุปคือ

การฝึกสมาธิ (Meditation training) คือ รูปแบบหนึ่งของกิจกรรมการดำเนินชีวิต ที่เน้นความมีวินัยในการจดจ่อ การทบทวนจิตสำนึก และการสำรวจพลังงานในการใช้หน้าที่ของร่างกาย ของแต่ละบุคคล

การฝึกสมาธินั้นมีหลายวิธีการ ที่พัฒนามาจากความเชื่อและความเข้าใจในวัฒนธรรมและภูมิปัญญาจากชนกลุ่มตะวันออกและตะวันตก และยังคงทำการศึกษาผลของการฝึกสมาธิเพื่อการบำบัดฟื้นฟู (หรือสมาธิบำบัด) ผู้ที่มีความบกพร่องทางร่างกาย และ/หรือจิตสังคม ต่อไปโดยยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนทางการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ

นอกจากนี้ในทางประสาทวิทยาศาสตร์และศาสตร์ของกิจกรรมการดำเนินชีวิต เราสนใจว่า การฝึกสมาธิในระดับ รูปแบบ และความถี่ที่เหมาะสม เช่น การฝึกสมาธิแบบ Vipassana-Zazen-Samatha ระดับลึก (5-46 ปี) ในกลุ่มผู้เข้าวิจัยด้วยเครื่อง MRI ซึ่งมีประสบการณ์ฝึกสมาธิทุกวันนาน 10-90 นาที (ระดับที่มีผลกระตุ้นการทำงานของสมองคือ 8 นาที) จะช่วยการทำงานของสมอง ได้แก่ พัฒนาความทรงจำ รักษาระดับความตื่นตัวที่เหมาะสมในการจัดการอารมณ์ ควบคุมระดับสารเคมีในสมองที่มีผลต่อความเครียด

อย่างไรก็ตามประสิทธิผลของการฝึกสมาธิน่าจะพัฒนาความรู้ความเข้าใจของคนๆหนึ่งเพื่อพัฒนาความสามารถในการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตตามหลักการทางกิจกรรมบำบัด กล่าวคือ มีทักษะในการฝึกสมองผ่านจิตสำนึก มีทักษะการผ่อนคลายผ่านกระบวนการหายใจและการรับความรู้สึกที่หลากหลาย มีทักษะการจัดการความล้า ความเจ็บปวด และความเครียดด้วยความรู้ความเข้าใจข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แก้ไขได้ด้วยตนเอง และมีทักษะการวางแผนทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตที่ใช้พลังงานอย่างสมดุล เป็นต้น

ลองศึกษาความหมายของการฝึกสมาธิข้างต้นจาก

http://en.wikipedia.org/wiki/Zazen

http://en.wikipedia.org/wiki/Samatha

http://en.wikipedia.org/wiki/Vipassana

เมื่อเปรียบเทียบวิธีการสามรูปแบบนั้น พบว่า การฝึกสมาธิแบบ Zazen นั้นจะนั่งประสานมือและเท้าอย่างพร้อมเปิดความรู้สึกนึกคิดที่จับต้องความเป็นจริงแห่งชีวิตได้ ลืมตาเล็กน้อยเพื่อให้รู้สึกพร้อมที่จะรู้สติอยู่ตลอดเวลา ซึ่งคล้ายกับการฝึกสมาธิแบบ Samatha (ฝึกจิตให้จดจ่ออย่างสงบ อาจมีการนับจำนวนครั้งของการหายใจได้) แต่ถ้าหลับตาหมด ฝึกหายใจพร้อมทบทวนความคิดใดๆ อย่างมีสติ (เกิดความรู้ความเข้าใจที่รู้แจ้ง) ก็จะเป็นการฝึกสมาธิแบบ Vipassana อย่างไรก็ตามการฝึกสมาธิทั้งสามแบบสามารถนำมาผสมผสานกันได้อย่างต่อเนื่องและประยุกต์ใช้อย่างพอเหมาะในการพัฒนาความสามารถของการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตได้ หากใช้กรอบอ้างอิงกิจกรรมบำบัด