“ความสุขที่มากที่สุดสำหรับคนจำนวนมากที่สุด
คือ
พื้นฐานของศีลธรรมและกฎหมาย”
เจเรมี่ เบนแธม (Jeremy Bentham : ค.ศ. ๑๗๔๘ – ๑๘๓๒)
นักปราชญ์ชาวอังกฤษ
III : ศีลธรรมและคุณธรรม
น่าเสียดายที่ประเทศไทยมีโรงงานผลิต “ศีลธรรมและคุณธรรม” มากกว่า ๖๐ ล้านโรงงาน แต่เปิดบริการบริหารกำลังการผลิตน้อยนิดเต็มที และยังมีโรงงานอีกส่วนใหญ่ที่ไม่ได้ช่วยในการผลิต แล้วยังปล่อยมลพิษออกมาสร้างปัญหาให้กับสังคมทั้ง การทุจริต คอรัปชั่นแบ่งปันผลประโยชน์ส่วนตัว มั่วสุม การพนัน อบายมุข ที่รุกคืบครอบงำนำพาสังคมให้เสื่อมถอย
“คุณธรรมไม่ต้องเสียต้นทุน (มูลค่าทางตัวเงิน) ในการผลิต ใช้แค่ปัจจัยการผลิตคือ กระบวนการคิดที่ดีงามของจิตใจผ่านเข้าสู่กระบวนการผลิตโดยใช้ปัญญา และก็จะได้ผลผลิตออกมาทางการกระทำในสิ่งที่ดีและมีค่าทั้งต่อตัวเองและสังคม”
ศีล (ซึ่งแปลว่าปกติ) คือ สอนให้สงบกายและวาจาด้วยศีล เป็นการขัดเกลากิเลสอย่างหยาบในตัวเอง อย่างน้อยให้ถือศีลห้าให้เป็นปกติวิสัย
พุทธโอวาทก่อนปรินิพพานของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อครั้งที่เสด็จไปยังภัณฑุคามและโภคนคร ตามลำดับ ในระหว่างนั้นพระองค์ทรงให้โอวาทภิกษุ ทั้งหลายด้วยธรรมเทศนา อันเป็นไปเพื่อโลกุตตราริยธรรม กล่าวคือ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ และวิมุติญาณทรรศนะ เป็นต้นว่า
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! ศีลเป็นพื้นฐานเป็นที่รองรับคุณอันยิ่งใหญ่ ประหนึ่งแผ่นดินเป็นที่รองรับและตั้งลงแห่งสิ่งทั้งหลายทั้งที่มีชีพและหาชีพมิได้ เป็นต้นว่าพฤกษาลดาวัลย์ มหาสิงขรและสัตว์จตุบททวิบาทนานาชนิด บุคคลผู้มีศีลเป็นพื้นใจ ย่อมอยู่สบาย มีความปลอดโปร่งเหมือนเรือนที่บุคคลปัดกวาด เช็ดถูเรียบร้อยปราศจากเรือดและฝุ่นเป็นที่รบกวน”
ศีลโดยแก่นแท้คือ ความปกติ ถือว่าเป็นพื้นฐานที่สำคัญสุดในการอยู่ร่วมกันในสังคม โดยอย่างน้อยที่สุดควรยึดถือศีลห้าเป็นวัตรปฏิบัติ การที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านยกเอาศีลมาเป็นเบื้องแรกพื้นฐานของไตรสิกขา (ศีล สมาธิ และปัญญา) นั้น พระองค์ท่านทรงเล็งเห็นความสำคัญยิ่งของ “ความปกติ” ซึ่งถ้าหากว่าเราตั้งมั่นในความปกติแล้วการประพฤติปฏิบัติสิ่งใดก็จะถูกต้องตามจริงทั้งต่อสิ่งที่มีชีวิตและสิ่งที่ไม่มีชีวิตบนโลกนี้
“ความปกติ” เป็นคำที่พบเห็นบ่อยและทั่วไปในสังคมปัจจุบันจนถือเสมือนหนึ่งว่าคนส่วนใหญ่เข้าใจนัยของคำนี้ได้ถูกต้องและตรงกัน ความปกติที่ในอดีตมีดัชนีชี้วัดจากศีล แต่ในปัจจุบันได้กลายพันธุ์ไปสู่ดัชนีชี้วัดจากการยึดเอาความปกติจากพฤติกรรมของคนส่วนใหญ่มาเป็นมาตรวัด เช่น
- สังคมวัยรุ่นเห็นว่าการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร การเปลี่ยนคู่นอน มั่วเพศ เป็นเรื่องปกติในสังคมปัจจุบัน (ผิดศีลข้อสาม)
- สังคมเห็นว่าการทำแท้งกลายเป็นเรื่องปกติเห็นจนชินตา (ผิดศีลข้อหนึ่ง)
- สังคมส่วนใหญ่เห็นว่านักการเมืองคอรัปชั่นเป็นเรื่องปกติในสังคมที่ต้องยอมรับความจริงขึ้นอยู่กับว่ามากหรือน้อยเท่านั้นเอง (ผิดศีลข้อสอง)
- สังคมส่วนใหญ่มองว่าการดื่มสุราและของมึนเมาเป็นเรื่องปกติในสังคม คนที่ไม่ดื่มกลับถูกมองว่าแปลกและเข้าสังคมไม่ได้ (ผิดศีลข้อห้า)
- คนส่วนใหญ่มองว่าการพูดโกหกกลายเป็นเรื่องปกติในสังคม (ผิดศีลข้อสี่)
เป็นต้น
สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงพฤติกรรมของคนส่วนใหญ่ในสังคมที่ยอมรับว่าพฤติกรรมดังกล่าวกลายเป็นเรื่องปกติในสังคมไปแล้ว ซึ่งหากมีใครที่ประพฤติปฏิบัติตรงข้ามกับสิ่งเหล่านี้สังคมกลับมองว่า แปลก เป็นไปไม่ได้ และที่สำคัญจะถูกถามกลับว่า มีด้วยเหรอคนดี ๆ อย่างนี้ เป็นต้น การที่คนส่วนใหญ่ในสังคมยอมรับพฤติกรรมเหล่านี้ว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นปกติในสังคม อาจจะเกี่ยวเนื่องมาจาก การสั่งสมของพฤติกรรมเหล่านี้แพร่กระจายขยายกลายเป็นค่านิยม และการเลียนแบบจนได้สร้างให้เกิดความชาชินและเคยชินให้กับสังคมโดยรวม จนมองว่าสิ่งเหล่านั้นกลายเป็นมาตรฐานของดัชนีชี้วัดความปกติของสังคมเข้ามาแทนที่ศีลธรรม สังคมส่วนใหญ่เห็นว่าการที่จะมองหาคนประพฤติปฏิบัติอยู่ในกรอบของศีลนั้นหาได้ยากเต็มทีในสังคมปัจจุบัน อย่าว่าแต่คนทั่วไปเลย เดี๋ยวนี้แม้กระทั่งพระสงฆ์ที่อยู่ในสมณะเพศบางรูปที่นอกรีต ก็ยังมีพฤติกรรมที่ปฏิบัติผิดต่อศีลห้า ก็ยังมีให้เห็นตามข่าวสารทั่วไป ซึ่งถ้าหากมีบุคคลใดที่ประพฤติปฏิบัติอยู่ในกรอบของศีลก็กลับกลายว่า บุคคลนั้นถูกมองจากคนส่วนใหญ่ว่าแปลกกว่าคนอื่น ๆ ในสังคม และมักจะตามมาด้วยคำถามดังกล่าวที่ว่า มีด้วยเหรอคนแบบนี้ ?
ครั้งหนึ่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสถึงพระองค์ท่านเองไว้ว่า
“ภิกษุทั้งหลาย เราไม่กล่าวขัดแย้งกับชาวโลก แต่ชาวโลกกล่าวขัดแย้งกับเรา ผู้กล่าวเป็นธรรมจะไม่กล่าวขัดแย้งกับใคร ๆ ในโลก สิ่งใดที่บัณฑิตรับรองว่าไม่มี เราก็กล่าวสิ่งนั้นว่าไม่มี สิ่งใดที่บัณฑิตรับรองว่ามี เราก็กล่าวสิ่งนั้นว่ามี”
สะท้อนให้เห็นว่าผู้ที่กล่าวเป็นธรรม (ชาติ) ซึ่งก็คือปกติตามธรรมชาติที่เป็นอยู่จริง ไม่ได้กล่าวขัดแย้งกับชาวโลก แต่ชาวโลก (คนส่วนใหญ่ที่คิดว่าตัวเองปกติ) กล่าวขัดแย้งกับพระองค์ ซึ่งก็ถือว่าขัดแย้งกับความเป็นธรรม (ชาติ) หรือขัดแย้งความปกตินั่นเอง
ในปัจจุบันทุกวันนี้ ความรุนแรงในสังคมมีความถี่ของการเกิดและทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากข่าวสารทั้งในทีวีและตามสื่อสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ ที่นำเสนอไม่ว่าจะเป็น แก๊งค์ปาหินใส่รถ (ซึ่งทำเหมือนเป็นแฟชั่นนิยมระบาดไปทั่ว) การบันดาลโทสะยิงกราดใส่เพื่อนบ้านที่สังสรรค์ส่งเสียงรบกวน คดีฆ่าหึงหวงเชิงชู้สาว วัยรุ่นยกพวกตีกัน และแก๊งค์ป่วนกวนเมือง เป็นต้น สิ่งเรานี้ที่เกิดขึ้นและทวีความรุนแรงในสังคมไทยเฉกเช่นปัจจุบัน ผู้เขียนมองว่าเป็นเรื่องผิดปกติ (ผิดธรรมชาติ) ผู้เขียนไม่อยากให้คนส่วนใหญ่ในสังคมมองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในสังคมจนเป็นเรื่องชาชินเป็นธรรมชาติในสังคมที่ภาวะแวดล้อมทางด้านคุณธรรมและศีลธรรมเสื่อมโทรมอย่างหนักเฉกเช่นปัจจุบัน
เกิดอะไรขึ้น ? ที่วัยรุ่นป่าเถื่อนพวกนี้เห็นชีวิตของคนอื่นเป็นเรื่องของความสนุกคึกคะนอง เป็นที่ระบายออกของอารมณ์ส่วนตัว จิตใจของคนพวกนี้ถดถอยลงไปจนอาจจะเรียกได้ว่า ไม่มีความเป็นมนุษย์หลงเหลืออยู่เลย ภาวะจิตใจและอารมณ์ของคนเหล่านี้เป็นภัยอย่างยิ่งของการอยู่ร่วมกันของคนในสังคมปัจจุบัน
แน่นอนที่สุดปัจจัยเหตุและตัวกระตุ้นภาวะจิตใจให้คนกลุ่มนี้ฝักใฝ่ความรุนแรงและมองเรื่องของศีลธรรมและคุณธรรมเป็นเรื่องล้าสมัย มีหลากหลายปัจจัยเหตุ ที่สำคัญคนเหล่านี้มีทัศนะที่ว่าคุณธรรมและศีลธรรมต้องปรับตัวเข้าหาพวกเขาเองตามยุคสมัย (ที่ผิดปกติ) เฉกเช่นปัจจุบันนี้ ซึ่งตรรกะความคิดเหล่านี้ถือได้ว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่ง เท่ากับคนกลุ่มนี้ฉีกและทำลายมิติของคำว่าคุณธรรมและศีลธรรมออกไปอย่างสิ้นเชิง รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสถาบันครอบครัว ต้องรีบเยียวยาและฟื้นฟูด้านจิตใจด้วยการผลิตตัวยาทางด้านศีลธรรมและคุณธรรมเข้าสู่ระบบสังคมอย่างเร่งด่วนและเป็นจำนวนมาก ที่สำคัญตัวยา (ศีลธรรมและคุณธรรม) นี้ เราช่วยกันผลิตได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายหาซื้อมาด้วยซ้ำไป
เพิ่มเติม III : คุณธรรม & ประชาธิปไตย
“การเป็นรัฐบาลหรือการปกครองที่เป็นของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน” โดยอดีตประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์น แห่งสหรัฐอเมริกา นับได้ว่าเป็นคำนิยามระบอบประชาธิปไตยที่ได้กลายเป็นคำนิยามยอดนิยมและเป็นที่ยอมรับมากที่สุด กะทัดรัด เข้าใจง่าย
- เป็นของประชาชน สื่อความหมายถึงอำนาจอธิปไตยในแผ่นดินล้วนเป็นของประชาชนทุกคน ทั้งบุคคลในปัจจุบันและที่จะเกิดมาในอนาคต ตลอดจนรวมถึงความรับผิดชอบร่วมเพื่อดูแลปกป้องผลประโยชน์ส่วนรวม
- โดยประชาชน การบริหารจัดการผลประโยชน์ทั้งหลายของส่วนรวมโดยประชาชน อย่างไรก็ตามประชาชนไม่สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการโดยตรงได้ทุกคน จึงต้องมี ตัวแทน เพื่อเข้ามาทำหน้าที่ดังกล่าว
- เพื่อประชาชน เป็นหลักประกันว่า การบริหารจัดการโดยประชาชนจะต้องมีเป้าหมายที่ให้ผลประโยชน์เป็นไปเพื่อประชาชนโดยส่วนรวม ตกถึงมือประชาชนโดยเสมอภาคเท่าเทียมกันและเป็นธรรมทุกคน
บริบทดังกล่าวถือได้ว่าเป็นแก่นแท้ของเป้าหมายทางการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจอธิปไตย (Sovereignty) เป็นของประชาชน และประชาชนได้มอบอำนาจอธิปไตยของตนให้ผู้แทนผ่านกระบวนการและวิธีการที่เรียกว่า “การเลือกตั้ง” (Election) เพื่อให้ตัวแทนดังกล่าวเข้าไปบริหารจัดการประเทศเพื่อที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตทุกด้านของคนในสังคมให้สูงขึ้น การที่ประชาชนโดยส่วนใหญ่มอบอำนาจอธิปไตยของตนให้ มิใช่ เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงการมอบสิทธิ์โดยผูกขาดให้ผู้แทนไปใช้อำนาจโดยใจชอบ และแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง ดังนั้นเมื่อใดที่ผู้แทนในการใช้อำนาจอธิปไตยดังกล่าวนั้น มีความคิดที่จะผูกขาดการใช้อำนาจไปในทางบริหารจัดการประเทศเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องเป็นที่ตั้งแล้ว จึงถูกต่อต้านจากประชาชนผู้มอบอำนาจให้ดังกล่าวนั้น ถึงแม้ว่าระบอบประชาธิปไตยจะถูกพัฒนามาตามยุคสมัย เพื่อให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมทางการตรวจสอบการใช้อำนาจของผู้แทนทั้งทางตรงและทางอ้อม แต่ ในขณะเดียวกันผู้แทนที่ใช้อำนาจอธิปไตยแทนประชาชนก็มีพัฒนาการทางด้านการใช้อำนาจดังกล่าวเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องอย่างแยบยลนัก ทั้งวางกับดักในระบบการตรวจสอบของรัฐสภาให้เป็นอัมพาตใช้ขับเคลื่อนไม่ได้ รวมทั้งวางกับดักในการให้ประชาชนเสพติดประชานิยมปนเปื้อนที่เจือปนไปด้วยอุดมการณ์ทางการเมืองแบบมีผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องแอบแฝง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นพัฒนาการทางประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นในสังคมไทยในยุคปัจจุบัน จนเกิดความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงในทางความคิดที่ฝ่ายหนึ่งมองว่าตัวเองมีความชอบธรรมเพราะมาตามระบอบประชาธิปไตย โดยผ่านการเลือกตั้งเข้ามาด้วยเสียงข้างมาก ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งที่ต่อต้านก็มองว่าอำนาจที่ได้มานั้น (มีการซื้อเสียง) และใช้ไป (การบริหารจัดการประเทศ โดยเอื้อผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง) ไม่ชอบธรรมขาดซึ่งคุณธรรมและจริยธรรม จุดชนวนกลายเป็นวิวาทะจากทั้งสองฝ่ายที่ฝ่ายหนึ่งอ้างความเป็นประชาธิปไตย และฝ่ายหนึ่งอ้างเรื่องคุณธรรม เสมือนหนึ่งว่าทั้งประชาธิปไตยและคุณธรรมยืนอยู่คนละขั้วแยกออกจากกันต่างหาก ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วประชาธิปไตยกับคุณธรรมเป็นสิ่งที่เกื้อหนุนและหล่อหลอมให้เกิด “การปกครองของประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชน” อย่างแท้จริงในสังคม แต่สิ่งที่ทำให้ประชาธิปไตยและคุณธรรมแยกออกจากกันในสังคมยุคปัจจุบันนั้นเกิดจากการที่สังคมติดกับดักในเรื่อง “ปกติ”
- ผู้แทนในการใช้อำนาจอธิปไตยได้สร้างความเคยชินในเรื่อง การได้มาซึ่งอำนาจอธิปไตยผ่านการ ซื้อเสียง จนทำให้สังคมมองว่าเป็นเรื่องปกติที่มีอยู่ทุกพรรค อยู่ที่จำนวนว่าจะมากหรือน้อยก็เท่านั้นเอง
- ผู้แทนในการใช้อำนาจอธิปไตยได้สร้างความเคยชินในเรื่องการใช้ไปซึ่งอำนาจอธิปไตยผ่านช่องทางในการกอบโกยผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง จนทำให้สังคมมองว่าเป็นเรื่องปกติ ที่มีอยู่ทุกรัฐบาล อยู่ที่จำนวนว่าจะมากหรือน้อยก็เท่านั้นเอง
เป็นต้น
ซึ่งกระบวนการได้มาและใช้ไปของอำนาจอธิปไตยโดยผู้แทนดังกล่าวได้สร้างกับดักให้คนในสังคมมองว่า การซื้อเสียง และ การกอบโกยผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง เป็นเรื่องปกติ จนหยั่งลึกเข้าไปในระบอบประชาธิปไตย เปรียบเสมือน หลักการของระบอบประชาธิปไตยมีส่วนผสมที่เป็นปัจจัยในการผลิตที่สำคัญคือ ความเสมอภาค (Egalitaranism) ความเป็นอิสระเสรี (Libertarianism) เหตุผลนิยม (Rationalism) และ ศีลธรรมนิยม (Moralism) เป็นต้น เมื่อมีสารปนเปื้อน (การซื้อเสียง และการกอบโกยผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง) ซึ่งถูกวางกับดักให้กลายเป็นเรื่องปกติในสังคมจนชาชินฝังรากลึกเข้าไปในส่วนผสมของหลักการประชาธิปไตยดังกล่าว ส่วนผสมใหม่ของหลักการประชาธิปไตยในปัจจุบันจึงมีความเข้มข้นของคุณธรรมและจริยธรรมลดน้อยลง ซึ่งถ้าหากว่าสารปนเปื้อนดังกล่าวยังคงแทรกซึมปนเปื้อนลงไปเรื่อย ๆ และมากขึ้นเฉกเช่นในปัจจุบัน ก็จะสังเกตได้ว่าส่วนผสมหลักเดิมที่สำคัญคือ ศีลธรรมและคุณธรรม ก็จะเจือจางลงจนในที่สุด ประชาธิปไตยปนเปื้อนรูปแบบใหม่ก็จะผลักดันให้ส่วนผสมของ “ศีลธรรมและคุณธรรม” หลุดวงโคจรออกไป ทำให้คนในสังคมบางส่วนที่ถูกมิจฉาทิฏฐิครอบงำ พยายามที่จะแยกประชาธิปไตยออกจากคุณธรรม เพราะติดกับดักที่ว่า
“การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ฝังรากลึกทางสังคมที่ยอมรับว่าการได้มา (ซื้อเสียง) และการใช้ไป (กอบโกยผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง) ในอำนาจของผู้แทนเป็นเรื่องปกติในสังคมนั้นเปลี่ยนแปลงไปได้ยาก ดังนั้น ศีลธรรมและคุณธรรมจึงต้องปรับตัวเองเพื่อไปรองรับกับสิ่งที่เรียกว่าปกติเหล่านี้อย่างนั้นหรือ?”
ผู้แทนที่ได้มาและใช้อำนาจอธิปไตยในการบริหารจัดการประเทศหากละเลยองค์ประกอบของ “คุณธรรมและจริยธรรม” ที่พึงมีต่อสังคมโดยรวม และแยกประชาธิปไตยออกจากคุณธรรมและจริยธรรมแล้ว จะพึงเรียกว่า เป็นรัฐบาลหรือการปกครองที่เป็นของประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชน” ได้อย่างนั้นหรือ?
“ดู ๆ ไปแล้ว ชื่อระบบการเมือง นี้มันไม่ได้หมายถึงอุดมคติอะไรนัก แต่มัน หมายถึงวิธีการ เพราะว่าคนในโลกนี้มันอยู่กันในที่ต่าง ๆ กัน มันจึงทำอะไรเหมือนกันไม่ได้ จิตใจเหมือนกันไม่ได้ ระบบที่จะแก้ปัญหา มันก็เหมือนกันไม่ได้ แล้วในหมู่คนพวกหนึ่ง หรือในถิ่นหนึ่ง ในยุคหนึ่ง เหมาะสำหรับเผด็จการ มัน ก็ต้องเผด็จการ นั่นแหละคือถูกที่สุด แต่ว่ามันต้องประกอบไปด้วยธรรม, เราเป็น ราชาธิปไตย นั่นเหมาะที่สุด ถูกที่สุด แต่ต้องประกอบไปด้วยธรรม เป็นประชาธิปไตย ก็ได้ แต่ต้องประกอบไปด้วยธรรม , เป็นสังคมนิยม คือ ประชาธิปไตย ชนิดบังคับ ควบคุมมีระเบียบจัดก็ได้ และก็ยิ่งดี แต่มันต้องประกอบไปด้วยธรรม จึงพูดว่าการเมืองระบบไหนก็ได้ ถ้าประกอบไปด้วยธรรม แล้วจะแก้ปัญหาได้.
ฉะนั้นก็เลือกเอา ให้เหมาะแก่สถานการณ์ของตน ๆ ถ้าไม่ประกอบไปด้วยธรรมแล้ว ไม่มีระบบไหนใช้ได้เลย แล้ว ระบบประชาธิปไตยนี้ จะเลวร้ายที่สุดกว่าระบบไหนหมด ถ้าไม่ประกอบไปด้วยธรรม คือต่างคนต่างใช้กิเลสยื้อแย่งกันเท่านั้นเอง ระบบอื่นเขายังมีควบคุม ยังมีบังคับ ยังมีให้อยู่ในร่องในรอย นี้ประชาธิปไตยเปิดหมด แต่ถ้าประกอบไปด้วยธรรมแล้ว ระบบไหนก็ใช้ได้ ข้อนี้ไปคิดดูเอง, ไปมองดูเองก็จะเห็นได้ทุกคน”
ข้อคิดบางส่วนจากหนังสือดี ๑๐๐ ปีพุทธทาส ในหนังสือ “ธรรมะกับการเมือง” ซึ่งท่านพุทธทาส ปราชญ์แห่งพระพุทธศาสนา ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนมีนัยว่า ถ้าหากการเมืองมีองค์ประกอบของ ธรรม แล้วก็จะสามารถแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง หรือ พูดในทางกลับกันก็คือ เมื่อการเมืองมีองค์ประกอบของ ธรรม แล้วปัญหาก็จะไม่เกิด จากบทเรียนของอดีตในหลาย ๆ เหตุการณ์ที่ผ่านมา การเมืองมีปัญหาเพราะผู้นำและรัฐบาล ต่อมคุณธรรมและศีลธรรมบกพร่อง เหมือนกับผู้นำในอดีตบางท่านที่ชอบอ้างว่าตัวเองทำถูกต้องตามหลักกฎหมายทุกอย่าง แต่ ไม่ยอมพูดถึงหลักคุณธรรมและศีลธรรม การที่ทำถูกต้องตามหลักกฎหมายไม่ใช่ว่าจะถูกหลักศีลธรรมและคุณธรรมเสมอไป แต่ถ้าหากว่า ทำถูกหลักศีลธรรมและคุณธรรมแล้วย่อมถูกหลักกฎหมายด้วยเสมอไป จากข้อความดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า กฎหมายไม่ใช่ความยุติธรรม แต่ เป็นเพียงเครื่องมือที่นำไปสู่ความยุติธรรมเท่านั้น ซึ่งถ้าหากเครื่องมือ (กฎหมาย) ดังกล่าวถูกนำมาใช้เพื่ออ้างความชอบธรรมให้กับผู้มีอำนาจที่ขาดคุณธรรมแล้วก็จะยิ่งส่งผลเสียต่อประเทศและสังคมเป็นอย่างมาก ซึ่งบางครั้งเวลาที่จะตัดสินอะไรเราไม่ควรมองที่มิติของหลักกฎหมายแต่เพียงอย่างเดียวแต่เราควรมองลึกลงไปถึงหลักของคุณธรรมและศีลธรรมด้วย
โดยเฉพาะผู้นำแล้วควรยึดมั่นในหลักของคุณธรรมและศีลธรรมให้มาก เพราะเครื่องมือ (คุณธรรมและศีลธรรม) ดังกล่าวเป็นตัวช่วยถ่วงดุลและกำกับการใช้อำนาจให้เป็นไปในทางที่ชอบธรรมโดยสุจริต ต่อมของคุณธรรมและศีลธรรมมันฝังรากลึกอยู่ในจิตวิญญาณของคนไทยโดยส่วนใหญ่มาช้านาน แต่ เป็นเพราะถูกครอบงำจากกิเลสต่าง ๆ ซึ่งแฝงตัวเข้ามาหลากหลายรูปแบบและจากหลายช่องทาง ทำให้ต่อมของคุณธรรมและศีลธรรมถูกทำลายลงไป และต่อมของความโลภก็เข้ามาทำงานแทนที่ ทำให้สังคมและประเทศชาติวุ่นวายและเกิดวิกฤติตามมา เฉกเช่นผู้นำบางคนในอดีตที่ผ่านมา ที่พยายามครอบงำองค์กรอิสระและหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อเอามาเป็นพรรคพวกของตัวเองในการตีตราประทับความชอบธรรม (ที่ไม่ชอบธรรม) ให้เพื่อแสวงหาส่วนเกินทางเศรษฐกิจในการเอื้อผลประโยชน์ให้กับตัวเองและพวกพ้อง
ผู้นำที่ดีนอกจากจะต้องมีคุณธรรมและศีลธรรมแล้ว สิ่งที่สำคัญในการบริหารประเทศในแบบวัฒนธรรมไทยนั้นนอกจากจะต้องใช้คุณธรรมนำทางเพื่อทำให้ทุกคนบรรลุความศานติสุขร่วมกันในมิติด้านต่าง ๆ ทางสังคมแล้ว ผู้นำต้องตระหนักและพึงระลึกไว้เสมอ คือ ต้องรักษาและธำรงไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็นสิ่งสำคัญที่สุด
