ได้ข้อคิดที่ดี

 

ตอนที่หนึ่งพ่อรวย – พ่อจน

พ่อทั้งสองของผู้เขียนต่างก็เป็นคนดี  มีผู้เคารพนับถือมาก  แต่มีคำสอนเรื่องการดำรงชีวิตที่แตกต่างกันสุดขั้ว  ผู้เขียนได้รับฟังคำสอนที่แตกต่างกันทั้ง 2 ด้านตั้งแต่อายุ 9 ขวบ   ทำให้ผู้เขียนต้องรู้จักวิเคราะห์พิจารณาในคำสอนตั้งแต่เด็ก

ตอนที่สอง   บทเรียนที่ 1 : คนรวยไม่ทำงานเพื่อเงิน

ผู้เขียนได้รู้จักกับพ่อของไมค์ และขอร้องให้สอนวิธีหาเงิน

“ ถ้าเธออยากทำงานเพื่อเงิน เธอไปเรียนเอาที่โรงเรียน  แต่ถ้าอยากเรียนวิธีใช้เงินทำงานให้เรา  ฉันจะสอน"

“ การเรียนรู้วิธีใช้เงินทำงาน เป็นวิชาที่ต้องเรียนกันชั่วชีวิต “

“ การขาดเงินนั้น แย่พอๆ กับการผูกติดกับเงินนั่นแหละ “

“ อย่าให้อารมณ์เป็นตัวกำหนดการกระทำ รับรู้ความรู้สึกที่เกิดขึ้นได้  แต่ต้องใช้สมองกำหนดการกระทำ “

 

ตัวอย่างการพูดจากอารมณ์

“ ต้องหางานทำให้ได้ ”

“ ฉันจะสอนให้เธอเป็นนาย ไม่ใช่เป็นทาสของเงิน ”

“ ที่สุดแล้วเราทุกคนเป็นลูกจ้าง แต่ในระดับที่แตกต่างกัน “

“ ฉันอยากให้เธอหลีกเลี่ยงกับดัก ซึ่งถูกสร้างขึ้นด้วยความกลัวและความโลภ “

“ ถ้าเราควบคุมความต้องการได้ เราจะมีเวลาคิดไตร่ตรองมากขึ้น “

“ หลายคนตั้งตารอวันเงินเดือนออก รอวันเงินเดือนขึ้น  เพราะความกลัวและความต้องการ “

“ เราควรมีชีวิตอยู่ด้วยความหวัง ความฝันและความสุข  ไม่ใช่นอนก่ายหน้าผากกังวลว่าจะมีเงินให้ใช้ครบเดือนหรือไม่ “

“ ความเขลาไม่ใส่ใจเรื่องเงิน ทำให้เกิดความกลัวและความโลภ “

“ จำไว้ว่าการได้งานทำคือการแก้ปัญหาระยะสั้น ทุกคนคิดแค่วันเงินเดือนออก ปล่อยให้เงินมีอำนาจเหนือชีวิตพวกเขาจึงมีลักษณะคล้ายกันคือตื่นแต่เช้าไปทำงาน ไม่เคยหยุดคิดเลยว่า  ‘มีวิธีอื่นที่ดีกว่ามั้ย’  “

 

 

 

ความคิดที่มาจากอารมณ์ที่ได้ยินบ่อยๆ

               “ ทุกคนต้องทำงาน “

                “ คนรวยขี้โกง “

                “ ผมควรจะได้ขึ้นเงินเดือนมิฉะนั้นจะลาออก “

                “ ฉันชอบงานนี้เพราะมั่นคง “

 

 

 

ความคิดที่ใช้สมอง

                “ ฉันมองข้ามอะไรไปหรือเปล่า “

ตอนที่สาม    บทเรียนที่สอง: ทำไมต้องรู้เรื่องเงินๆ ทองๆ

“ การมีเงินมากๆ นั้น ไม่สำคัญเท่ากับการรู้จักวิธีรักษาเงินให้อยู่กับเราตลอดไป “

“ พ่อจนจะเน้นให้อ่านมากๆ พ่อรวยจะบอกให้เรียนเรื่องเงิน “

 

            กฏข้อที่-1           ต้องรู้ว่าอะไรคือทรัพย์สิน อะไรคือหนี้สิน

                “ คนรวยเพิ่มทรัพย์สิน คนชั้นกลางเพิ่มหนี้สินโดยเข้าใจว่าเป็นทรัพย์สิน “

                “ ถ้าอยากรวย ต้องอ่านให้เข้าใจตัวเลขและคำอธิบายเบื้องหลังนั้น “

                “ ทรัพย์สินคือเงินใส่กระเป๋า หนี้สินคือเงินออกจากกระเป๋า “

             

   รูปที่-3     การหมุนเวียนของกระแสเงินสดของคนจน

 

งาน

 

 

 

รายได้

เงินเดือน

 

รายจ่าย

ภาษี , อาหาร , ค่าเช่า , เสื้อผ้า , สันทนาการ , เดินทาง

 

 

 

ทรัพย์สิน

 

หนี้สิน

 

 

 รูปที่-4     การหมุนเวียนของกระแสเงินสดของคนชั้นกลาง

           งาน 

 

 

รายได้

เงินเดือน

 

รายจ่าย

ภาษี , อาหาร , ค่าเช่า , เสื้อผ้า , สันทนาการ , เดินทาง

 

 

 

ทรัพย์สิน

 

หนี้สิน

 

เงินกู้บ้าน , สินเชื่อผู้บริโภค , บัตรเครดิต

 

                รูปที่-6     การหมุนเวียนของกระแสเงินสดของคนรวย

 

รายได้

เงินปันผล , ดอกเบี้ย , ค่าเช่า , ค่าลิขสิทธิ์

 

รายจ่าย

 

 

 

 

ทรัพย์สิน

 

หนี้สิน

หุ้น , พันธบัตร , ตั๋วสัญญาใช้เงิน , อสังหาริมทรัพย์ , ทรัพ์สินทางปัญญา

 

=== พ่อของไมค์ไม่ใช่นักวิชาการ แต่ความรู้เรื่องการเงินทำให้เขาเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ  ===

“ คนที่ฉลาด ต้องรู้จักจ้างคนที่ฉลาดกว่ามาเป็นลูกจ้าง “

=== โรงเรียนมีไว้ผลิตลูกจ้างที่ดี ไม่ได้มีไว้ผลิตนายจ้าง  ===

=== พ่อจนมองว่าบ้านเป็นทรัพย์สิน พ่อรวยมองว่าบ้านเป็นหนี้สิน  ===

=== เครื่องวัดฐานะทางการเงินคือ ถ้าเราหยุดทำงานวันนี้ เราจะมีเงินประทังชีวิตต่อไปอีกนานเท่าใด  ===

=== เป้าหมายชีวิตของผมคือ การมีอิสระจากภาระทางการเงินทั้งปวง  ===

=== สมมติว่าผมมีทรัพย์สินที่ทำเงินได้เดือนละ 2000 เหรียญ และมีค่าใช้จ่ายเดือนละ 2000 เหรียญ ผมสามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งเงินเดือนถึง 30 วัน  ===

=== ขั้นต่อไปคือ  การนำรายได้จากทรัพย์สินกลับไปลงทุนในช่องหนี้สิน  เพื่อขยายขนาดช่องทรัพย์สินให้โตขึ้น  ===

 

ตอนที่สี่   บทเรียนที่-3:  เพิ่มทรัพย์สิน – ทำธุรกิจของตนเอง

เรย์ คร๊อก   ผู้ก่อตั้งร้านแมคโดนัลเล่าให้นักศึกษาปริญญาโทคณะบริหารธุรกิจ  มหาวิทยาลัยออสติน ว่าตามแผนธุรกิจแล้วเขาขายเฟรนไชด์ของแมคโดนัล  แต่มีเงื่อนไขที่ระบุถึงทำเลที่เหมาะสมด้วย  ดังนั้นคนที่ซื้อเฟรนไชด์ไปจะต้องซื้อทำเลทองด้วย  นั่นคือเรย์ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์นั่นเอง

=== อุปสรรค์ทางการเงินส่วนหนึ่ง  มาจากการที่เรายอมทำงานเพื่อคนอื่นตลอดชีวิต  ===

=== ถ้าไม่เอารายได้มาซื้อทรัพย์สิน  คุณก็จะยังคงไม่มีความมั่นคงทางการเงินอยู่ต่อไป  ===

=== รากฐานของคนชั้นกลางคือไม่กล้าเสี่ยง  ทำให้ยึดติดอยู่กับเงินเดือนและงานที่ทำอย่างเหนียวแน่น  เพราะที่นั่นเขารู้สึกว่า ‘ปลอดภัย’  ===

=== หลายคนไม่เคยคิดถึงข้อแตกต่างระหว่าง ‘อาชีพ’  & ‘ธุรกิจ’  ===

=== คำถาม  ‘คุณทำธุรกิจอะไร’  ‘คุณทำอาชีพอะไร’  ===

 

ทรัพย์สินที่ผมแนะนำให้คุณสนใจไขว่คว้า & สอนลูกหลานให้รู้จัก ดังนี้

1.       ธุรกิจที่ผมไม่ต้องนั่งเฝ้า  เป็นเจ้าของแต่มีคนมาจัดการให้ดำเนินกิจการไปได้

2.       หุ้น

3.       พันธบัตร

4.       กองทุนรวม

5.       อสังหาริมทรัพย์

6.       ตั๋วเงิน

7.       ค่าลิขสิทธิ์จากเพลง  จากงานแต่งหนังสือ  จากงานแปล  จากสิทธิบัตรต่างๆ

8.       สิ่งอื่นที่มีมูลค่า  สามารถสร้างรายได้หรือเพิ่มมูลค่าด้วยตัวมันเอง

=== ผมแนะนำให้คุณทำงานประจำไป แล้วค่อยๆ สร้างธุรกิจด้วยการลงทุนในทรัพย์สินที่สร้างรายได้  ทุกบาททุกสตางค์ที่ใส่ลงในช่องทรัพย์สินจงอย่าให้ไหลออกมา ให้เงินนั้นทำงานให้คุณ  ===

=== จงมุ่งมั่นทำงานประจำให้เต็มที่  พร้อมๆ กับสร้างช่องทรัพย์สินของคุณให้ใหญ่โตขึ้น  ===

=== คนรวยซื้อความสบายทีหลัง  แต่คนชั้นกลางมักซื้อความสบายก่อน  ===

=== คนรวยจะสร้างช่องทรัพย์สินให้ใหญ่โตพอที่จะสร้างรายได้กลับคืนมา  แล้วจึงนำรายได้นั้นไปซื้อความสะดวกสบายอีกที  ===

ตอนที่ห้า   บทเรียนที่-4:  ภาษี & ประโยชน์ของนิติบุคคล

=== บริษัทเสียภาษีในอัตราที่ต่ำกว่าบุคคลธรรมดา  แล้วรายจ่ายบางอย่างได้รับการยกเว้นภาษีด้วย  ===

ทุกครั้งที่ผมจัดสัมมนาเพื่อถ่ายทอดความรู้ จะกล่าวถึงหลักสำคัญของไหวพริบทางการเงิน 4 อย่าง  ดังนี้

1.       ความรู้ทางบัญชี  -  อ่านงบการเงินให้เป็น

2.       ความรู้เกี่ยวกับการลงทุน  -  ศิลปะของการใช้เงินทำงาน

3.       ความเข้าใจตลาด  -  อุปสงค์และอุปทานในตลาด

4.       ความรู้เรื่องกฎหมาย

=== คนรวยที่มีบริษัท  มักทำดังนี้   1) รายได้   à   2) รายจ่าย   à   3) เสียภาษี  ===

=== ส่วนลูกจ้างของบริษัท  มักทำดังนี้   1) รายได้   à   2) เสียภาษี   à   3) รายจ่าย  ===

ตอนที่หก    บทเรียนที่-5:  วิธีทำเงินของคนรวย

=== ในชีวิตจริง  คนกล้ามักจะประสบความสำเร็จ  ไม่ใช่คนที่มีแต่ความฉลาด  ===

=== ถ้าจะเก่งเรื่องเงิน  คุณต้องมีทั้งความรู้และความกล้า  ===

=== ถ้าคุณมีความรูเรื่องเงิน คุณก็มีโอกาสจะเจริญก้าวหน้าไปอีกไกล แต่ถ้าคุณไม่รู้  โลกนี้จะเป็นโลกที่น่ากลัวสำหรับคุณ  ===

=== เมื่อ 300 ปีก่อน เจ้าของที่ดินคือเจ้าของขุมทรัพย์ ต่อมาเปลี่ยนเป็นเจ้าของโรงงานและการผลิต  ในปัจจุบันเป็นยุคของการสื่อสารข้อมูลไร้พรมแดน  ใครมึขอมูลมากที่สุดและทันสมัยที่สุดคือเจ้าของขุมทรัพย์  ===

=== เกมส์กระแสเงินสด ช่วยให้ผู้เล่นรู้จักวิเคราะห์ทางเลือก เช่น ถ้าหยิบได้เรือหมายถึงคุณต้องมีหนี้สินเพิ่มขึ้นจากการซื้อเรือนั้นมา คำถมคือ ‘แล้วคุณจะทำอย่างไร’  ===

=== ผมดูคนเล่นเกมส์มากว่าพันคน ส่วนมากคนที่ออกจาก ‘สนามแข่งหนู’ ได้สำเร็จและเร็วที่สุด คือคนที่มีพื้นฐานความเข้าใจเรื่องตัวเลข & มีความคิดสร้างสรรค์ เขาสามารถมองเห็นตัวเลือกต่างๆ ได้ในทันที  ===

=== เงินเล็กน้อย  ย่อมกลายเป็นเงินก้อนใหญ่ได้  ถ้าคุณมีไหวพริบทางการเงิน  ===

 

ไหวพริบทางการเงิน ประกอบด้วยทักษะ 4.ข้อใหญ่ๆ  ดังนี้

            1] ความเข้าใจ & ความสามารถในการอ่านตัวเลข

                2] กลยุทธ์ในการลงทุน  - ศิลปะในการใช้เงินทำงาน

                3] การตลาด  - อุปสงค์ & อุปทาน

                4] กฎหมาย & กฎเกณฑ์  - ความรู้ความเข้าใจเรื่องกฎระเบียบทางบัญชี

=== อย่าลืมเอากฎหมายเรื่องภาษีมาใช้ให้มากที่สุด  ===

=== มีนักลงทุนอยู่ 2 ประเภท พวกแรกชอบลงทุนแบบตรงไปตรงมา  อีกพวกชอบพลิกแพลงสร้างสรรค์  ===

กว่าจะเป็นนักลงทุนประเภทชอบสร้างสรรค์ได้ จะต้องหมั่นฝึกฝนนานวันด้วยทักษะต่างๆ ดังนี้

1>     ทำอย่างไร  จึงจะมองเห็นในสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น

2>     ทำอย่างไร  จึงจะได้เงินมาทำทุนโดยไม่ต้องกู้ธนาคาร

3>     ทำอย่างไร  จึงจะได้คนฉลาดมาเป็นลูกจ้าง

 

ตอนที่เจ็ด     บทเรียนที่-6:  ทำงานเพื่อเรียนรู้  - อย่าทำงานเพื่อเงิน

=== ผมอยากแนะนำให้คุณทำงานเพื่อประสบการณ์ & การเรียนรู้ที่คุณจะได้รับ  มากกว่าเพื่อผลตอบแทนที่เป็นตัวเงิน  และให้มองไปข้างหน้าว่าคุณยังขาดทักษะด้านใด  แล้วเสาะแสวงหาเพิ่มเติม  ===

=== สำหรับคนที่ลังเลใจว่าจะออกแรงแสวงหาทักษะใหม่ๆ ดีหรือไม่  ผมอยากให้คิดถึงเวลาที่คุณไปออกกำลังกาย  ตอนที่ยากที่สุดคือการตัดสินใจว่า ‘จะไปดีหรือไม่’  ถ้าผ่านจุดนี้ไปได้แล้ว ที่เหลือสบายมาก ระหว่างออกกำลังกายคุณจะรู้สึกมีความสุข  มีความภูมิใจในตัวเอง  และเมื่อออกกำลังกายเสร็จคุณจะรูสึกดีใจที่ได้ตัดสินใจถูกต้อง  ===

 

 

ตอนที่แปด  ฟันฝ่าอุปสรรค

แม้ว่าจะมีความรู้และไหวพริบทางการเงิน แต่บางคนก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ ไม่สามารถทำให้ช่องทรัพย์สินโตขึ้นเพื่อเพิ่มกระแสเงินสดให้มากพอได้   สาเหตุส่วนใหญ่มาจาก

1)       ความกลัว

2)       ความคิดด้านลบ

3)       ความขี้เกียจ

4)       นิสัย

5)       ความหยิ่งทะนงตน

 

สาเหตุข้อที่หนึ่ง:ต้องเอาชนะความกลัวว่าจะต้องเสียเงิน

=== ถ้ามีเงินน้อยแต่อยากรวย สิ่งที่คุณต้องทำคือ ‘โฟกัส’  ===

 

สาเหตุข้อที่สอง:ขจัดความคิดด้านลบ

=== ความกลัวโดยไม่มีเหตุผลทำให้เรากลายเป็นคนที่มองเห็นแต่ข้อเสีย  ===

 

สาเหตุข้อที่สาม:ความขี้เกียจ

=== พ่อรวยสอนให้พูดว่า ‘ทำอย่างไรจึงจะซื้อได้’  ห้ามพูดว่า ‘ไม่มีปัญญาซื้อ’  ===

=== คำว่า ‘ไม่มีปัญญา’ จะก่อให้เกิดความรู้สึกเศร้าหมอง

        คำว่า ‘ทำอย่างไร’ สร้างความกระตือรือร้น ความตื่นเต้น ต้องคิดเพื่อหาคำตอบ  ===

=== หากปราศจากกิเลศ ขาดความต้องการที่จะสร้างชีวิตให้ดีขึ้น  โลกจะพัฒนาได้อย่างไร  ===

=== คราวนี้เมื่อใดที่คุณพบว่าตนเองกำลังหลีกเลี่ยงสิ่งที่ควรกระทำก็ให้ถามตัวเองว่า ‘แล้วเราจะได้อะไรจากการกระทำ

        นี้บ้าง’ เติมความอยากลงไปสักนิด จะได้ขจัดเอาความขี้เกียจออกไปจากตัวคุณได้  ===

 

สาเหตุข้อที่สี่:อุปนิสัย

=== พ่อจน มักจ่ายเงินให้คนอื่นก่อน เหลือเท่าไรจึงให้ตัวเอง  ===

=== พ่อรวยสอนว่า ควรจ่ายให้ตัวเองก่อน ทีนี้ก็จะมีความกดดันที่จะต้องหาเงินมาจ่ายภาษีและเจ้าหนี้ทั้งหลายให้ได้    ความกดดันนี้จะทำให้คุณคิดหาแหล่งรายได้เพิ่มขึ้น  และทำทุกวิถีทางที่จะไม่ให้เจ้าหนี้มาโวยวายใส่หน้าคุณได้  ===

=== ถ้าจ่ายให้ตัวเองหลังสุด ไม่มีความกดดันก็จริง แต่จะไม่มีอะไรเหลือเลย  ===

 

สาเหตุข้อที่ห้า:ความหยิ่งทะนงตน

=== ความรู้ทำให้ได้เงิน  ความไม่รู้ทำให้เสียเงิน  ===

=== จงขวนขวายหาความรู้จากหนังสือ  หรือจากผู้มีประสบการณ์ในเรื่องนั้นๆ  ===

 

 

ตอนที่เก้า   เริ่มต้นอย่างไรดี

บัญญัติ 10.ประการที่จะช่วยให้คุณมีพลัง

1] พลังใจ: เพื่อจะเอาชนะความจริงที่ขวางหน้า

=== หลายคนอยากรวย แต่เมื่อหันมามองความจริงเขากลับท้อแท้ และคิดว่าคงเป็นไปไม่ได้ เป็นลูกจ้างขยันทำงานไปวันๆ ดูจะง่ายกว่าเยอะ  ===

=== ถ้าพลังความอยากของคุณยังไม่แรงกล้าพอ  หนทางแห่งความเป็นจริงก็ยังอีกยาวไกล  ===

=== ถ้าคุณขาดพลัง  ขาดความมุ่งมั่น อะไรๆ ในชีวิตก็กลายเป็นเรื่องยากไปหมด  ===

2] เสรีภาพในการเลือก

=== เมื่อมีเงินอยู่ในมือ คุณมีสิทธิ์ที่จะเลือกอนาคตของคุณว่าจะเป็นคนรวย  ชั้นกลาง  หรือคนจน

นิสัยการใช้เงินสะท้อนให้เห็นตัวตนของเรา  คนจนใช้เงินอย่างไม่ฉลาด  ===

=== หลายครอบครัวสูญเสียทรัพย์สินเมื่อตกมาถึงรุ่นลูก  เพราะไม่เคยสอนให้ลูกหลานรู้จักวิธีดูแลรักษา  ===

=== คนจำนวนมากเลือกที่จะไม่รวย  ส่วนใหญ่คิดว่ากว่าจะรวยเป็นเรื่องยุ่งยากเกินไปสำหรับเขา

มักชอบพูดว่า  ‘ฉันไม่สนเรื่องเงินๆ ทองๆ หรอก’  ‘ไม่เห็นอยากรวยเลย’  ‘จะคิดให้ปวดหัวทำไม อายุยังน้อยแค่นี้’

‘ผมให้แฟนดูแลเรื่องเงิน ผมไม่ยุ่งหรอกครับ’  ===

=== คำพูดเหล่านั้นทำให้คุณสูญเสียประโยชน์ 2 อย่าง คือ เวลา & การเรียนรู้  ===

=== คุณมีสิทธิ์เลือกใช้เวลา ใช้เงิน และใช้สมองอย่างไรก็ได้  ===

=== ไม่มีเงิน ใช่ว่าคุณจะต้องหยุดการแสวงหาความรู้  ===

=== คนที่คิดว่าตนเองฉลาดแล้ว เก่งแล้ว มองอีกมุมหนึ่งคือคนที่ไม่กล้าเสี่ยง กลัวความผิดพลาด  ===

=== คนฉลาดที่แท้จริง มักชอบฟังความคิดเห็นของผู้อื่นด้วยใจที่เปิดกว้าง พร้อมที่จะนำความคิดจากหลายๆ ด้านมาวิเคราะห์ประกอบเป็นความคิดใหม่ๆ ที่มีประโยชน์  ===

3] เลือกคบเพื่อนด้วยความระมัดระวัง

=== เพื่อนที่เป็นกลุ่มคนมีเงิน มักคุยแต่เรื่องเงินๆ ทองๆ  เรื่องการลงทุน  เรื่องเศรษฐกิจ  ===

=== ในกรณีที่คุณเล่นหุ้น บางครั้งก็จะมีข้อมูลวงในจากการพูดคุยกับเพื่อนกลุ่มนี้  ===

=== ในธุรกิจที่ประสบผลสำเร็จ หลักสำคัญที่ต้องจำไว้คือคุณต้องมีความมั่นใจในตนเองโดยไม่โอนอ่อนผ่อนตามเสียงข้างมาก กว่าจะเป็นข่าวหน้าหนึ่งคนอื่นก็เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ไปจนหมดแล้ว  ===

4] สร้างสูตรและเรียนสูตรใหม่ๆ: ประโยชน์จากการเรียนให้เร็วที่สุด

=== สูตรเดียวที่สอนเกี่ยวกับเรื่องเงินในโรงเรียน คือ ‘ทำงานเพื่อเงิน’  ===

=== ในสังคมปัจจุบัน ความได้เปรียบไม่ได้อยู่ที่คุณรู้อะไรแต่อยู่ที่คุณเรียนรู้สูตรใหม่ๆ ได้เร็วแค่ไหน  ===

5] ชำระหนี้ให้ตัวเองเป็นอันดับแรก: ประโยชน์จากการควบคุมตัวเอง

=== ถ้าคุณไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ คุณไม่มีวันรวย  ===

=== มี 3.ทักษะที่สำคัญสำหรับผู้ที่เริ่มทำธุรกิจของตนเอง  ดังนี้