ปัจจัยส่งผลต่อการทำวิจัย

ชื่อเรื่อง ปัจจัยที่ส่งผลต่อการทำวิจัยของบุคลากรของมหาวิทยาลัยพายัพ

โดย นางสาวกันยารัตน์ เอื้อมอัมพร

บทคัดย่อ

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสมการในการพยากรณ์ปริมาณการผลิตผลงานการวิจัยรวมไปถึงศึกษาปัญหาอุปสรรคในการทำวิจัยและหาแนวทางในการส่งเสริมการวิจัยของบุคลากร มหาวิทยาลัยพายัพต่อไป

ประชากรที่ใช้ในการศึกษาคือคณาจารย์ของมหาวิทยาลัยพายัพ ประจำปีการศึกษา 2545  จำนวน 265 คน และจากการเปิดตารางของ Darwin  Hendel  ทำให้ได้ขนาดตัวอย่างจำนวน 155 คน  จึงถือว่าเป็นกลุ่มตัวอย่างของคณาจารย์ที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมีทั้งหมด  6  ตอน คือ ตอนที่ 1  ข้อมูลทั่วไป ได้แก่   เพศ  อายุ  สถานภาพ  วุฒิการศึกษาสูงสุด  ระยะเวลาในการทำงาน   ตำแหน่งทางการบริหารของมหาวิทยาลัย ตำแหน่งทางวิชาการ ภาระงานสอนโดยเฉลี่ยต่อสัปดาห์ และภาระงานที่นอกเหนืองานสอน    ตอนที่ 2  การผลิตผลงานการวิจัยที่ดำเนินการแล้วเสร็จสมบูรณ์ ได้แก่ จำนวนผลงานการวิจัยที่ดำเนินการแล้วเสร็จสมบูรณ์ เวลาที่ใช้ในการทำวิจัยโดยเฉลี่ยต่อสัปดาห์         สถานภาพโครงการ   แหล่งทุนและระดับความเพียงพอของทุนอุดหนุนการวิจัย  ตอนที่ 3 ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการวิจัย โดยผู้วิจัยแบ่งความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการวิจัยเป็น 3 ส่วนคือ การวิจัยทั่วไป จำนวน 10 ข้อ การวิจัยเชิงปริมาณ จำนวน 8 ข้อ  การวิจัยเชิงคุณภาพ จำนวน 8 ข้อ   ตอนที่ 4   ปัจจัยที่ส่งผลต่อการวิจัยแบ่งเป็น 6 ด้านคือ ด้านแหล่งค้นคว้าและให้ข้อมูลเกี่ยวกับการวิจัย จำนวน  5  ข้อ  ด้านวัสดุอุปกรณ์และสถานที่ที่เอื้อต่อการทำวิจัย จำนวน 4 ข้อ   ด้านบุคลากรที่ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการวิจัย จำนวน 3 ข้อ   ด้านผู้บังคับบัญชาให้การสนับสนุนเกี่ยวกับการวิจัย จำนวน 5 ข้อ    ด้านเพื่อนร่วมงานให้การสนับสนุนเกี่ยวกับการวิจัย จำนวน 5  ข้อ ด้านการสนับสนุนเกี่ยวกับค่าตอบแทนการวิจัย จำนวน 3 ข้อ     ตอนที่ 5 ความคิดเห็นที่มีต่อการวิจัย  ประกอบด้วยทัศนคติที่มีต่อการวิจัย จำนวน  23 ข้อ  และแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ในการทำวิจัย จำนวน  5 ข้อ  และ  ตอนที่ 6  ปัญหาอุปสรรค  แนวทางส่งเสริมการทำวิจัยและข้อเสนอแนะ

 การวิเคราะห์ข้อมูล  ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS/PC version 9.0  for windows  โดยหาค่าสถิติพื้นฐานได้แก่ ความถี่  ร้อยละ   ค่าเฉลี่ย    และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน จากนั้นทำการวิเคราะห์หาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ภายในระหว่างตัวแปรอิสระจำนวน12 ตัวแปรกับตัวแปรตาม และหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณเพื่อหาอำนาจการทำนายของปัจจัยต่างๆ กับปริมาณการผลิตผลงานการวิจัยของบุคลากร มหาวิทยาลัยพายัพโดยการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน (Stepwise Multiple Regression Analysis)     ส่วนคำถามปลายเปิด ผู้วิจัยใช้การวิเคราะห์สรุปเนื้อหาตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้

 สรุปผลการวิจัย

จากการวิเคราะห์ข้อมูล ปรากฏผลดังนี้

1.  ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง

       ข้อมูลทั่วไปของคณาจารย์ที่เป็นกลุ่มตัวอย่างพบว่าส่วนใหญ่เป็นหญิงมีสถานภาพสมรสมากกว่าเป็นโสด และส่วนใหญ่มีระดับการศึกษาในระดับปริญญาโท   ส่วนใหญ่ไม่มีตำแหน่งการบริหารงานของมหาวิทยาลัยและเกือบทั้งหมดไม่มีตำแหน่งทางวิชาการ มีเพียงร้อยละ 9.0 ที่มีตำแหน่งทางวิชาการเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์   

        คณาจารย์กลุ่มตัวอย่างมาจากคณะต่างๆ จำนวน 9 คณะซึ่งสังกัดคณะมนุษยศาสตร์มากที่สุด  รองลงมาคือคณะพยาบาลศาสตร์แมคคอร์มิค และคณะบริหารธุรกิจตามลำดับ เมื่อพิจารณาอายุ จะพบว่าคณาจารย์มีอายุตั้งแต่ 26 ปีถึง 59 ปี และมีอายุโดยเฉลี่ยเท่ากับ 38.98 ปี   สำหรับระยะเวลาในการทำงานในมหาวิทยาลัยพายัพของคณาจารย์กลุ่มตัวอย่างตั้งแต่เริ่มเข้ามาจนถึงปัจจุบันโดยเฉลี่ยเท่ากับ 11.64 ปี

2. ข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณการผลิตผลงานการวิจัยที่ดำเนินการแล้วเสร็จสมบูรณ์

ข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณการผลิตผลงานการวิจัยที่ดำเนินการแล้วเสร็จสมบูรณ์พบว่าคณาจารย์กลุ่มตัวอย่างที่มีผลงานการวิจัย คิดเป็นร้อยละ 50.90  โดยมีจำนวนผลงานการวิจัย ตั้งแต่ 0  เรื่องถึง 10 เรื่อง  และมีจำนวนผลงานการวิจัยโดยเฉลี่ยเท่ากับ 1.86 เรื่อง   สำหรับสถานภาพโครงการของนักวิจัย พบว่าคณาจารย์กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่จะเป็นทั้งหัวหน้าโครงการวิจัยและ    นักวิจัยร่วม  รองลงมาเป็นหัวหน้าโครงการวิจัย และที่เหลือเป็นนักวิจัยร่วม

 3.  ค่าสถิติพื้นฐานของปัจจัยต่างๆ ที่นำมาสร้างสมการพยากรณ์ปริมาณการผลิตผลงานการวิจัย  ประกอบด้วย

3.1        ปัจจัยด้านตัวผู้ทำวิจัย

               3.1.1 ทัศนคติที่มีต่อการวิจัยพบว่าทัศนคติที่มีต่อการวิจัยโดยรวมเฉลี่ยมี

ค่าเท่ากับ  3.88       สรุปได้ว่าคณาจารย์กลุ่มตัวอย่างมีทัศนคติที่มีต่อการวิจัยอยู่ใน

ระดับมาก

             3.1.2   แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ในการทำวิจัยพบว่าแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ในการ

ทำวิจัยโดยรวมเฉลี่ยมีค่าเท่ากับ 3.91 สรุปได้ว่าคณาจารย์กลุ่มตัวอย่างมีแรงจูงใจ

ใฝ่สัมฤทธิ์ในการทำวิจัยอยู่ในระดับมาก

 

3.2       ปัจจัยพื้นฐานในการทำวิจัย

3.2.1  ความรู้พื้นฐานในการทำวิจัย พบว่าคณาจารย์กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เคยเรียนหรือได้รับการอบรมหลักสูตรเกี่ยวกับการวิจัย และพบว่าส่วนใหญ่จะทำการวิจัยเชิงปริมาณมากกว่าทำการวิจัยเชิงคุณภาพ จากการสอบถามความรู้พื้นฐานการวิจัย พบว่า คณาจารย์กลุ่มตัวอย่างมีความรู้พื้นฐานการวิจัยทั่วไปคิดเป็นร้อยละ 68.00  การวิจัยเชิงปริมาณคิดเป็นร้อยละ 74.13  และการวิจัยเชิงคุณภาพ คิดเป็นร้อยละ 66.63  ตามลำดับ

3.2.2    เวลาที่ใช้ในการทำวิจัยโดยเฉลี่ยต่อสัปดาห์ของคณาจารย์กลุ่ม    ตัวอย่างพบว่าคณาจารย์ให้เวลาในการทำวิจัย ตั้งแต่ 1 ถึง 28 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และมีเวลาในการทำวิจัยโดยเฉลี่ย 8.41 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

3.2.3                   ภาระงานสอนในภาคเรียนปัจจุบันโดยเฉลี่ยต่อสัปดาห์ของคณาจารย์กลุ่มตัวอย่างพบว่ามีภาระงานสอนตั้งแต่ 1 ถึง 42 ชั่วโมงต่อสัปดาห์  และเฉลี่ยแล้วคณาจารย์จะมีภาระงานสอน 11.54 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

3.2.4    ระดับความเพียงพอของทุนอุดหนุนการวิจัยพบว่าคณาจารย์กลุ่ม

ตัวอย่างที่มีผลงานการวิจัยได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยมีระดับความเพียงพอของทุน

อุดหนุนการวิจัยโดยเฉลี่ยเท่ากับ 3.15  ถือว่าอยู่ในระดับปานกลาง

3.2.5    ด้านแหล่งค้นคว้าและให้ข้อมูลเกี่ยวกับการวิจัยพบว่าความคิดเห็นด้านแหล่งค้นคว้าและให้ข้อมูลเกี่ยวกับการวิจัยโดยรวมเฉลี่ย เท่ากับ 3.38   สรุปได้ว่าคณาจารย์กลุ่มตัวอย่างได้รับการสนับสนุนปัจจัยด้านแหล่งค้นคว้าและให้ข้อมูลเกี่ยวกับการวิจัย อยู่ในระดับปานกลาง

3.2.6   ด้านวัสดุอุปกรณ์และสถานที่ที่เอื้อต่อการทำวิจัยพบว่าความคิดเห็นด้านวัสดุอุปกรณ์และสถานที่ที่เอื้อต่อการทำวิจัยโดยรวมเฉลี่ย เท่ากับ 3.15 สรุปได้ว่าคณาจารย์กลุ่มตัวอย่างได้รับการสนับสนุนด้านวัสดุอุปกรณ์และสถานที่ที่เอื้อต่อการทำวิจัย อยู่ในระดับปานกลาง

3.2.7   ด้านบุคลากรที่ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการทำวิจัยพบว่าความคิดเห็นด้านบุคลากรที่ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการทำวิจัยโดยรวมเฉลี่ย เท่ากับ 3.47 สรุปได้ว่าคณาจารย์กลุ่มตัวอย่างได้รับการสนับสนุนด้านบุคลากรที่ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการทำวิจัยอยู่ในระดับปานกลาง

3.3   ปัจจัยเกี่ยวกับการสนับสนุนการวิจัยของหน่วยงาน

3.3.1    การบังคับบัญชาพบว่าความคิดเห็นด้านผู้บังคับบัญชาให้การสนับสนุนเกี่ยวกับการวิจัยโดยรวมเฉลี่ยเท่ากับ 3.34 สรุปได้ว่าคณาจารย์กลุ่ม      ตัวอย่างได้รับการสนับสนุนเกี่ยวกับการวิจัยจากผู้บังคับบัญชาอยู่ในระดับ      ปานกลาง

3.3.2  เพื่อนร่วมงาน พบว่าความคิดเห็นด้านเพื่อนร่วมงานให้การสนับ

สนุนเกี่ยวกับการวิจัยโดยรวมเฉลี่ยเท่ากับ 3.24  สรุปได้ว่าคณาจารย์กลุ่มตัวอย่างได้รับการสนับสนุนเกี่ยวกับการวิจัยจากเพื่อนร่วมงานอยู่ในระดับปานกลาง

3.3.3    ค่าตอบแทนในการทำวิจัย พบว่าความคิดเห็นด้านค่าตอบแทนในการทำวิจัยโดยรวมเฉลี่ยเท่ากับ 3.23  สรุปได้ว่าคณาจารย์กลุ่มตัวอย่างได้รับการสนับสนุนด้านค่าตอบแทนในการทำวิจัย อยู่ในระดับปานกลาง

4.  การสร้างสมการพยากรณ์ปริมาณการผลิตผลงานการวิจัยของบุคลากร มหาวิทยาลัยพายัพ

4.1 จากการวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อปริมาณการผลิตผลงานการวิจัยของคณาจารย์ มหาวิทยาลัยพายัพ  สรุปได้ดังนี้

  ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับปริมาณการผลิตผลงานการวิจัยของคณาจารย์ มหาวิทยาลัยพายัพ(Y)  มีเพียง 3 ตัวแปร คือ ภาระงานสอน(Teach)  เวลาที่ใช้ในการทำวิจัย        โดยเฉลี่ยต่อสัปดาห์ (Time) และทัศนคติที่มีต่อการวิจัย(Attitude)   โดยที่เวลาที่ใช้ในการทำวิจัยโดยเฉลี่ยต่อสัปดาห์(Time) และทัศนคติที่มีต่อการวิจัย(Attitude) มีความสัมพันธ์ทางบวกกับปริมาณการผลิต ผลงานการวิจัยของคณาจารย์  มหาวิทยาลัยพายัพ(Y) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05   สำหรับภาระงานสอน(Teach) มีความสัมพันธ์ทางลบกับปริมาณการผลิตผลงานการวิจัยของคณาจารย์ มหาวิทยาลัยพายัพ(Y)  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05   ส่วนตัวแปรอื่นๆ  ไม่มีความสัมพันธ์กับปริมาณการผลิต ผลงานการวิจัยของคณาจารย์  มหาวิทยาลัยพายัพ(Y)

4.2  ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณระหว่างปัจจัยต่างๆ  กับปริมาณการผลิต ผลงานการวิจัยของคณาจารย์ มหาวิทยาลัยพายัพ(Y)โดยวิธีเพิ่มหรือลดตัวแปรเป็นขั้นๆ  (Stepwise)

ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณของปัจจัยต่างๆ  ทั้ง 12 ตัว มีเพียง 2 ตัวแปรที่ได้รับการคัดเลือกคือภาระงานสอนและเวลาที่ใช้ในการทำวิจัยโดยเฉลี่ยต่อสัปดาห์ที่ระดับ        นัยสำคัญ .05 โดยตัวแปรทั้งสองนี้สามารถร่วมกันพยากรณ์ปริมาณการผลิตผลงานการวิจัยของคณาจารย์  มหาวิทยาลัยพายัพได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ซึ่งสามารถพยากรณ์ปริมาณการผลิตผลงานการวิจัยได้ร้อยละ 12.5 และสามารถเขียนสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบและคะแนนมาตรฐานของปริมาณการผลิตผลงานการวิจัยของคณาจารย์  มหาวิทยาลัยพายัพ ได้ดังนี้

1.  สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ

Y = 30.59 – 1.00 Teach + 0.928 Time

  1. สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน

Z = -0.237 Teach + 0.237 Time