บทที่ 1

บทนำ

 

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

                ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ของชาติ  เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมอันก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพและเสริมสร้างบุคลิกภาพของคนในชาติให้มีความเป็นไทย  เป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน  ทำให้สามารถประกอบกิจธุระ  การงาน  และดำรงชีวิตร่วมกันในสังคมประชาธิปไตยได้อย่างสันติสุข และเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ ประสบการณ์จากแหล่งข้อมูลสารสนเทศต่าง ๆ  เพื่อพัฒนาความรู้  กระบวนการคิดวิเคราะห์  วิจารณ์  และสร้างสรรค์ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม  และความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์  เทคโนโลยี ตลอดจนนำไปใช้ในการพัฒนาอาชีพให้มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ  นอกจากนี้ยังเป็นสื่อแสดง       ภูมิปัญญาของบรรพบุรุษด้านวัฒนธรรม  ประเพณี  สุนทรียภาพ  เป็นสมบัติล้ำค่าควรแก่การเรียนรู้  อนุรักษ์ และสืบสานให้คงอยู่คู่ชาติสืบไป(กระทรวงศึกษาธิการ. 2552 : 1)

                ภาษาไทยนอกจากเป็นเครื่องมือการสื่อสารของคนไทยแล้ว   ยังเป็นเครื่องมือการเรียนรู้  เครื่องมือการบันทึกเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ และเป็นสาขาหนึ่งของวัฒนธรรมไทย   ด้วยเหตุนี้การเรียนการสอนภาษาไทยในปัจจุบันจึงต้องเน้นการสอนภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร  และการเรียนรู้  ให้รู้อย่างรู้จริงสื่อสารได้ถูกต้อง  เกิดผลดีโดยสามารถใช้ทักษะการฟัง  การอ่าน  การดู  เป็นเครื่องมือในการรับสาร  และใช้ทักษะการพูด  การเขียน เป็นเครื่องมือในการส่งสาร(กระทรวงศึกษาธิการ. 2551 : 1)

                ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ ได้ประกาศใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และจะใช้ในโรงเรียนทั่วประเทศที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในปีการศึกษา 2553  การนำหลักสูตรดังกล่าวสู่การจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียนถือว่าเป็นกระบวนการที่สำคัญ  ซึ่งจะทำให้หลักสูตรประสบผลสำเร็จ  ประกอบกับขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการ  ให้มีการปฏิรูปการศึกษาในศตวรรษที่สอง พ.ศ.2552 – 2561 ซึ่งในการปฏิรูปดังกล่าว มีความคาดหวังที่จะพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้เป็นกลไกที่สำคัญในการสร้างคนไทยยุคใหม่ ดังนี้

                Ÿ สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง  รักการอ่านและมีนิสัยใฝ่เรียนรู้ตลอดชีวิต

Ÿ มีความสามารถในการสื่อสาร  สามารถคิด วิเคราะห์ แก้ปัญหา คิดริเริ่มสร้างสรรค์

Ÿ มีจิตสาธารณะ  มีระเบียบวินัย เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม สามารถทำงานเป็นกลุ่ม

Ÿ มีศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมจิตสำนึกและความภูมิใจในความเป็นไทย  ยึดมั่นการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  รังเกียจการทุจริตและ

ต่อต้านการซื้อสิทธิ์ขายเสียง และสามารถก้าวทันโลก(กัญนิกา  พราหมณ์พิทักษ์. 2553 : 60)

ขณะที่นโยบายด้านการศึกษาและการเรียนรู้ของทุกรัฐบาล พยายามรังสรรค์บทบาทของผู้ให้ความรู้และผู้เรียนรู้ รวมถึงกรอบแห่งกระบวนการศึกษาให้มีมาตรฐานมากขึ้นทุกขณะ แต่ทว่ากลับปรากฏความขัดแย้งในภาคปฏิบัติ และกลับมีผลสะท้อนของสภาวการณ์ของสังคมที่เสื่อมถอยลงทุกขณะ จะเป็นไปได้หรือไม่ว่ากรอบแห่งทฤษฎีอันนำมาซึ่งนโยบายการเสริมสร้างสติปัญญา (IQ หรือชื่อเต็ม Intellegence Quotient) ในรายวิชาประเภทเสริมสร้างทักษะ เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือตรรกศาสตร์ กับการศึกษาเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางด้านอารมณ์ความรู้สึก (EQ หรือชื่อเต็ม Emotional Quotient) ในรายวิชาประเภทพระพุทธศาสนา จริยธรรม หรือแม้แต่สังคมศึกษา ดูราวจะไม่ใช่วิธีการเพียงหนึ่งเดียวที่จะพัฒนาคุณภาพเยาวชน กระทั่งเป็นรากฐานที่แข็งแรงและยั่งยืนให้กับพวกเขาอย่างแท้จริงและจะเป็นไปได้หรือไม่ว่า การเรียนรู้จากประสบการณ์ชีวิตหลากหลายแง่มุม และการคิดวิเคราะห์ด้วยตนเองนั่นเองที่จะส่งผลให้เยาวชนของไทยมีสติปัญญา และความฉลาดด้านอารมณ์ได้มากกว่าการศึกษาจากผู้สอนภายในห้องเรียน และประเด็นนี้เองที่รัฐบาลทุกรัฐบาลมักมองข้ามไป

การอ่านหนังสือนับเป็นหนทางหนึ่งที่เปิดโลกทัศน์ กระตุ้นทักษะพิสัยด้านจิตวิเคราะห์ การไตร่ตรอง และการหาเหตุผลให้แก่เยาวชนและสมาชิกภายในประเทศ และสามารถปลูกฝังลักษณะนิสัยรักการอ่านลงไปในจิตใจของเยาวชนได้ไม่ยากหากได้รับการวางแผนอย่างถูกวิธี อีกทั้งยังเป็นกระบวนการสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่ง่ายและใช้เวลาน้อยที่สุด ดังคำกล่าวที่ว่า "หนังสือสร้างคน คนสร้างชาติ" ในประเทศที่พัฒนาแล้วจะมีการส่งเสริมให้เยาวชนและประชาชนทุกวัยมีนิสัยรักการอ่าน ฉะนั้น ค่าเฉลี่ยการอ่านหนังสือของคนในประเทศที่พัฒนาแล้วจึงสูงมาก

               ดังที่ นภาพร พานิชชาติ ให้ทรรศนะว่า การอ่านหนังสือนับเป็นสิ่งสำคัญมาก ในยุคที่แต่ละประเทศต้องการความรู้เพื่อแข่งขันด้านการพัฒนา เพื่อให้ก้าวทันกระแสของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป กล่าวกันว่าการแข่งขันในทศวรรษหน้า ไม่ได้แข่งขันกันที่ใครสามารถผลิตสินค้าได้มากกว่าและด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า แต่จะแข่งขันกันที่ใครสามารถพัฒนาแหล่งการเรียนรู้ให้เป็นสินค้าได้ ซึ่งก็คือการนำความรู้และทักษะมาเป็นแหล่งศูนย์รวมการพัฒนาและการลงทุน หรือ Knowledge Economy นั่นเอง (นภาพร พานิชชาติ. 2549 : 9)

ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ รวบรวมไว้ในบทความ “คนดังระดับโลกเริ่มจากเป็นนักอ่าน” เพื่อสนับสนุนในประเด็นนี้ อาทิเช่นนักอ่าน...นักคิด นักประดิษฐ์ ผู้ค้นพบสิ่งใหม่ โทมัส แอลวา    เอดิสัน นักประดิษฐ์ชื่อก้องโลก เจ้าของผลงานกว่า 5,000 ชิ้น ตลอดชีวิตเขาเข้าโรงเรียนเพียง 3 เดือนเท่านั้น แต่ทว่าเอดิสันกลับมีนิสัยรักการอ่าน เขาอ่านหนังสือทุกเล่มที่ชอบ และพยายามหาหนังสือมาอ่านมากที่สุดเท่าที่หาได้ ผลึกทางความคิดที่ได้จากความรู้ในหนังสือเหล่านั้น ทำให้เขาคิดค้นและประดิษฐ์นวัตกรรมขึ้นมากมาย ส่วนในยุคหลังนักอ่านนักคิดชื่อดังอย่าง บิล เกตส์ เจ้าของธุรกิจยักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง “Microsoft” ก็มีลักษณะใกล้เคียงกัน บิดามารดาของเขามีส่วนในการส่งเสริมให้รักการอ่านและรู้จักใช้ความคิด โดยการให้ลูกมีส่วนร่วมในการสนทนา ตั้งแต่เรื่องที่เกี่ยวกับหนังสือที่ลูกอ่าน จนถึงเรื่องการเมือง

กล่าวถึงนักอ่าน...ยอดผู้นำการเมืองในอดีต พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช จอมกษัตริย์แห่งราชอาณาจักรเปอร์เซีย ที่รู้จักในนาม “Alexander The Great” พระองค์ไม่ได้โดดเด่นเพียงแค่การรบพุ่งเท่านั้น แต่ความเป็นคนรักและหลงใหลการอ่านของพระองค์เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ผู้คนสมัยนั้นรู้ดีจนมีผู้เปรียบว่า “พระองค์ทรงรักหนังสือราวกับเป็ดรักน้ำ” เนื่องจากพระองค์เป็นผู้หนึ่งที่สนใจวิชาการและหมั่นศึกษา นอกจากนี้ยังมีนักปกครองอย่าง อับราฮัม ลินคอล์น อดีตประธานาธิบดีประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ใช้ความรอบรู้กอบกู้วิกฤตชาติ แต่ก่อนที่เขาจะมีความรู้ เขาเพียรพยายามอ่านหนังสือมากมายหลายแขนง แม้ในวัยเยาว์ทางบ้านมีฐานะยากจน แต่เขาได้ใช้เวลาช่วงกลางวันช่วยบิดามารดาทำงาน ส่วนเวลากลางคืนจุดเทียนไขเพื่ออ่านหนังสือ ทุกครั้งที่มีโอกาสในการอ่านลินคอร์นจะอ่านอย่างจริงจังเสมอ(เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์. 2549 : 380)

               จากข้อมูลทางประวัติศาสตร์ดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าต่างประเทศที่พัฒนาแล้ว มักมีบุคคลที่เป็นต้นแบบของการเป็นนักอ่านที่ดี ที่สามารถนำผลึกทางความคิดจากการอ่านมาประยุกต์ใช้ กระทั่งบังเกิดผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยมในชีวิตและประเทศชาติของตน

                รายงานจากสำนักสถิติแห่งชาติพบว่า การอ่านหนังสือของเด็กไทยจากเดิม  52  นาทีต่อวัน เหลือเพียง  39  นาที  เนื่องจากเด็กและยาวชานส่วนใหญ่ใช้เวลาไปกับการเล่นคอมพิวเตอร์และดูโทรทัศน์มากขึ้น

                คณะรัฐมนตรีมีมติให้ปี 2552 – 2561 เป็นทศวรรษแห่งการอ่าน  เพื่อการพัฒนาความสามารถด้านการอ่าน และรู้หนังสือภายในปี 2555 โดยกำหนดเป้าหมายในการดำเนินการให้คนไทยอายุ  15 ปีขึ้นไป  สามารถอ่านออกเขียนได้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ  95  รวมถึงให้ค่าเฉลี่ยการอ่านหนังสือของ       คนไทยเพิ่มขึ้นจากปีละ  5  เล่ม เป็น  10  เล่ม ขณะเดียวกัน ให้เพิ่มแหล่งการอ่านครอบคลุมทุกพื้นที่อย่างทั่วถึง และสร้างภาคีเครือข่ายเพื่อปลูกฝังการอ่านและการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างยั่งยืนทุกรูปแบบ(ไทยรัฐ. 2552 : 15)

                เมื่อทักษะการฟัง  การพูด  การอ่านและการเขียนล้วนเป็นสิ่งที่สอดคล้องไปพร้อมๆ กัน  โรงเรียนต้องให้การส่งเสริม และทำให้เกิดเป็นรูปธรรม  เพราะนักเรียนเป็นอนาคตของชาติที่ครูต้องปลูกฝังพฤติกรรมรักการอ่านให้บังเกิดผลเป็นนิสัยที่ติดตัวนักเรียนอย่างยั่งยืน

                โรงเรียนบ้านใหม่ราษฎร์ดำรง  เป็นหนึ่งในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาซึ่งผู้วิจัยสังเกตพบว่านักเรียนมักไม่ชอบเข้าห้องสมุดเพื่ออ่านหนังสือ หรืออ่านหนังสือในที่ต่างๆ ทั้งๆ ที่จะสอบและส่วนมากมักอ่านหนังสือไม่คล่อง  เมื่อถูกให้ออกไปอ่านข่าวหน้าเสาธง หรือให้ทำกิจกรรมเกี่ยวกับการอ่าน  ทำให้ผู้วิจัยสนใจที่จะศึกษา เรื่อง ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการอ่านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิจิตร  เขต 2  จังหวัดพิจิตร ซึ่งนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 นี้เป็นเด็กที่กำลังพ้นเกณฑ์ภาคบังคับ  หาก        ไม่เรียนต่อก็ต้องออกไปช่วยพัฒนาท้องถิ่น  หากไม่มีพฤติกรรมรักการอ่านอาจทำให้ลืม และอ่านไม่ได้  และถ้าศึกษาต่อในระดับสูงขึ้นไป  ก็ต้องไปเผชิญกับนักเรียนต่างสถาบันซึ่งอาจต้องมีการแข่งขันด้านการเรียน  ซึ่งถ้าหากยังอ่านไม่คล่องอาจทำให้เกิดปัญหาการเรียนไม่ทันเพื่อน  ทำให้ท้อแท้ไม่อยากเรียนและเป็นเหตุให้ออกกลางคันได้   ส่งผลให้เกิดปัญหาต่อสังคมและประเทศชาติต่อไปได้

 

วัตถุประสงค์

  1. เพื่อศึกษานิสัยรักการอ่านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนขยายโอกาส         ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิจิตร เขต 2  จังหวัดพิจิตร
  2. เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อนิสัยรักการอ่านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนขยายโอกาส  ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิจิตร เขต 2  จังหวัดพิจิตร
  3. เพื่อสร้างสมการพยากรณ์เพื่อทำนายนิสัยรักการอ่านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนขยายโอกาส  ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิจิตร เขต 2  จังหวัดพิจิตร ด้วยตัวแปรปัจจัยที่ส่งผลต่อนิสัยรักการอ่าน

 

ขอบเขตของปัญหา

                ขอบเขตด้านประชากรและกลุ่มตัวอย่าง      

                 ประชากร

                ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนขยายโอกาสในอำเภอทับคล้อ  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิจิตร เขต 2 โรงเรียนขยายโอกาส  ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิจิตร เขต 2  จังหวัดพิจิตร จำนวน  1,060  คน

                กลุ่มตัวอย่าง

                กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนขยายโอกาสในอำเภอทับคล้อ  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิจิตร เขต 2 โรงเรียนขยายโอกาส  ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิจิตร เขต 2  จังหวัดพิจิตร  จำนวน  282  คน ได้มาจากการใช้ตารางสำเร็จรูปของ Krejcie and Morgan(สุรศักดิ์  อมรรัตนศักดิ์. 2544 : 129)

                ขอบเขตด้านตัวแปร

                ตัวแปรต้น  ได้แก่ 

  1. ปัจจัยด้านชีวสังคม
  2. ปัจจัยด้านครอบครัว
  3. ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม

                ตัวแปรตาม  ได้แก่ 

นิสัยรักการอ่านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนขยายโอกาส  ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิจิตร เขต 2  จังหวัดพิจิตร

 

นิยามศัพท์เฉพาะ

                ปัจจัยที่ส่งผลต่อนิสัยรักการอ่าน  หมายถึง  ปัจจัยด้านชีวสังคม  ด้านครอบครัว  และด้านสภาพแวดล้อม ที่ส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียน

                ปัจจัยด้านชีวสังคม  หมายถึง ลักษณะตัวของนักเรียน ได้แก่ เพศ อายุ ระดับคะแนน และที่ตั้งของโรงเรียน

                ปัจจัยด้านครอบครัว หมายถึง  ผู้ปกครอง  อาชีพของผู้ปกครอง  รายได้ของผู้ปกครอง และการส่งเสริมด้านการอ่านจากผู้ปกครอง

                ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม หมายถึง การส่งเสริมการอ่านจากเพื่อน  การส่งเสริมการอ่านจากครูและโรงเรียน

                นิสัยรักการอ่าน  หมายถึง  การอ่านหนังสือได้ครั้งละนานๆ โดยไม่รู้สึกเบื่อ  เมื่อมีเวลาว่าง มักจะใช้เวลาอ่านหนังสือ  มีเงินเหลือนักเรียนจะเก็บเงินไว้ซื้อหนังสือ  ชอบอ่านหนังสือทุกที่แล้วแต่สะดวก  แม้ในวันหยุดก็ชอบไปตามร้านหนังสือ มักยืมหนังสือจากห้องสมุดไปอ่านที่บ้านประจำ  อ่านหนังสือล่วงหน้ามาก่อนเรียนเรื่องนั้นๆ รวมทั้งชอบสะสมหนังสือ และมีความสุขกับการอ่าน

 

สมมุติฐานการวิจัย

  1. ปัจจัยทั้ง  3  ด้าน คือปัจจัยด้านชีวสังคม  ปัจจัยด้านครอบครัว  ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการอ่านของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนขยายโอกาส  ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิจิตร เขต 2  จังหวัดพิจิตร
  2. ปัจจัยที่ส่งผลต่อนิสัยรักการอ่านสามารถพยากรณ์นิสัยรักการอ่านได้

 

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

  1. ทำให้ทราบปัจจัยที่ส่งผลต่อนิสัยรักการอ่านการอ่านของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนขยายโอกาส  ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิจิตร เขต 2  จังหวัดพิจิตร
  2. เพื่อใช้ประโยชน์จากการพยากรณ์ในการพิจารณานิสัยรักการอ่านของนักเรียนชั้น

มัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนขยายโอกาส  ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิจิตร 

เขต 2  จังหวัดพิจิตร

บทที่ 2

เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

 

                ในการปัจจัยที่ส่งผลต่อนิสัยรักการอ่านของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนขยายโอกาส  ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิจิตร เขต 2  จังหวัดพิจิตร มีเอกสารและรายงานการวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

                ตอนที่ 1  การอ่านและการส่งเสริมการอ่าน

  1. ความหมายของการอ่าน
  2. ความสำคัญของการอ่าน
  3. ประโยชน์ของการอ่าน

4.    องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อการอ่าน

  1. นิสัยรักการอ่าน

ตอนที่ 2  งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

 

 

1.  ความหมายของการอ่าน

                การอ่านเป็นพฤติกรรมการรับสารที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการฟัง ปัจจุบันมีผู้รู้นักวิชาการและนักเขียนนำเสนอความรู้ ข้อมูล ข่าวสารและงานสร้างสรรค์ ตีพิมพ์ ในหนังสือและสิ่งพิมพ์อื่น ๆ มาก นอกจากนี้แล้วข่าวสารสำคัญ ๆ หลังจากนำเสนอด้วยการพูด หรืออ่านให้ฟังผ่านสื่อต่าง ๆ ส่วนใหญ่จะตีพิมพ์รักษาไว้เป็นหลักฐานแก่ผู้อ่านในชั้นหลัง ๆความสามารถในการอ่านจึงสำคัญและจำเป็นยิ่งต่อการเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพในสังคมปัจจุบันมีผู้ให้ความหมายของการอ่าน เช่น

                มานิต  มานิตเจริญ (2536 : 1103) ได้ให้ความหมายของการอ่านไว้ว่า เปล่งเสียงว่าตามตัวหนังสือ, ดูหรือเข้าใจความตามที่เขียนหรือพิมพ์ไว้เป็นตัวหนังสือ, สังเกตหรือพิจารณาดูเพื่อให้เข้าใจ

เปลื้อง ณ นคร (2538 :14-15) ให้ความหมายของการอ่านสรุปได้ว่า การอ่าน คือ กระบวนการที่จะเข้าใจความหมายที่ติดอยู่กับตัวอักษรหรือตัวหนังสือ ผู้อ่านที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับ เรื่องที่อ่านจะเข้าใจความหมายของเรื่องได้ชัดเจน

กาญจนา ศรีภัทราวิทย์ (2540 : 9) ได้ให้ความหมายของการอ่านว่า การอ่านเป็น กระบวนการโต้ตอบระหว่างผู้เขียนและผู้อ่าน ซึ่งผู้อ่านต้องอาศัยทักษะหลายประการ ในการถอด ความหมายจากสัญลักษณ์ ต้องอาศัยความรู้ ความสามารถและประสบการณ์เดิมของผู้อ่านเพื่อความ เข้าใจในสิ่งที่

ผู้เขียนต้องการจะถ่ายทอดเจตนารมณ์

วัฒนะ บุญจับ (2541 : 100) ให้ความหมายของการอ่านว่า การอ่าน คือ การรับรู้ ความหมายจากข้อความหรือถ้อยคำที่ตีพิมพ์หรือจารึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรให้ปรากฏ หรือ ปรากฏในรูปสัญลักษณ์ต่างๆ ที่สามารถแปลความหมายหรือตีความหมายได้

จิราพร สุจริต (2543 : 11) กล่าวว่า การอ่านเป็นกระบวนการทางสติปัญญาที่ผู้อ่านรับรู้ ตัวอักษรหรือสัญลักษณ์ ตลอดจนค้นหาความหมาย ความเข้าใจ แล้วแปลความหมายในสิ่งที่ผู้รับรู้มา นั้นเป็นความคิดซึ่งต้องอาศัยประสบการณ์เดิม และจินตนาการของผู้อ่านเองมาช่วยพิจารณา ความหมายของสิ่งที่อ่านจนเกิดเป็นความเข้าใจในที่สุด การอ่านเป็นการสื่อความเข้าใจระหว่างผู้เขียน และผู้อ่าน  

พูลศรี กิจเฉลา (2544 : 43) กล่าวงว่า การอ่านมิใช่แต่เพียงการออกเสียงตามตัวอักษร อย่างเดียว การอ่านเป็นกระบวนการติดต่อสื่อสารความคิดจากผู้เขียนไปสู่ผู้อ่าน ซึ่งผู้อ่านจะต้องแปล ความหมายของตัวอักษรหรือสัญลักษณ์โดยใช้ประสบการณ์เดิมให้ได้ความหมายชัดเจนสมบูรณ์และ สิ่งสำคัญที่สุดในการอ่าน คือ ผู้อ่านต้องเข้าใจความหมายของสิ่งที่อ่านหรือเข้าใจใกล้เคียงกับความ เข้าใจของผู้เขียน

อำไพ ลัคนาอนุสรณ์ (2545 : 10) ให้ความหมายของการอ่านว่า การอ่าน เป็นกระบวนการ ทางความคิดในการตีความหมายของสิ่งที่อ่านโดยใช้ประสบการณ์เดิมและความสามารถทางภาษาของ ผู้อ่าน

คาร์ (Car. 1983 : 27) ให้ความหมายของการอ่านว่าการอ่านเป็นการตีความเรื่องที่อ่านจาก ประสบการณ์ของผู้อ่าน โดยใช้ความรู้เดิมในการตีความและตัดสินความอย่างมีเหตุผล

มอริส (Morris. 1984 : 14 ) ให้ความหมายของการอ่านว่า การอ่าน คือกระบวนการของการ รับรู้ข้อมูลข่าวสาร ซึ่งผู้อ่านรับรู้ในรูปลักษณะรหัสพิเศษที่ผู้เขียนได้ส่งข่าวสารในรูปของรหัสและ ผู้อ่านแปลรหัสนั้น ตามความรู้และประสบการณ์เดิมของตน อันจะก่อให้เกิดการนำไปสู่เป้าหมายหลัก ของการอ่านที่ว่าผู้อ่านต้องคิดเป็นและเข้าใจความหมายของสิ่งที่อ่าน

                เอดการ์. (1956 : 89)  ให้ความหมายของการอ่านว่า หมายถึง กระบวนการค้นหาความหมายจากสิ่งพิมพ์  เป็นการเพิ่มพูนประสบการณ์ของผู้อ่าน  การอ่านไม่ได้หมายความเฉพาะการมองผ่าน แต่ละประโยค หรือแต่ละย่อหน้าเท่านั้น  แต่ผู้อ่านต้องเข้าใจความคิดเรื่องนั้น ๆ ด้วย

                ซินท์ซ. (1980 : 5)  ให้ความหมายของการอ่านว่า หมายถึง การถอดคำศัพท์ที่เขียนออกมาเป็นคำพูด  การอ่าน คือ ความเข้าใจภาษาของผู้เขียนที่ได้เขียนขึ้นเป็นตัวหนังสือ  เป็นความสามารถที่จะเข้าใจความหมายที่เขียนขึ้นมาแต่ละบรรทัด  ซึ่งผู้อ่านไม่ต้องไปใส่ใจกับรายละเอียด  แต่จะต้องสามารถจับใจความสำคัญของกลุ่มคำซึ่งสื่อความหมาย

                 สรุปได้ว่าการอ่านคือ กระบวนการถ่ายทอดความหมายจากตัวหนังสือ เป็นแนวคิด  ซึ่งผู้อ่านต้องสามารถ รับรู้เรื่องราวที่อ่าน ตลอดจนตีความหมาย จนเกิดเป็นความเข้าใจในสิ่งที่อ่าน และสามารถนำสิ่งที่เข้าใจนั้นมาใช้ประโยชน์ด้าน ต่าง ๆ รวมทั้ง นำมาใช้ในการสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

2. ความสำคัญของการอ่าน

                การอ่าน หมายถึง  การแปลความหมายของตัวอักษรที่อ่านออกมาเป็นความรู้ความคิด  และเกิดความเข้าใจเรื่องราวที่อ่านตรงกับเรื่องราวที่ผู้เขียนเขียน  ผู้อ่านสามารถนำความรู้ ความคิด หรือสาระจากเรื่องราวที่อ่านไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้  การอ่านจึงมีความสำคัญ ดังนี้

(ฐะปะนีย์  นาครทรรพ. 2552 : 55)

1.  การอ่านเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียนจำเป็นต้องอ่านหนังสือเพื่อการศึกษาหาความรู้ด้านต่าง ๆ

2.  การอ่านเป็นเครื่องมือช่วยให้ประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพ  เพราะสามารถนำความรู้ที่ได้จากการอ่านไปพัฒนางานของตนได้

3.  การอ่านเป็นเครื่องมือสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมของคนรุ่นหนึ่งไปสู่รุ่นต่อ ๆ ไป

4.  การอ่านเป็นวิธีการส่งเสริมให้คนมีความคิดอ่านและฉลาดรอบรู้  เพราะประสบการณ์ที่ได้จากการอ่านเมื่อเก็บสะสมเพิ่มพูนนานวันเข้า ก็จะทำให้เกิดความคิด เกิดสติปัญญาเป็นคนฉลาดรอบรู้

5.  การอ่านเป็นกิจกรรมที่ก่อให้เกิดความเพลิดเพลินบันเทิงเริงใจ  เป็นวิธีหนึ่งในการแสวงหาความสุขให้กับตนเองที่ง่ายที่สุด และได้ประโยชน์คุ้มค่าที่สุด

6.  การอ่านเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิต  ทำให้เป็นคนที่สมบูรณ์ทั้งด้านจิตใจ และบุคลิกภาพ  เพราะเมื่ออ่านมากย่อมรู้มาก  สามารถนำความรู้ไปใช้ในการดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข

7.  การอ่านเป็นเครื่องมือในการพัฒนาระบบการเมือง การปกครอง ศาสนา ประวัติศาสตร์และสังคม

8. การอ่านเป็นวิธีการหนึ่งในการพัฒนาระบบการสื่อสารและการใช้เครื่องมือทางอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ

การอ่านมีความสำคัญต่อชีวิตมนุษย์ตั้งแต่เล็กจนโต  การอ่านมีความสำคัญต่อการพัฒนาอาชีพและการศึกษา  การอ่านเป็นหัวใจในการเรียนการสอน  นักเรียนนักศึกษาจะสามารถเล่าเรียนได้เก่งจนประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี  ครูอาจารย์ผู้สอนจำเป็นต้องอ่านเพื่อพัฒนาความรู้ความสามารถในการสอนอยู่ตลอดเวลา(ฉวีวรรณ  คูหาภินันทน์. 2542 : 3-4)

การอ่านเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องฝึกให้มีความชำนาญ  เพื่อจะได้สะสมประสบการณ์ทำให้เกิดความคิดกว้างขวางและเข้าใจในเรื่องที่อ่านได้อย่างรวดเร็ว  ถูกต้อง เช่น นักเรียนอ่านคำว่า “ไฟ” จะทำให้นึกถึงคำว่า “ไฟฟ้า” “ไฟฟ้าในเตา” “ไฟไหม้ป่า” และ “ไฟฉาย” เป็นต้น

                การอ่านอยู่เป็นประจำจะช่วยลับสมองและความคิดให้เฉียบแหลมเพราะ “การอ่านเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยพัฒนาความคิด  ส่งเสริมให้เด็กผู้เรียนผู้จักใช้กระบวนการความคิด (thinking process)  อันจะนำไปใช้ในการฟัง พูด อ่านเขียนหลักภาษาได้ดี” (บันลือ  พฤกษวัน 2532 : 7)

                ปัจจุบันเป็นโลกของข่าวสารข้อมูล  มีหนังสือและสื่อต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย  รวมทั้งสื่ออิเล็กทรอนิกส์  ความรู้ใหม่ๆ  แนวความคิดและเทคโนโลยีใหม่ๆ  ที่จะต้องติดตามให้ทันต่อเหตุการณ์  ดังนั้นการอ่านจึงมีความจำเป็นเพิ่มมากขึ้น  และจะต้องพัฒนาการอ่านได้รวดเร็ว  รู้จักเลือกที่จะอ่าน  เข้าใจในสัญลักษณ์ของสื่อต่างๆ  ได้เป็นอย่างดี  จะทำให้มนุษย์สามารถปรับตัวให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น  มีความรู้ความสามารถที่จะเอาชนะธรรมชาติและโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ  ที่มีโรคใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ  มนุษย์จำเป็นต้องศึกษาค้นคว้าวิจัยอยู่ลอดเวลา  การอ่านจะทำให้เป็นคนทันสมัยทันต่อเหตุการณ์ รู้จักรักษาสิทธิของตน รักษาสุขภาพ  ปรับปรุงคุณภาพชีวิต  มีมนุษยสัมพันธ์ และคุณธรรม  กระทำตนให้เป็นพลเมืองดีของประเทศ

                ในขณะเดียวกันคนที่อ่านหนังสือไม่ได้ หรือไม่อ่านจะมีความลำบากมากในการดำรงชีวิตอยู่ในโลกนี้อย่างมีความสุข  จึงถูกเอารัดเอาเปรียบต่างๆ นานา  ถูกลิดรอนสิทธิต่างๆ ได้รับการดูถูกเหยียดหยาม และถูกหลอกลวงได้ง่าย  โดยเฉพาะการหลอกลวงเนื่องจากไม่ค่อยจะได้อ่านข่าวที่มีการหลอกลวงจากกลุ่มมิจฉาชีพต่างๆ  ในรูปแบบหลายรูปแบบที่จะต้องศึกษาไว้เพื่อจะได้ระมัดระวังตัว และป้องกันตัวเองได้ด้วยไหวพริบของตนเอง

                การอ่านเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคน  คนที่อ่านหนังสือไม่ออกนับว่าเป็นคนด้อยโอกาส   อย่างยิ่ง  การอ่านมีความสำคัญมากในชีวิตประจำวัน  ไม่ว่าจะเป็นการอ่านป้ายโฆษณา  ฉลากยา  หนังสือพิมพ์ แผนที่ พจนานุกรม ป้ายชื่อถนนหนทาง ตำรา นโยบาย ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องอ่านในชีวิตประจำวัน  การอ่านมีความสำคัญและจำเป็นต่อคนทุกอาชีพทุกเพศทุกวัย  การอ่านช่วยให้คนเรารอบรู้ ฉลาด ทันโลก ทันต่อเหตุการณ์และเป็นกุญแจไขไปสู่ความสำเร็จ

ในประเทศที่มีความก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจ  ถ้าประชาชนอ่านน้อยหรือ     ไม่สามารถอ่านออกเขียนได้  จะทำให้ประสบความยากลำบากในการหางานทำ  พวกเขาเหล่านั้นจะได้รับเงินเดือน  หรือค่าตอบแทนในการทำงานต่ำ  หรือต้องทำงานรับใช้ซึ่งมองเห็นหนทางก้าวหน้าน้อยมากหรือแทบไม่มีเลย  จึงต้องทนอยู่ในสภาวะของการจ้างงานดังกล่าว  ไม่สามารถที่จะเลื่อนตำแหน่งสูงๆ  ขึ้นมาได้  ในสังคมทุกวันนี้นับวันจะเพิ่มความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่  ดังนั้นการไม่อ่านหรืออ่านไม่ออกจะทำให้ไม่สามารถพัฒนาตนเองได้  ทำงานกับเทคโนโลยีใหม่ๆ  ได้

สรุปได้ว่าการจะพัฒนาประเทศชาติให้เจริญรุ่งเรืองนั้นจะต้องอาศัยประชาชนที่มีความรู้  ความรู้ต่างๆ  ซึ่งก็ได้มาจากการอ่านนั่นเอง 

 

3. ประโยชน์ของการอ่าน

                ประโยชน์ของการอ่าน(ฐะปะนีย์  นาครทรรพ. 2552 : 56-57) กล่าวไว้ดังนี้

  1. ทำให้มีความรู้ในวิชาการด้านต่างๆ

อาจเป็นความรู้ทั่วไป หรือความรู้เฉพาะด้านก็ได้ เช่น การอ่านตำราแขนงต่าง ๆ  หนังสือคู่มือ 

หนังสืออ่านประกอบในแขนงวิชาต่างๆ เป็นต้น

  1. ทำให้รอบรู้ทันโลก ทันเหตุการณ์

การอ่านหนังสือพิมพ์  การอ่านจากสื่อสารสนเทศต่างๆ การอ่านสื่อเหล่านี้  นอกจากจะทำให้

รู้ทันข่าวสารบ้านเมืองและสภาพการณ์ต่างๆ ในสังคมทั้งภายในและภายนอกประเทศแล้ว  ยังจะได้ทราบข่าวกีฬา ข่าวบันเทิง บทความวิจารณ์ ตลอดจนการโฆษณาสินค้าต่างๆ อีกด้วย  ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปรับความเป็นอยู่ให้เหมาะสมสอดคล้องกับสภาพสังคมของตนในขณะนั้น

  1. ทำให้ค้นหาคำตอบที่ต้องการได้

การอ่านหนังสือจะช่วยตอบคำถามที่เราข้องใจ สงสัย ต้องการรู้ เช่น อ่านพจนานุกรมเพื่อหา

ความหมายของคำ  อ่านหนังสือกฎหมายเมื่อต้องการรู้ข้อปฏิบัติ  อ่านหนังสือคู่มือแนะวิธีเรียนเพื่อต้องการประสบความสำเร็จในการเรียน เป็นต้น

  1. ทำให้เกิดความเพลิดเพลิน

การอ่านหนังสือที่มีเนื้อหาดี น่าอ่าน น่าสนใจ ย่อมทำให้ผู้อ่านมีความสุข ความเพลิดเพลิน

เกิดอารมณ์คล้อยตามอารมณ์ของเรื่องนั้นๆ  ผ่อนคลายความตึงเครียด ได้ข้อคิด และยังเป็นการยกระดับจิตใจผู้อ่านให้สูงขึ้นได้อีกด้วย

  1. ทำให้เกิดทักษะและพัฒนาการในการอ่าน

ผู้ที่อ่านหนังสือสม่ำเสมอย่อมเกิดความชำนาญในการอ่าน  สามารถอ่านได้เร็ว เข้าใจเรื่องราว

ที่อ่านได้ง่าย  จับใจความได้ถูกต้อง  เข้าใจประเด็นสำคัญของเรื่อง และสามารถประเมินคุณค่าเรื่องที่อ่านได้อย่างสมเหตุสมผล

  1. ทำให้ชีวิตมีพัฒนาการเป็นชีวิตที่สมบูรณ์

ผู้อ่านมากย่อมรู้เรื่องราวต่างๆ มาก  เกิดความรู้ความคิดที่หลากหลายกว้างไกล  สามารถ

นำมาเป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติตนให้ชีวิตมีคุณค่า และมีระเบียบแบบแผนที่ดียิ่งขึ้น

  1. ทำให้เป็นผู้มีมนุษยสัมพันธ์ดีและเสริมสร้างบุคลิกภาพ

ผู้อ่านมากย่อมรู้มาก มีข้อมูลต่างๆ สั่งสมไว้มาก เมื่อสนทนากับผู้อื่นย่อมมีความมั่นใจไม่ 

ขัดเขินเพราะมีภูมิรู้  สามารถถ่ายทอดความรู้ ให้คำแนะนำแก่ผู้อื่นในทางที่ก่อให้เกิดประโยชน์ได้     ผู้รอบรู้จึงมักได้รับการยอมรั