Mare liberum หมายความว่า เสรีภาพในท้องทะล โดยในค.ศ. ๑๖๐๙ Hugo Grotius นักกฎหมายระหว่างประเทศคนสำคัญชาวเนเธอเเลนด์ได้เผยแพร่ข้องข้อเขียนคือ"Mare liberum"เขียนยืนยันหลักเสรีภาพในท้องทะเลว่าเป็นมรดกร่วมกันของมนุษยชาติ(common heritage of mankind หรือ Res communis) ผู้ใดจะอ้างสิทธิเหนือท้องทะเลไม่ได้ 

     Res communis หมายถึง สมบัติส่วส่วนรวมของมนุษยชาติ ถือว่าทรัพย์สินเช่นนั้นผู้ใดจะยืดถือครอบครองไม่ได้ แต่จะเป็นสาธารณสมบัติที่ใช้ร่วมกันของมนุษยชาติ

     Res nullius หมายถึง สมบัติไม่มีเจ้าของ ถือว่าทรัพย์สินเช่นนั้นไม่มีเจ้าของ ผู้ใดครอบครองจับจอง(Occupation)  ผู้นั้นเป็นเจ้าของ หรืออีกนัยหนึ่ง คือผู้ใดได้ก่อนผู้นั้นได้กรรมสิทธิ์(the first taker)

     อันเนื่องมาจากตั้งแต่ปลายยุคกลางนั้นรัฐต่างๆ ที่มีศักยภาพทางทะเลต่างอ้างสิทธิเหนือท้องทะเล ตลอดจนขยายอำนาจอธิปไตยของรัฐตนให้ครอบคลุมทะเลมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ไม่ว่าจะเป็น อังกฤษ โปตุเกส ฝรั่งเศส เป็นต้น จึงได้มีความพยายามรื้อฟื้นหลักกฎหมายโรมันขึ้นมาเพื่อมาประสานประโยชน์ระหว่างประเทศ คือหลักที่ว่าทะเลเป็นสาธารณสมบัติของมวลมนุษยชาติ ตามหลัก res communis ซึ่งทำให้ทุกชาติได้รับเสรีภาพในท้องทะเลตามหลัก mare liberum ได้รับความเห็นชอบจากรัฐนาวี แต่ประเทศที่เป็นรัฐชายฝั่งกลับยึดถือหลัก res nullius ที่ทำให้ทะเลเป็นทรัพย์ที่จะจับจองเป็นเจ้าของได้และรัฐชายฝั่งย่อมอ้างอธิปไตยเหนือท้องทะเลได้ตามหลัก Mare clausum ซึ่งเป็นแนวคิดมาจากหนังสือ Mare clausumของจอห์น เซลดอน(John Selden) ที่แต่งขึ้นในค.ศ. ๑๖๓๕ สมัยพระเจ้าชาลส์ที่ ๑ อ้างหลักว่า ทะเลย่อมเป็นทรัพย์ที่มวลมนุษย์ยึดถือครอบครองได้ ดังนั้น แนวความคิดที่แตกแยกเนื่องมาจากผลประโยชน์ขัดกันของรัฐชายฝั่งและรัฐนาวีเสมือนไม่มีทางทำให้ยุติลงได้นอกจากจะประนอมผลประโยชน์ของรัฐชายฝั่งและรัฐนาวีเข้าด้วยกัน

     หลักกฎหมายละตินทั้งสามคำนี้เอง นำไปสู่การพัฒนาและร่วมกันประสานประโยชน์ทางทะเลร่วมกันในเรื่องกฎหมายทะเล และในที่สุด การประชุมยกร่างกฎหมายทะเลครั้งที่ ๓ (The Third United Nations Conference on the Law of the Sea 1983 หรือ UNCLOS III) แม้จะมีปัญหาข้อขัดแย้งตามมาจากการกำหนดอาณาเขตทางทะเลและการใช้สิทธิอธิปไตยของรัฐชายฝั่งและรัฐที่ไม่มีชายฝั่งในเวลาต่อมา

หนังสืออ้างอิง

นพพร โพธิรังสิยากร.กฎหมายทะเลตอนที่ ๑.นิตยสารกระทรวงยุติธรรมดุลพาหเล่มที่ ๑ ปีที่ ๓๕ มกราคมถึงกุมภาพันธ์ ๒๕๓๒,หน้า ๓๔-๔๑