คำถามนี้โดนใจผมมากครับ...นี่เป็นคำถามที่ผู้สนใจ AI ท่านหนึ่งถามผม..ผมเลยถามต่อ..."คนที่บลัฟคุณนี่ เป็นผู้ชายใช่ไหม"..เขาตอบทันทีว่า "ใช่.."
หลังจากรอเขาหายทำหน้าแปลกใจ..ผมก็เลยเล่าต่อครับ..."..เรื่องนี้ไม่ใช่นิสัยเพื่อนร่วมงานของคุณนะ..เป็นธรรมชาติของผู้ชาย"..."ผู้ชายเกิดมาเพื่อเป็นหัวหน้าเผ่า"..."ไม่มีใครยอมใคร".."ต่างคนต่างรบราเพื่อเป็นหัวหน้าเผ่า"...
.....
นี่เป็นเรื่องธรรมชาติครับ..ในหนังสือสองเล่มนี้บอกไว้ครับ..ผู้ชายมีฮอร์โมนชื่อ Dopamine ถ้าได้แข่งได้บลัฟฟ์ ไอ้ฮอร์โมนตัวนี้จะพุ่งปรี๊ด...จะทำให้เขามีความสุข...สะใจได้บลัฟฟ์..ได้เอาชนะคนอื่น...ไม่ได้มีเหตุผลอะไรมากครับ...


.....
ผู้ชายจะต่างจากผู้หญิงครับ...ถ้ามีใครไปแนะนำ ไปสอนไปให้ความช่วยเหลือ...โดยไม่ได้ขอ..นี่ เท่ากับคุณกำลังฆ่าเขาทีเดียว เพราะเจ้าฮอร์โมนนี่จะลดลง...
ตรงข้ามกับผู้หญิงครับ...ถ้าผู้หญิงถาม เธอจะรู้สึกว่าเธอฉลาดขึ้น...
....ต่างจากผู้ชายสุดขั้ว...
....
ผู้ชายจะถาม จะขอความช่วยเหลือ..จากคนที่เขารู้ว่าเป้น "ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น"...ครับ..
ต้องใช้เวลา แลกเปลี่ยนเรียนรู้สักพัก..ถึงจะหายบลัฟฟ์ครับ...
....
การประยุกต์ใช้กับ OD/AI/KM ครับ...
1. รู้เท่าทันครับ...แม่้กระทั่งหนังสือบริหารใหม่ก็ยังค้นพบว่า ผู้หญิง ผู้ชายไม่เหมือนกัน มีผลต่อการตลาด การจัดการ และถ้ารู้จัก "ธรรมชาติ" นี้ชัดเจนพอ สามารถสร้างตลาดใหม่ได้ทันทีครับ



2. บ่มเพาะความเชี่ยวชาญใน "สิ่งที่คุณทำอยู่" ของคุณ พร้อมจะตอบคำถาม และให้ความช่วยเหลือสุภาพบุรุษ หัวหน้าเผ่าทั้งหลายอย่างเยือกเย็น (เมื่อได้รับการร้อขอเท่านั้น)
3. บอกให้เขาทราบผ่านเครือข่าย ผ่าน Bulleting Board, Blog ว่าคุณมีอะไรใหม่...เมื่อเขาต้องการ จะเข้ามาหาคุณเอง...ผู้ชายอยากเก่ง..ด้วยตนเอง..อยู่แล้ว...
4. ถ้าคุณเป็นผู้หญิง..คุณกำลังได้ Hero กลุ่มใหญ่ครับ...ขอเพียงเชื่อมั่น...แล้ว "ขอความช่วยเหลือเขา.." รับรองสุภาพบุรุษเหล่านี้จะช่วยเหลือคุณอย่างเอาเป็นเอาตายครับ..
5. ถ้าคุณเป็นผู้ชาย...ลองทำแบบ เล่าปี่.ให้ความเคารพเขา (บรรดาหัวหน้าเผ่า)..มากๆ...คุณจะได้นายพลชั้นยอดครับ..

6. สุดๆของเรื่องนี้คือ..การฟังครับ...ฝึกฟัง..แล้วคุณจะเห็น จะเข้าใจ และดึงพลัง "คนออกมาได้เอง แนะนำหนังสือ และหลักสูตรอบรมของโรงเรียนพ่อแม่ลูกครับ..
และแนะนำตามงานของท่านอาจารย์ Small Man ใน gotoknow ครับ...

........
คุณล่ะคิดอย่างไร
อ.ครับ บันทึกนี้ อ่านแล้ว ทำให้นึกถึงบรรยากาศในที่ประชุมครับ ขอยกมาเรื่องเดีนว คือ เรื่องของ "การถาม" ระหว่างผู้ชาย และ ผู้หญิง ถาม ในที่ประชุม
ผู้ชาย มักจะถามเพื่อแสดง "ความเก่ง" ของตัวเองครับ ประมาณว่าคำถามของตัวเองนั้น เป็นคำถามที่แสดงความเก่งที่สุดในที่ประชุมแล้ว ประมาณว่า "เก่ง" กว่าประธานในที่ประชุมอีก
ทีนี้ บางกรณี ผู้ชาย สมมติว่าชื่อ นาย ก. ถามไป กลับมีนาย ข. ซึ่งเป็นสมาชิกในที่ประชุมด้วยกัน ขึ้นมาตอบคำถามแทน กรณีนี้ ทำให้นาย ก. โมโห นาย ข ครับ ประมาณว่าผมไม่ได้ถามคุณ ผมถามประธาน กรณีนี้ นาย ข ก็ทนไม่ได้ครับ ที่นาย ก จะเหนือกว่า เลยต้องบลัฟ กลับ ด้วยการตอบคำถามให้เสียเลย ให้รู้เสียบ้าง ไผเป็นไผ
ผู้หญิงถามในที่ประชุม มักจะถามเพื่อต้องการความช่วยเหลือจริงๆ ไม่ใช่ถามเพื่อต้องการความโดดเด่น
เรื่องผู้ชายบลัฟกันนี่ มีทุกวง ทุกสภานที่ ทุกโอกาส เพื่อแสดงความ "เหนือกว่า" ดังนั้น ในวงของผู้ชาย จึงมักจะมีแต่ "คนพูด" ครับ แต่ไม่ค่อยมีคนฟัง
ผมว่าบรรดา คุณผู้ชายทั้งหลายแหล่ จับมานั่ง Dailogue กันบ่อยๆ ก็จะค่อยๆลดการบลัฟกัน เพื่อให้หันหน้ามาคุยกันอย่างสร้างสรรค์ได้มากขึ้นครับ
ขอบคุณบันทึกดีๆครับอาจารย์ ได้เสริมการทำงานของผมเป็นอย่างดี
เพราะว่า มันสนุกครับ เลย บลัฟกัน
สวัสดีค่ะ
มาขอเรียนรู้ธรรมชาติผู้ชายด้วยค่ะ
ขอบคุณค่ะ
ได้ความรู้ที่นำไปใช้ประโยชน์ได้มากเลย ขอบคุณมากครับ
กำลังสงสัยว่า Cuture ของกลุ่ม หรือขององค์กรมีผลหรือไม่ เพราะเท่าที่สังเกตดูในสังคมที่ตัวเองทำงานอยู่ ไม่ได้เป็นอย่างที่อาจารย์ว่ามาซักเท่าไหร่ ถึงแม้จะมีผู้ชายที่ชอบถามแบบแสดงความรู้ต่อหน้าคนอื่นอยู่บ้าง แต่คนในองค์กร (ประเมินจากตัวเองและคนอื่นๆ ในที่ประชุมหรือในวงสนทนา) ก็ไม่ได้ perceive ว่าผู้ชายคนนั้นกำลังบลัฟ พอเริ่มจากต้นทางความคิดที่ positive ว่าเขาถามเพราะต้องการคำตอบ ต้องการแสดงความเห็น (ที่อาจแตกต่าง หรือเป็นโอกาสแสดงความเก่งกาจของเขาอยู่บ้าง) คนถูกถามและคนอื่นๆ ก็จะตอบแบบเน้นประโยชน์ของเขา ของเรา และของกลุ่มเป็นหลัก ในทางตรงข้ามผู้หญิงที่ชอบถามคำถามเพื่ออยากจะขอโอกาสแสดงภูมิก็มีให้เห็นอยู่เยอะ และดูจะมากกว่าผู้ชายซะอีก
จริงอยู่ว่าผู้หญิงกับผู้ชายต่างกัน การเรียนรู้ความแตกต่างน่าจะทำไปเพื่อประโยชน์แห่งการปรับตัวให้อยู่ร่วมกันได้ในทุกโอกาส ไม่ใช่เพื่อ discriminate และไม่ควรอย่างยิ่งที่จะใช้เป็นคำอธิบาย (หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่าแก้ตัว) สำหรับการกระทำที่มันไม่ได้เรื่อง ไม่อย่างนั้น เอะอะอะไรก็จะอ้างว่า "ก็ผมเป็นผู้ชาย ผมก็เลยต้อง....." หรือ "ก็ชั้นเป็นผู้หญิงน่ะ ชั้นก็เลย......" ทุกคนในโลกโปรดเข้าใจฉันหน่อย...อะไรทำนองนี้แหละ