จังหวัดน่าน
รู้จักจังหวัดน่าน

 น่าน เปรียบดั่งดินแดนมหัศจรรย์ที่รวบรวมสิ่งที่น่าสนใจหลายต่อหลายอย่างเข้าไปอยู่ในจังหวัดเดียว เรื่องราวหลากหลายนับแต่ครั้ง
โบราณกาลที่ย้อนไปจนถึงยุคก่อนประวัติศาสตร์จวบจนปัจจุบันล้วนแต่มีความเป็นมาที่น่าสนใจศึกษาเป็นอย่างยิ่งทั้งทางด้านประวัติศาสตร์และทางธรรมชาติอันงดงามและสมบูรณ์ ศิลปวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีอันงดงามยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น รวมไปถึงงานหัตถกรรมพื้นบ้านที่ประณีตบรรจง สมเป็นดินแดนที่ควรค่าและคุ้มค่าแก่การไปเยือนเป็นอย่างยิ่ง
 ด้วยพื้นที่ ๑๑,๔๗๒.๐๗๖ ตร.กม. หรือประมาณ ๗.๑๗ ล้านไร่ นับว่าใหญ่กว้างขวางมากทีเดียว ตามสภาพที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของน่านนั้นเป็นเมืองชายแดน ซุกซ่อนตัวอยู่ด้านตะวันออกสุดของดินแดนล้านนาถูกโอบล้อมด้วยเทือกเขาโดยส่วนที่เป็นภูเขาประมาณร้อยละ ๘๐ ของพื้นที่ทั้งหมด แบ่งออกเป็นด้านตะวันออกและด้านตะวันตกวางตัวทอดยาวขนานกันจากเหนือลงใต้ซึ่งทางทิศตะวันออกมีเทือกเขาหลวงพระบางกั้นระหว่างเมืองน่านกับเมืองหลวงพระบางตลอดแนวชายแดนน่าน-ลาว จากทิศเหนือและทิศตะวันออก มีความยาวถึง ๒๗๗ กิโลเมตร ส่วนทางด้านทิศตะวันตกมีเทือกเขาผีปันน้ำเป็นแนวกั้นแดนระหว่างจังหวัดพะเยา จังหวัดแพร่ กับจังหวัดน่าน มียอดดอยสำคัญหลายแห่งด้วยกันเช่น ดอยวาว ดอยผาชาง ดอยผาจิ ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำของแม่น้ำยม และแม่น้ำน่าน
เมืองน่านนับเป็นเมืองที่สำคัญเมืองหนึ่งในดินแดนภาคเหนือตอนบนมานับแต่อดีตกาล ดังปรากฏร่องรอยหลักฐานของการเป็นพื้นที่อยู่อาศัยของมนุษย์มาตั้งแต่ สมัยก่อนประวัติศาสตร์มีร่องรอยแห่งอารยะที่งดงามและตกทอดจากคนรุ่นหนึ่ง สู่คนอีกรุ่นหนึ่ง ดังที่เห็นกันในปัจจุบัน น่านมีเรื่องราวความเกี่ยวพันกับราชอาณาจักรสำคัญๆ หลายแห่ง เช่น สุโขทัย ล้านนา ล้านชาง จึงปรากฏโบราณสถาน โบราณวัตถุที่น่าสนใจทั่วไปในจังหวัดน่าน ซึ่งล้วนแต่คงความงามทรงคุณค่าแห่งศิลปะสถาปัตยกรรมที่หาได้ไม่ง่ายนักในดินแดนอื่น ในวันนี้น่าน มิได้เป็นเพียงเมืองทีซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาที่ยากแก่การเข้าถึงดังในอดีต ถนนหนทางล้วนแต่สะดวกสบาย และด้วยความที่เป็นดินแดนแห่งภูเขาสูงเสียดเมฆและประวัติศาสตร์อันเนิ่นนาน ดินแดนแห่งบรรยากาศเก่า ๆ วิถีชีวิตเรียบง่าย จึงไม่เกินจริงที่จะกล่าวว่าที่นี่คือเมืองเก่าที่ยังคงมีชีวิต และในขณะเดียวกันยังเป็นดินแดนแห่งความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติและความงดงามของสภาพธรณีวิทยา จึงถูกจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติถึง ๗ แห่งด้วยกัน น่านจึงเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพในด้านการท่องเที่ยวสูงเป็นจังหวัดที่หากใครไดมีโอกาสมาเยือนก็คงจะตราตรึงในความทรงจำและประทับใจกับความงาม ที่ปรากฏต่อสายตา.... “สมดั่งดินแดนความงามแห่งขุนเขา เมืองเก่าที่มีชีวิต”
ประวัติศาสตร์เมืองน่าน
ลำดับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์

 ในปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๘ น่านเริ่มเป็นแว่นแคว้นหรีอรัฐอิสระที่ไม่ใหญ่นัก มีพัฒนาการในระยะเวลาใกล้เคียงกับแคว้นสุโขทัย จากความเป็นมาเริ่มจากกลุ่มชนพื้นเมืองกลุ่มหนึ่งซึ่งมีพระยาภูคาเป็นผู้นำ ได้ครอบครองพื้นที่ราบทางตอนบนของน่านโดยมีศูนย์กลางอยู่ที่นี่เมืองย่างต่อมาเจ้าขุนฟอง ราชบุตรบุญธรรมได้นำไพร่พลไปตั้งเมืองปัวขึ้นในบริเวณที่ราบแถบ ต.ศิลาเพชร อ.ปัว (ในปัจจุบัน) ต่อมาพระยางำเมืองแห่งแคว้นพะเยาได้แผ่อำนาจเข้ามายึดครองเมืองปัวระยะเวลาหนึ่งจนกระทั่งภายหลังเมืองปัวเริ่มเข้าไปผูกสัมพันธ์กับเมือง
สุโขทัย เพื่อเป็นการถ่วงดุลอำนาจกับเมืองพะเยา ล่วงมาถึงปี พ.ศ ๑๙๐๒ บ้านเมืองเติบโตขึ้น พระยาการ เมืองเชื้อสายเจ้าขุนฟองจึงได้ย้ายเมืองลงมาทางใต้บริเวณฝั่งตะวันออก ของแม่นาน่าน ทำการสร้างเมืองลอมรอบเจดีย์พระธาตุแช่แห้ง และได้อัญเชิญพระชาติจากกรุงสุโขทัยมาบรรจุไว้ ในปี พ.ศ.๑๙๑๑ เมืองแช่แห้งประสบภัยแห้งแลงกันดาร พระยาผากอง โอรสพระยาการเมืองจึงย้ายเมืองอีกครั้งมาตั้งทางฝั่งตะวันตกของแม่นาน่าน ซึ่งเป็นที่ตั้งของตัวเมืองน่านในปัจจุบัน
 เมืองน่านมีความสัมพันธ์ติดต่อค้าขายกับนครรัฐเล็กๆ รอบบ้าน เช่น หลวงพระบาง ล้านช้าง และสิบสองปันนา รัฐเหล่านี้มีความร่วมมือทางการเมืองอย่างเข้มแข็ง ทำการค้าขายกันตามเส้นทางแม่น้ำโขงด้วยคาราวานเกวียน ก่อนหน้าที่น่านจะถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของล้านนาทั้งสองดินแดนมีความสัมพันธุ์กันผ่านการค้า และเมื่อ เชียงใหม่ตกเป็นประเทศราชของพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองแห่งพม่าในระหว่างปี พ.ศ. ๒๐๙๖-๒๑๐๑ เจ้าพระยาพลเทพฤๅชัย เจ้าเมืองน่านได้หลบหนีไปยังเมืองหลวงพระบาง และน่านตกอยู่ภายใต้การปกครองของพม่าจนกระทั่งสิ้นกรุงศรีอยุธยาในปี พ.ศ. ๒๓๑๐ ระหว่างปี พ.ศ. ๒๑๐๑ - ๒๓๑๗ น่านพยายามต่อสู้เพื่ออิสรภาพจากพม่าหลายครั้งในปี พ.ศ. ๒๒๔๖ ถือว่าเป็นช่วงเวลาทุกข์เข็ญ ผู้คนต้องหลบหนีสงครามเข้าป่า บางคนถูกจับเป็นเชลยในพม่า ทั้งเมืองและวัดถูกเผาทำลายลง
 ในปี พ.ศ. ๒๓๓๑ เจ้าอัตถวรปัญโญ เจ้าหลวงเมืองน่าน หันมาสวามิภักดิ์กรุงเทพฯ (ตรงกับสมัยรัชกาลที่ ๑) น่านเริ่มนโยบาย “เก็บผักใส่ซ้า เก็บเข้าใส่เมือง” มีการอพยพชาวไทลื้อจำนวนมากกลับสู่เมืองน่านในสมัยรัชกาลที่ ๕ กรุงเทพฯถูกคุกคามจากลัทธิล่าอาณานิคม ของอังกฤษและฝรั่งเศสได้ก่อให้เกิดการปฏิรูปการปกครองหัวเมืองล้านนาเพื่อรวมศูนย์อำนาจที่ส่วนกลางตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๓๕ รัฐบาลกลางกรุงเทพฯได้แต่งตั้งข้าหลวงเข้ามาแทนคณะขุนนางผู้ช่วยเจ้าผู้ครองนครในการบริหาร กิจการ บ้านเมือง
 หลังจากเหตุการณ์ ร.ศ. ๑๑๒ (พ.ศ.๒๔๓๖) ไทยต้องยอมเสียดินแดน ฝั่งซ้ายแม่นาโขงแก่ฝรั่งเศส เมืองน่านจึงเพิ่มความสำคัญมากขึ้นในฐานะเมืองหน้าด่านติดกับเมืองหลวงพระบางในลาว ซึ่งเป็นของฝรั่งเศส ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าเมืองน่าน กับกรุงเทพฯ ดำเนินไปด้วยดี รัชกาลที่ ๕ โปรดเกล้าฯให้แต่งตั้งเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ เป็นพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ เพื่อตอบแทนคุณงามความดีที่น่านช่วยกรุงเทพฯในสงครามปราบกบฏที่เชียงตุง
นครเมืองน่านกลายเป็นจังหวัดหนึ่งของประเทศไทยอย่างสมบูรณ์ในสมัยรัชกาลที่ ๗ หลังจากเจ้ามหาพรหมสุรธาดาเจ้าเมืองน่านองค์สุดท้าย ถึงแก่กรรมในปีพ.ศ. ๒๔๗๔ จึงยกเลิกระบอบการปกครองโดยเจ้าผู้ครองนครนับแต่นั้นเป็นต้นมา
จังหวัดน่าน

 น่าน เป็นจังหวัดที่อยู่ทางชายแดนภาคเหนือ อยู่ห่างจากกรุงเทพ ๖๖๘ กิโลเมตร มีพื้นที่ทั้งสิ้นประมาณ ๑๑,๔๗๒.๐๗๒ ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ ๗ ล้านไร่ เป็นเมืองที่ตั้งอิงแอบอยู่ในหุบเขาที่ล้อมรอบโอบอุ้มเมืองไว้ เป็นดินแดนแห่งล้านนาตะวันออก ซึ่งมีประวัติความเป็นมาอย่ในยุคเดียวกับสมัยสุโขทัย มีการสันนิษฐานว่าสร้างในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ โดยพระยาภูคา ซึ่งได้มาสร้างเมืองขึ้นบริเวณที่ราบตอนบนในเขตตำบลศิลาเพชร หรืออำเภอปัวในปัจจุบัน น่านมีชื่อเดิมว่านันทบุรี หรือ วรนคร ต่อมาสมัยที่พระยาการเมืองเป็นเจ้าเมืองได้รับพระบรมสารีริกธาตุมาจากสุโขทัยจำนวน ๗ องค์ด้วยกันและได้เลือกเอาดอยภูเพียงแช่แห้งเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุโดยทำการก่อสร้างพระธาตุแช่แห้งขึ้น ต่อมาในปี พ.ศ. ๑๙๑๑ แม่น้ำน่านได้เกิดการเปลี่ยนทิศทางไหล ทำให้บริเวณที่ตั้งเมืองเกิดความแห้งแล้งกันดาร จึงได้ทำการย้ายเมืองมาตั้งที่บ้านห้วยไค้ในบริเวณที่ราบฝั่งตะวันตก ของแม่น้ำน่าน
คำขวัญูประจำจังหวัดน่าน แข่งเรือลือเลื่อง เมืองงาช้างดำ จิตรกรรมวัดภูมินทร์ ดินแดนสมสีทอง เรื่องรองพระธาตุแช่แห้ง
ดวงตราจังหวัดน่านและดอกไม้ประจำจังหวัดน่าน
ดวงตราจังหวัด รูปพระธาตุแช่แหะงประดิษฐานบนหลังโคอศุภราช ดอกไม้ประจำจังหวัดน่าน ดอกเสี้ยวขาว (เสี้ยวป่าดอกขาว)

ต้นไม้ประจำจังหวัดน่าน กำลังเสือโคร่ง

อาณาเขต ทิศเหนือ และทิศตะวันออก ติดกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (มีความยาวตามแนวชายแดนประมาณ 277 กิโลเมตร) ทิศตะวันตก ติดกับจังหวัดแพร่ และจังหวัดพะเยา ทิศใต้ติดกับจังหวัดแพร่ และจังหวัดอุตรดิตถ์

การปกครอง แบ่งเป็น ๑๕ อำเภอ ได้แก่ อ.เมืองน่าน อ.เวียงสา อ.นาน้อย อ.นาหมื่น อ.บ้านหลวง อ.ท่าวังผา อ.ปัว อ.ทุ่งช้าง อ.เชียงกลาง อ.สองแคว อ. เฉลิมพระเกียรติ อ.บ่อเกลือ อ.แม่จริม อ.สันติสุข และ อ.ภูเพียง

ลักษณะภูมิประเทศ จังหวัดน่าน มีทิวเขาหลวงพระบางและทิวเขาผีปันน้ำ ซึ่งเป็นทิวเขาหินแกรนิตที่มีความสูง ๖๐๐ - ๑๒๐๐ เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ทอดผ่านทั่วจังหวัดคิดเป็นพื้นที่ประมาณร้อยละ ๔๐ ของพื้นที่ทั้งจังหวัด พื้นที่ของจังหวัดน่านโดยทั่วไปมีสภาพพื้นที่เป็นลูกคลื่นลอนชันเกิน ๓๐ องศา
ประมาณร้อยละ ๘๕ ของพื้นที่จังหวัด ส่วนลูกคลื่นลอนลาดตามลุ่มน้ำจะเป็นที่ราบแคบๆ ระหว่างหุบเขาตามแนวยาวของลุ่มน้ำน่าน สา ว้า ปัว มีพื้นที่รวมทั้งสิ้น ๗,๑๗๐,๗๔๕ ไร่ หรือ ๑๑,๔๗๒.๐๗ ตารางกิโลเมตร

สภาพภูมิอากาศ มีสามฤดู ฤดูร้อน เริ่มตั้งแต่เดือน มี.ค. - พ.ค. อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ ๒๗ องศา ร้อนที่สุดในเดือน เม.ย. ประมาณ ๔๐ องศา ฤดูฝน เริ่มตั้งแต่กลางเดือน พ.ค.- ต.ค. ฝนตกเฉลี่ยประมาณ ๑๑๐๐ มม. ต่อปี ฤดูหนาว เริ่มตั้งแต่ เดือน พ.ย. - ก.พ. บริเวณยอดดอยมีอุณหภูมิต่ำประมาณ ๐ องศา และอุณหภูมิเฉลี่ยในเดือน ม.ค. ประมาณ ๗ องศา

ลักษณะภูมิประเทศของจังหวัดน่าน
ลักษณะภูมิประเทศของจังหวัดน่าน

แม่น้ำสายสำคัญของจังหวัดน่าน
แม่น้ำสายสำคัญของจังหวัดน่าน

 แม่น้ำน่าน มีต้นกำเนิดจากลำห้วยหลายสายไหลมารวมกับต้นแม่น้ำที่เทือกเขากิ่งศาลาแล้วไหลลงสู่ที่ราบต่ำทางทิศเหนือในเขต อ. ทุ่งช้าง ผ่านอำเภอเชียงกลาง อ.ปัว อ.ท่าวังผา อ.เมือง อ.เวียงสา อ.นาน้อย จากนั้นไหลผ่าน จ.อุตรดิตถ์ จ.พิษณุโลก จ.พิจิตร ไปบรรจบแม่น้ำปิง วัง ยม ที่ปากน้ำโพ จ.นครสวรรค์
 แม่น้ำว้า ต้นกำเนิดจากเทือกเขาผีปันน้ำ ไหลผ่าน อ.บ่อเกลือ อ.แม่จริม อ.สันติสุข และไปบรรจบแม่น้ำน่านที่ อ.เวียงสา
 แม่น้ำสา มีต้นกำเนิดจากทิวเขา อ.เวียงสา ไหลมาบรรจบกับแม่น้ำน่านที่ ต. เวียงกลาง อ. เวียงสา
 แม่น้ำปัว มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาดอยภูคาไหลบรรจบแม่น้ำน่าน