กลไกการปรับสมดุลโลก

 

            ในปี พ.ศ.2515  เจมส์ เลิฟล็อค นักชีวเคมีชาวอังกฤษ ได้เสนอสมมติฐานที่ว่า โลกทั้งดวงคือ สิ่งมีชีวิตขนาดขนาดมหึมา  สิ่งมีชีวิตทั้งหลายบนโลกนี้ ต่างเป็นเซลล์ชีวิตของโลก และมีอิทธพลในการรักษาสมดุลย์ของโลก เลิฟล็อคตั้งข้อสังเกตว่า ในสภาวะปกติ ร่างกายของมนุษย์รักษาอุณหภูมิ 37°C ไว้คงที่ ด้วยระบบต่างๆ อันได้แก่ ระบบหายใจ  ระบบอาหาร ระบบประสาท เป็นต้น  สำหรับโลกก็เช่นกัน  อุณหภูมิของพื้นผิวโลกไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมาก แม้ว่าโลกจะมีอายุหลายพันล้านปีแล้ว ทั้งนี้เป็นเพราะโลกมีกลไกหลายระบบ อาทิเช่น บรรยากาศ น้ำ ธรณี และสิ่งมีชีวิต ทำงานร่วมกันเพื่อที่จะรักษาสมดุลไว้เช่นเดียวกับร่างกายของมนุษย์  เลิฟล็อกตั้งชื่อสมมติฐานของเขาว่า “สมมติฐานไกอา” (Gaia hypothesis) คำว่า “ไกอา” เป็นภาษากรีกแปลว่า “เทพแห่งโลก”

อัลบีโด
            เป็นที่ทราบดีกันว่า พื้นผิวของวัตถุสีดำดูดกลืนรังสีได้ดีกว่าวัตถุสีขาว  ถ้าเรายืนเท้าเปล่าบนพื้นสีดำเราจะร้อนกว่ายืนบนพื้นสีขาว  ทั้งนี้เป็นเพราะพื้นผิวสีขาวสะท้อนแสงดีกว่าพื้น หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า พื้นผิวสีดำดูดกลืนรังสีได้ดีกว่าพื้นผิวสีขาว  เราเรียกความสามารถในการสะท้อนแสงของพื้นผิวว่า “อัลบีโด” (Albedo)

 

 
ภาพที่ 1  พื้นผิวสีเข้มดูดกลืนรังสีได้ดีกว่า

 

            อัลบีโด เป็นอัตราส่วนเปรียบเทียบค่าการสะท้อนแสงของพื้นผิว กับ ปริมาณรังสีทั้งหมดที่ตกกระทบ มักแสดงด้วยตัวเลขทศนิยมระหว่าง 0 – 1  กล่าวคือ วัตถุที่มีการดูดกลืนรังสีอย่างสมบูรณ์ ไม่มีการสะท้อนรังสีกลับคืนเลยจะมีอัลบีโด = 0  ส่วนวัตถุที่มีการสะท้อนแสง 100% และไม่มีการดูดกลืนรังสีเลยจะมีอัลบีโด = 1   ดังนั้นพื้นผิวที่มีสีคล้ำ เช่น พื้นดิน จึงมี อัลบีโดต่ำประมาณ 0.10    ส่วนพื้นผิวสีขาวเช่น หิมะ มีอัลบีโดสูงประมาณ 0.80 

ตารางที่ 1:  อัลบีโด

 

 


ภาพที่ 2  โลกแห่งดอกเดซี่

 

โลกแห่งดอกเดซี่ (Daisyworld)
            สมมติว่าในระบบสุริยะ มีดาวเคราะห์ดวงหนึ่งมีขนาดและวงโคจรเหมือนกับโลกของเรา พื้นผิวของดาวถูกปกคลุมไปด้วยดอกเดซี่หลายหลากสี มีทั้งสีเข้ม และสีอ่อน  ดาวเคราะห์ดวงนี้ได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์เช่นเดียวกับโลกของเรา เมื่อระบบสุริยะยังมีอายุน้อย ดวงอาทิตย์ยังมีขนาดเล็กและแผ่พลังงานออกมาน้อย ต่อมาเมื่อดวงอาทิตย์มีขนาดใหญ่ขึ้นและแผ่รังสีออกมามาก  อย่างไรก็ตาม อุณหภูมิพื้นผิวของดาวเคราะห์ก็ยังคงที่ ด้วยกลไกการเจริญเติบโตของดอกเดซี่ ดังที่แสดงในกราฟในภาพที่ 3

 

 
ภาพที่ 3  กราฟแสดงความสัมพันธ์ของประชากรดอกเดซี่และอุณหภูมิ ขณะที่ดวงอาทิตย์มีความสว่างมากขึ้น

 

เมื่ออุณหภูมิบนดาวเคราะห์สูง
            • ดอกเดซี่สีเข้มชอบอุณหภูมิต่ำ จะหยุดการเจริญเติบโต
            • ดอกเดซี่สีอ่อนชอบอุณหภูมิสูง เจริญงอกงาม ส่งผลกระทบให้อุณหภูมิของดาวเคราะห์ต่ำลง

เมื่ออุณหภูมิบนดาวเคราะห์ต่ำ
            • ดอกเดซี่สีอ่อนชอบอุณหภูมิสูง จะหยุดการเจริญเติบโต
            • ดอกเดซี่สีเข้มชอบอุณหภูมิต่ำ เจริญงอกงาม ส่งผลกระทบให้อุณหภูมิของดาวเคราะห์สูงขึ้น
 
            จะเห็นได้ว่า การทำงานเช่นนี้คล้ายเทอร์โมสตัท (สวิทส์ควบคุมอุณหภูมิ) ของเครื่องปรับอากาศ  จำนวนประชากรของดอกไม้ทั้งสองชนิด เป็นกลไกในการควบคุมอุณหภูมิของโลกแห่งดอกเดซี่  ในโลกแห่งความเป็นจริง โลกของเรามีระบบที่สลับซับซ้อนในการควบคุมอุณหภูมิของพื้นผิว  กลไกหลักได้แก่ อัลบีโด ภาวะเรือนกระจก การเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิต เป็นต้น  นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า อุณหภูมิเฉลี่ยของพื้นผิวโลกคงที่มานานหลายพันล้านปีแล้ว  ในยุคเริ่มแรกของระบบสุริยะ ดวงอาทิตย์มีขนาดเล็กและแผ่รังสีน้อยกว่าในปัจจุบัน   โลกคงความอบอุ่นให้เอื้ออำนวยต่อสิ่งมีชีวิตได้ด้วยภาวะเรือนกระจก  อันเกิดจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมากในบรรยากาศ   ในเวลาต่อมาดวงอาทิตย์มีขนาดใหญ่และแผ่รังสีมากขึ้น พืชและน้ำฝนตรึงคาร์บอนในบรรยากาศไว้บนพื้นและใต้ดิน เพื่อลดภาวะเรือนกระจก  ทำให้อุณหภูมิของพื้นผิวคงที่เสมอมา 

            ในโลกปัจจุบันมีการตัดไม้ทำลายป่า การใช้ประโยชน์จากที่ดิน ตลอดจนการลดลงของปริมาณภูเขาน้ำแข็ง อันเนื่องมาจากโลกร้อนขึ้น  การเปลี่ยนแปลงอัลบีโดของโลกให้มีค่าต่ำลงอย่างรวดเร็วเช่นนี้  อาจส่งผลกระทบที่ติดตามมาคือ  ภาวะเรือนกระจกชนิดกู่ไม่กลับ  (Runaway greenhouse)

โลกและดาวเคราะห์เพื่อนบ้าน
            ดาวศุกร์ โลก และดาวอังคาร เป็นดาวเคราะห์ชั้นใน อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ไม่มาก  พลังงานที่ดาวเคราะห์แต่ละดวงได้รับจากดวงอาทิตย์จึงไม่แตกต่างกันมาก  ในอดีตโครงสร้างบรรยากาศของดาวเคราะห์ทั้งสามคล้ายคลึงกันมากคือ มีองค์ประกอบหลักเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และมีไอน้ำเจือปนอยู่

 


ภาพที่ 4  ดาวศุกร์ โลก และดาวอังคาร

 

            ดาวศุกร์ บรรยากาศของดาวศุกร์เต็มไปด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์  และมีภาวะเรือนกระจกชนิดไม่กลับคืน  (Runaway greenhouse)  โดยมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงถึง 480°C  และมีความกดอากาศสูงกว่าบนพื้นผิวโลกถึง 90 เท่า  อุณหภูมิและความกดดันที่สูงมากนี้ ทำให้น้ำบนดาวศุกร์มีสถานะเป็นก๊าซ   และสูญเสียไฮโดรเจนให้กับอวกาศเนื่องจากความร้อน

            ดาวอังคาร มีลักษณะคล้ายเคียงกับโลกมากที่สุด แต่มีขนาดเล็กกว่าโลกเกือบครึ่งหนึ่ง  บรรยากาศของดาวอังคารเต็มไปด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์  ในปัจจุบันบรรยากาศมีความหนาแน่นต่ำมาก ส่งผลให้ภาวะเรือนกระจกไม่ทำงาน และมีอุณหภูมิต่ำถึง -59°C (ทั้งนี้เป็นเพราะดาวอังคารอยู่ห่างไกลจากดวงอาทิตย์ด้วย)  บนดาวอังคารมีก๊าซออกซิเจนอยู่เล็กน้อย  ออกซิเจนส่วนใหญ่ทำปฏิกริยากับพื้นผิวของดาวจนเป็นสีแดงของสนิมเหล็ก  ครั้งหนึ่งบรรยากาศบนดาวอังคารเคยหนาแน่นกว่านี้  ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทำให้เกิดภาวะเรือนกระจก และมีอุณหภูมิอบอุ่นจนน้ำสามารถดำรงอยู่ในสถานะของเหลวได้   ดังมีหลักฐานจำนวนมากเป็นท้องน้ำที่เหือดแห้ง มีร่องรอยของน้ำไหล และตะกอนรูปพัด อย่างไรก็ตามยังมีน้ำแข็งจำนวนมากสะสมอยู่ในบริเวณขั้วของดาว  บางทีในอนาคตอีกหลายพันล้านปี  เมื่อดวงอาทิตย์มีขนาดใหญ่ขึ้น พื้นผิวของดาวอังคารกลับอบอุ่นอีกครั้ง  น้ำแข็งขั้วดาวละลาย เติมเต็มแม่น้ำลำคลอง และมหาสมุทรที่เคยเหือดแห้ง

 


ภาพที่ 5  กลไกการปรับสมดุลของโลก

 

            โลก ในอดีตเต็มไปด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เช่นเดียวกับดาวเคราะห์เพื่อนบ้าน  ในยุคแรกๆ พื้นผิวโลกสร้างความอบอุ่นด้วยภาวะเรือนกระจก  วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตช่วยตรึงคาร์บอนในอากาศไว้ใต้พื้นผิว และสังเคราะห์แสงสร้างก๊าซออกซิเจนเข้าสู่บรรยากาศ ทำให้อุณหภูมิของโลกลดต่ำลง  หากปราศจากสิ่งมีชีวิตบนโลกแล้ว โลกของเราก็คงจะไม่แตกต่างจากดาวเคราะห์เพื่อนบ้าน  อย่างไรก็ตามหากอัตราการเพิ่มของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยฝีมือมนุษย์ ยังคงสูงดังเช่นปัจจุบัน  อาจทำให้บรรยากาศของโลกหวนคืนสู่อดีตภายในระยะเวลาไม่ช้า 

ตารางที่ 2:  องค์ประกอบของบรรยากาศของโลกและดาวเคราะห์เพื่อนบ้าน

 

ที่มา http://www.vcharkarn.com/varticle/41357