อนุพงษ์ จันทร
ศิลปะหรือตราบาปบนผ้าจีวร
โดย ถวิล เดชบุรัมย์
วงการศิลปะของไทยกลับมาคึกคักอย่างต่อเนื่อง ในช่วงเวลา 2- 3 ปีที่ผ่านมา มีคนหลากหลายอาชีพเข้าไปชมการแสดงผลงานศิลปะมากขึ้น หลังจากที่ก่อนหน้านี้เป็นเสมือนการทำเองและดูเองของคนในวงการศิลปะ เหตุผลหนึ่งก็คือกระแสข่าวที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ กรณีศิลปินคนหนึ่งได้นำผ้าจีวร ซึ่งพุทธศาสนิกชนถือว่าเป็นของสูงที่สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าใช้คลุม ร่างกาย ถือเป็นเครื่องอัตถบริขารสำคัญ และยิ่งกว่านั้นก็คือถือเป็นธงชัยแห่งพระอรหันต์ มาสร้างงานจิตรกรรมในหลายกรรมหลายวาระ ได้รับรางวัลจากหลายสำนักจนเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงอย่างรวดเร็ว และล่าสุดได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินชั้นเยี่ยม
ผลงานที่คนในสังคมเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ศิลปินคนนี้มากที่สุดคือภาพ “ภิกษุสันดานกา” ซึ่งได้รับรางวัลเกียรตินิยมเหรียญทองการประกวดศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 53 เกิดการประท้วงและแสดงความเห็นมากมายทั้งพระสงฆ์และฆราวาส เช่น ให้ถอดถอนรางวัล ให้ระงับการเผยแพร่ผลงาน เรียกร้องให้ศิลปินรับผิดชอบต่อสังคมกว่านี้ นอกจากนี้ยังมีข้อสังเกตไปถึงบรรดาศิลปินคนอื่น ๆ อีกว่ามักสร้างผลงานกระทบกระเทือนดูหมิ่นสิ่งที่คนให้ความเคารพ เพียงเพื่อต้องการชื่อเสียง เงินทอง จนที่สุดก็ได้ลามไปถึงมหาวิทยาลัยศิลปากรตลอดจนคณะกรรมการตัดสินผลงานว่าไม่ควรส่งเสริมคนที่นำพระพุทธศาสนามาย่ำยีอย่างนี้ เป็นต้น
กรณีที่ตกเป็นข่าวมากที่สุดคือพระสงฆ์รูปหนึ่งถือภาพถ่ายผลงาน“ภิกษุสันดานกา” ออกมานอนประท้วงกลางถนน โดยให้เหตุผลว่าเป็นการดูหมิ่นและสร้างความเสื่อมเสียให้กับพระภิกษุในบวรพุทธศาสนา เนื่องจากภาพดังกล่าวมีพระ 2 รูป มีปากเป็นอีกา กำลังก้มลงแย่งกันล้วงสิ่งของจากบาตรพระ ตามร่างกายของพระทั้ง 2 รูป มีรอยสักทั่วทั้งตัว โดยมีทั้งรอยสักกบผสมพันธุ์ และตุ๊กแกผสมพันธุ์ นอกจากนั้นในย่ามของพระภิกษุรูปหนึ่งยังมีลูกกรอกชายหญิง แสดงให้เห็นอวัยวะเพศ ในท่ากำลังมีเพศสัมพันธ์กัน ขณะเดียวกันแกนนำสมัชชาชาวพุทธแห่งชาติ และศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งชาติเข้ายื่นประท้วงภาพวาดดังกล่าวที่หน้ามหาวิทยาลัยศิลปากรและยื่นหนังสือประท้วงถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมขณะนั้น คือคุณหญิงไขศรี ศรีอรุณ ให้เห็นแก่ความรู้สึกของพุทธศาสนิกชน เพราะพระสงฆ์เป็นผู้สืบทอดพระพุทธศาสนา เป็นผู้นำ ทางจิตวิญญาณของประชาชน ถึงแม้จะเป็นงานศิลปะ แต่ถ้าไม่ก่อให้เกิดความรู้สึกในทางที่ดี ส่งผลกระทบต่อจิตใจประชาชนและพระสงฆ์ โดยภาพรวมถือว่าไม่เหมาะสม โดยให้ระงับการแสดงไว้ก่อน ถ้าไม่กระทำตามข้อเรียกร้องจะระดมพระสงฆ์และชาวพุทธทั่วประเทศออกมาชุมนุมประท้วงต่อไป
อีกภาพหนึ่งที่ชาวพุทธได้เห็นแล้วเกิดความรู้สึกเหมือนถูกดูหมิ่นคือภาพ“หมา-นุษย์” ผลงานของศิลปินคนเดียวกัน โดยลักษณะของภาพใช้ผ้าพื้นจากผ้าจีวร
มีรูปสัตว์ 4 เท้า
คล้ายสุนัขเพศเมียตัวหนึ่งที่ไม่มีเครื่องนุ่งห่ม
มีนมเหมือนมนุษย์ กับภาพสุนัขเพศผู้อีกตัวหนึ่ง
ตามผิวหนังจะมีลายสักลายเดียวกันกับภาพภิกษุสันดานกา
เท้าหลัง–เท้าหน้า เป็นเท้าและมือมนุษย์
ที่ลำตัวมีจีวรห่มพันกาย
และมีภาพของอีกาหลายตัวเกาะจิกกินอาหารอยู่บนตัวสุนัขทั้งสอง
ไม่เฉพาะพระสงฆ์เท่านั้นที่รู้สึกไม่ดีต่อภาพดังกล่าว
ผู้ชมผลงานศิลปะบางคนที่ได้แสดงความคิดเห็นว่า
แม้เขาจะชื่นชมงานศิลปะและเข้าดูนิทรรศการเป็นประจำ
พอได้เห็นภาพนี้ก็เข้าใจความรู้สึกและจินตนาการของศิลปิน แต่รู้สึกว่ามันจะแรงไป
ภิกษุที่นุ่งห่มด้วยผ้าจีวรก็คงมีความรู้สึกไม่ดีต่อภาพนี้เช่นเดียวกัน
พระธนพันธ์
ฐิติสังวโรกับพระสิวะ ชยเมโธ พระสายธรรมยุต
จากจังหวัดนครปฐมที่ได้เข้าชม
ผลงานศิลปะชุดดังกล่าว ได้แสดงความคิดเห็นว่า
แม้ว่าในความเป็นจริงอาจมีภิกษุบางรูปทำตัวไม่เหมาะสม
แต่ชาวพุทธก็ไม่ควรแสดงออกด้วยภาพลักษณะนี้
ที่สำคัญผ้าที่ใช้เป็นพื้นของภาพวาด เป็นผ้าจีวรจริง
ๆ บางภาพมีรูปนางแบบโป๊เปลือยมาติดเป็นพื้นหลัง
ใช้ผ้าจีวรคลุมทับ แต่ยังมองเห็นชัดเจน ไม่ควรอย่างยิ่ง
ทำไมต้องแสดงออกในความคิดไม่ดีกับสงฆ์ด้วยภาพสงฆ์กับภาพภิกษุสันดานกา
ทำไมไม่วาดภาพนักการเมืองสันดานกาบ้าง
ผู้วาดภาพนี้อาจนับถือศาสนาพุทธ
แต่คงไม่เข้าใจถึงแก่น
สำหรับกรณีที่ศิลปินนำผ้าจีวรมาใช้อย่างไม่เหมาะสมนั้น อาจารย์ศุภกฤษ ทิพย์โอสถ ซึ่งสอนที่แผนกวิชาวิจิตรศิลป์ วิทยาลัยอาชีวศึกษามหาสารคามได้แสดงความคิดเห็นว่า ขอให้ย้อนไปดูในสังคมชนบทอีสาน ผ้าจีวรเก่าหรือผ้าสบงที่พระสงฆ์เลิกใช้แล้วถูกนำมาใช้ประโยชน์สารพัด นับตั้งแต่นำมาใช้ทำหางว่าว ทำไส้โคมไฟที่ใช้จุดในเทศกาลออกพรรษา แม้แต่นำมาทำผ้าขี้ริ้วถูพื้นหรือพันเป็นลูกกลม ๆ มาเตะแทนลูกฟุตบอล ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา เด็กวัด ชาวบ้านและพระสงฆ์ เขาทำกันมานานจนถือว่าเป็นเรื่องปกติ ส่วนศิลปินที่นำผ้าจีวรมาสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ ถือว่าเขายกย่องเสียอีก สิ่งที่พิสูจน์ได้คือเขานำมาขึงเป็นเฟรมและบรรจงแต่งแต้มสีสันลงไป เทียบกับชาวบ้านที่นำผ้าจีวรไปใช้งานอย่างอื่นยังถือว่าให้เกียรติอย่างสูง คือยกระดับจากผ้าคลุมมาเป็นผ้าเขียนรูป
นอกจากความคิดเห็นของอาจารย์สอนศิลปะแล้ว ยังมีอาจารย์ที่สอนทางด้านศาสนาและจริยธรรมอีกท่านหนึ่งได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการนำผ้าจีวรตลอดจนเครื่องอัตถบริขารที่พระสงฆ์เลิกใช้งานแล้วมาทำประโยชน์อื่น ๆ อีก โดยอาจารย์สาธิตา ปราบภัย ครูชำนาญการพิเศษ แผนกวิชาสามัญสัมพันธ์ วิทยาลัยอาชีวศึกษามหาสารคาม ได้ยกตัวอย่างว่า พระพุทธเจ้าไม่เคยบัญญัติข้อห้ามใดๆเกี่ยวกับการนำผ้าจีวรหรือเครื่องอัตถบริขารใด ๆ มาทำประโยชน์หลังเลิกใช้งานแล้ว มิหนำซ้ำท่านเองเสียอีกที่ทรงเป็นแบบอย่างในการนำผ้าจีวรเก่ามาบดหรือตำผสมกับยางไม้ ให้กลายเป็นกาวสำหรับอุดซ่อมแซมที่อยู่อาศัยและเครื่องใช้ต่าง ๆ เป็นการใช้ประโยชน์จากวัตถุสิ่งของอย่างคุ้มค่า ซึ่งในเรื่องนี้มีกล่าวไว้ในพระไตรปิฏกอย่างชัดเจน ส่วนการนำผ้าจีวรใหม่ที่พระสงฆ์ยังไม่ได้ใช้งานมาสร้างผลงานศิลปะอย่างกรณีที่เป็นข่าวนั้นอาจารย์สาทิตาไม่เห็นด้วย เพราะถือว่ายังไม่ได้รับมอบจากพระสงฆ์หรือยังไม่ได้ผ่านการใช้ประโยชน์ที่ควรจะใช้นั่นเอง ถ้าหากศิลปินนำผ้าจีวรที่พระสงฆ์มอบให้มาสร้างสรรค์ผลงานก็เห็นด้วย เพราะดูเนื้อหาของภาพที่ศิลปินถ่ายทอดออกมาก็ถือว่าเป็นการสะท้อนปรากฏการณ์ของพระนอกรีตได้ดี พระที่ประพฤติดีประพฤติชอบก็ไม่เห็นท่านจะว่าอย่างไร ดีเสียอีกที่มีคนจากหลาย ๆ กลุ่มช่วยกันตรวจสอบ ศาสนาพุทธจะได้เป็นพุทธแท้ ๆ อย่างสมัยพุทธกาล
ส่วนความคิดเห็นของศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงาน คืออนุพงษ์ จันทร ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำอยู่ที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิจิตรศิลป์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร(ลาดกระบัง) ได้กล่าวถึงกระแสที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ไม่ได้มีเจตนาลบหลู่พระพุทธศาสนา ถือเป็นศิลปะในเชิงพุทธ เป็นเรื่องที่ดีที่เกิดความตื่นตัวของคนในวงการศิลปะ มีทั้งคนที่รับได้และรับไม่ได้ ไม่ใช่เรื่องผิดหรือถูก แพ้หรือชนะ แต่เป็นประสบการณ์ที่คนในสังคมจะเรียนรู้ซึ่งกันและกันมากกว่า แต่เดิมนั้นเขาได้เขียนภาพชุดนี้บนแคนวาส แต่พอผลงานออกมาพบว่าเนื้อหาไม่ลงตัว พื้นหลังไม่มีความหมาย ก็เลยทดลองใหม่เอาผ้าจีวรมาเขียนรูปลง ซึ่งให้ความหมายสอดคล้องกับความจริงที่ว่า มีคนเข้าไปแอบแฝงในพระพุทธศาสนา และภาพที่เขาสื่อนั้นเป็นภาพที่ซ่อนหรือแฝงอยู่ในผ้าจีวร เปรียบเทียบอีกาเป็นสัญลักษณ์แทนสิ่งชั่วร้าย เนื้อหาจึงตรงประเด็น ส่วนข้อมูลที่นำมาประกอบการเขียนภาพนั้นได้จากที่เขาเองเป็นเด็กบ้านนอก คุณยายได้ปลูกฝังเรื่องบาปบุญคุณโทษ รวมทั้งเรื่องที่คนทำชั่วแล้วตายไปจะเป็นเปรต นอกจากนั้นก็ศึกษาเพิ่มเติมจากพระไตรปิฎก ภาพจิตรกรรมฝาผนังที่วัดดุสิตตาราม ภาพโบราณที่บันทึกไว้ในสมุดภาพไตรภูมิฉบับกรุงธนบุรี และหลังจากเกิดกรณีประท้วงเขาได้ไปคุยกับหลวงพ่อที่วัดสุทัศน์ สอบถามทัศนคติของท่านเกี่ยวกับรูป เกี่ยวกับสังคม ท่านบอกว่า ภาพแบบนี้มีมานานแล้ว คนโบราณเขียนภาพพวกนี้ไว้มาก งานของ อนุพงษ์ยังถือว่าเทียบไม่ได้เลย
มารู้จักกับศิลปินหนุ่มผู้ได้รับการจับตามองมากที่สุดในเวลานี้ เพิ่มเติมอีกบางแง่มุม เผื่อมีอะไรดี ๆ ที่จะได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันและกัน เชิญครับ....
















สวัสดีค่ะ
มาชมงานศิลป์ในยามเช้าค่ะ
ขอบคุณค่ะ
ดีมากครับ ศิลปินคนนี้ข้อมูลเยอะและมีมิติให้ค้นหา และนำมาถกกันได้มาก
เป็นครูศิลป์ที่น่าสนใจ
ได้อ่านบทสัมภาษณ์แล้ว มีประเด่นและเนื้อหาที่ครอบคุมทำให้รู้จักวิธีการสร้างสรรค์ผลงานของ คุณอนุพงษ์ จันทร มากขึ้นเห็นผลงานของคุณอนุพงษ์แล้ว ทำให้ได้แง่คิดเกี่ยวกับสถานการณ์ของพระพุทธศาสนาในปัจจุบัน ที่ศิลปินนำมาสะท้อนเพื่อบอกบางอย่างกับสังคมโดยศิลปินเลือกใช้สัญลักษณ์ทางศาสนา ซึ่งทำให้เกิดประเด็นความขัดแย้งทางความคิด แต่เมื่ออ่านบทสัมภาษณ์แล้ว ผมเชื่อว่าศิลปินมีความตั้งใจที่จะสะท้อนความจริงผ่านงานจิตกรรม ต้องขอชมว่าสัมภาษณ์ได้ดีครับ
ข้อมูลที่นำเสนอครั้งนี้ มีข้อมูลที่ให้ความรู้ความเข้าใจมากพอที่จะสามารถคิดวิเคราะห์ถึงเหตุผลที่ คุณอนุพงษ์ จันทร ได้สร้างสรรค์ผลงานที่เกิดจากความรู้สึกที่เกิดขึ้น ถึงแม้จะกระทบถึงความรู้สึกของพุทธศาสนิกชนบ้างก็ตาม แต่ความเป็นจริงการที่ต้องการสื่อถึงความเลวร้ายที่เข้ามาแฝงในคราบของศาสนา ของความศรัทธาที่เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจเราชาวพุทธ แต่นั่นก็เป็นแค่เพียงเสียงๆหนึ่งที่ต้องการเล่าบอกกล่าวกับสิ่งที่เป็นจริงในพระพุทธศาสนาของเรา
การสนอเรื่องราวที่เป็นที่น่าสนใจครั้งนี้ อาจารย์ถวิลสามารถค้นหาข้อมูลที่มานำเสนอ หาประเด็นพร้อมเนื้อหาสาระมาครบกระบวน ซึ่งเป็นที่น่ายินดี กับความรู้อีกแง่หนึ่งที่เป็นประโยชน์ ให้ความรู้ความเข้าใจในชีวิต การทำงาน การสร้างสรรค์ผลงานที่อาจจะกระทบจิตใจหรือให้แง่คิดกับอีกหลายๆคน ความเข้าใจในผลงานครั้งนี้อาจเป็นสิ่งเล็กๆที่ให้ความเข้าใจในตัวศิลปิน แต่ก็มีค่ามากที่ให้ความรู้สึกที่เราได้มีการวิเคราะห์หาเหตุผลเพิ่มเติมที่จะตัดสินคนทำงานที่มีการคิดวิเคราะห์มานำเสนอเป็นผลงานที่มีคุณค่าเช่นนี้ ขอบคุณที่อาจารย์ถวิลนำเสนอผลงานที่สมบูรณ์ และเป็นตัวอย่างที่ดีในการทำงานครับ
ศิลปินท่านนี้เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในเรื่องของผลงานซึ่งได้รับการยอมรับในแวดวงศิลปะ ผลงานจึงถูกหยิบยกขึ้นมากกล่าวถึงกันอยู่บ่อยๆ และนี่เป็นอีกบทสัมภาษณ์หนึ่งซึ่งให้มุมมองที่ต่างออกไปจากนิตยสารหรือหนังสืิอเรียนอันจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่กำลังศึกษาศิลปะและผู้สนใจทั่วไป ผมไม่มีโอกาศได้เห็นผลงานจริงๆแต่เคยเห็นตามข่าวที่โด่งดังพอสมควร นั่นก็พอจะรับรู้ได้ว่าคุณค่าของศิลปะนั้นคงไม่ได้อยู่แค่ีในวงการนี้เท่านั้นเองแต่อยู่เพื่อจรรโลงและสร้างสรรค์สังคมให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น ก็ขอเป็นกำลังใจให้กับตัวศิลปินเอง ให้สร้างผลงานอันจะเป็นประโยชน์และมีค่าต่อสังคมต่อไป
มุมมองแง่คิดที่อยู่ในตัวศิลปิน ซึ่งมาสานต่อจนมาเป็นงานศิลปะชิ้นที่ดีเยี่ยมและคงคุณค่าสะท้อนสังคมนะปัจจุบันแห่งความเป็นจริง เป็นการมองและแสดงแง่คิดที่คนทำงานศิลปะต้องกลับมามองสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว
สังคมรอบข้างคนข้างกาย เมืองเราเป็นอะไรไปแล้ว ศาสนาที่ว่าเป็นเขตุแดนที่ขาวสะอาดบริสุทธิ์ ยังมีความมืดมิดอาศัยอยู่อย่างไม่สำนึกถึงบาปหรือว่ามันเป็นสิ่งที่ต้องอยู่คู่กัน เป็นการสัมภาษณ์ที่ให้คนที่ชื่นชอบผลงานของศิลปินอยู่แล้ว ได้รู้จักตัวตนศิลปินและผลงานมากยิ่งขึ้น
กลายเป็นเรื่องธรรมดากันไปแล้วสำหรับที่ศิลปินจะนำวัสดุที่คนมักจะคาดไม่ถึงมาใช้ หรือสร้างเนื้อหาและเรื่องราวให้ไปเฉียดไปกระทบกับสิ่งที่เป็นความเชื่อหรือสิ่งที่มีคุณค่าทางจิตใจในสังคม เพื่อหวังผลให้เกิดแรงประทะและความน่าสนใจให้กับงานศิลปะของตนเอง ที่นอกเหนือจากความเชื่อของศิลปินที่มีอยู่ก่อนแล้ว
วันนี้เข้ามาเยี่ยมชมรูปศิลป์ ชอบและถูกใจมากคะ มีลูกสาวอยู่2คน ลูกสาวชอบวาดรูปมากค่ะพูดง่ายๆคือเค้าชอบวิชาศิลปะ หลังเลิกเรียนแล้วเวลาส่วนใหญ่ของเขาจะอยู่กับกระดาษ ดินสอ สีน้ำ พู่กัน แม่ไม่มีความรู้ด้านนนี้เลย อยากให้ลูกๆมีความรู้ทางด้านศิลปะเพิ่มมากกว่านี้แต่ไม่รู้จะปรึกษาใครดี ขอความอนุเคราะห์จากอาจารย์ผู้ใจบุญด้วยนะคะ (คุณแม่ผู้ห่วงใยลูก)
ศิลปินท่านนี้มีความคิดที่แสดงออกผ่านงานศิลปะที่ชัดเจน ตรงไปตรงมา เป็นความจริงที่เกิดขึ้นในสังคมไทย บอกในสิ่งที่คนในสังคมไทยรู้และเห็นแต่ไม่กล้าที่พูด เป็นกำลังใจให้ครับ
ข้อมูลเยอะมากครับอาจารย์