ผู้ประกอบการจึงมีความจำเป็นต้องเข้าไปซื้อหรือควบรวมกิจการอื่น เพื่อให้ได้ประโยชน์จากขนาดที่ใหญ่ขึ้น (economy of scale) และครอบคลุมสินค้าบริการที่หลากหลาย (economy of scope) ทำให้มีอำนาจต่อรองมากขึ้น

        การขยายกิจการเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญสำหรับการเติบโตทางธุรกิจ ซึ่งการขยายกิจการอาจกระทำได้ในลักษณะการแข่งขัน การควบรวมหรือการร่วมทุน การตัดสินใจว่าจะดำเนินการในลักษณะใดนั้น ย่อมขึ้นกับความเหมาะสมของแต่ละองค์กร ซึ่งกลยุทธ์การขยายกิจการมีรูปแบบและทิศทางที่เป็นไปได้ 4 มิติ คือ

        1. Backward Integration เป็นการขยายกิจการในลักษณะย้อนกลับ เพื่อดำเนินกิจการในธุรกิจต้นน้ำ (upstream) ที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยนำเข้า (input) ของธุรกิจในปัจจุบัน นอกจากเป็นการขยายกิจการแล้วยังเป็นการลดความเสี่ยงของการผูกขาดด้านราคาและการขาดแคลนวัตถุดิบที่จำเป็นต่อกระบวนการผลิตสินค้าของธุรกิจหลักทางหนึ่งด้วย ส่วนสินค้าที่ผลิตได้จากกิจการใหม่นอกจากจะป้อนให้กับธุรกิจหลักแล้วยังสามารถสร้างส่วนแบ่งการตลาดให้กับตนเองเพื่อสร้างผลกำไรต่อไป ตัวอย่างการขยายกิจการแบบ Backward Integration ได้แก่ โรงงานผลิตเนื้อไก่แช่แข็ง มักจะขยายกิจการไปสู่ธุรกิจฟาร์มไก่ และแม้แต่ธุรกิจฟาร์มไก่เองก็ยังขยายกิจการไปดำเนินธุรกิจอาหารสัตว์อีกทอดหนึ่ง เป็นต้น

        2. Forward Integration การขยายกิจการในลักษณะนี้เป็นการมองไปข้างหน้าหรือขยายไปสู่ธุรกิจปลายน้ำ (downstream) เพื่อประโยชน์อย่างน้อยสองประการ คือ ขยายกิจการและแก้ปัญหาการต่อรองของผู้ซื้อรายใหญ่ในด้านราคา การกระจายสินค้าและอื่นๆ ผู้ประกอบการธุรกิจเดิมจึงต้องขยายกิจการไปเป็นผู้ค้าคนกลาง (middle man) เสียเอง ไม่ว่าจะเป็นผู้ขายส่ง ผู้ขายปลีกหรือตัวแทนจำหน่ายสินค้าต่างๆ ตัวอย่างการขยายกิจการแบบ Forward Integration นี้ เห็นได้ชัดจากบรรดาห้างขายส่งสินค้าขนาดใหญ่ ซุปเปอร์มาร์เก็ต หรือร้านสะดวกซื้อที่มีการจำหน่ายสินค้าที่หลากหลาย แต่ในบรรดาสินค้าเหล่านั้นก็มักจะมีผลิตภัณฑ์จากธุรกิจหลักของตนวางจำหน่ายควบคู่ไปกับสินค้าส่วนอื่นๆ ด้วย

          3. Horizontal Integration การขยายกิจการในแนวราบนี้มีจุดประสงค์หลักก็คือ เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดในสินค้าที่ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคโดยเร็ว การขยายกิจการโดยลำพังอาจไม่ทันต่อสถานการณ์ ผู้ประกอบการจึงมีความจำเป็นต้องเข้าไปซื้อหรือควบรวมกิจการอื่น เพื่อให้ได้ประโยชน์จากขนาดที่ใหญ่ขึ้น (economy of scale) และครอบคลุมสินค้าบริการที่หลากหลาย (economy of scope) ทำให้มีอำนาจต่อรองมากขึ้น ตัวอย่างของการขยายกิจการแบบ Horizontal Integration ได้แก่ บริษัททีวีมัลติมีเดียเข้าไปซื้อกิจการสถานีวิทยุโทรทัศน์เพื่อสร้างมัลติมีเดียครบวงจร หรือร้านวิดีโอขนาดใหญ่ควบรวมกับร้านวิดีโอขนาดเล็กเพื่อสร้างเครือข่าย เป็นต้น

          4. Diversification การตัดสินใจดำเนินธุรกิจใหม่ ซึ่งมีความแตกต่างไปจากธุรกิจเดิมนั้นนับเป็นเรื่องท้าทายสำหรับผู้ประกอบการ แต่ด้วยการเปลี่ยนแปลงในยุคโลกาภิวัตน์และความเจริญทางด้านเทคโนโลยี ทำให้ข้อจำกัดต่างๆ ไม่เป็นอุปสรรคอีกต่อไป การขยายกิจการในลักษณะนี้เกิดขึ้นได้สองรูปแบบ คือ การขยายกิจการไปสู่ธุรกิจใหม่ที่ยังมีความสัมพันธ์กับธุรกิจเดิม  (concentric diversification) เช่น ผู้ผลิตน้ำอัดลม ขยายกิจการไปสู่ธุรกิจผลิตภัณฑ์น้ำส้ม เป็นต้น ส่วนอีกรูปแบบหนึ่งคือ การขยายกิจการไปสู่ธุรกิจใหม่ที่ไม่มีความสัมพันธ์ใดๆกับธุรกิจเดิมเลย  (conglomerate diversification) ซึ่งรูปแบบนี้เห็นได้หลากหลายในปัจจุบัน เช่น กลุ่มธุรกิจที่ผลิตอาหาร ก้าวไปสู่ธุรกิจประกันชีวิต ธุรกิจเครื่องดื่มชากาแฟ สร้างธุรกิจสนามกีฬา และธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ได้ขยายกิจการไปสู่ธุรกิจสนามแข่งรถ เป็นต้น

           การขยายกิจการไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือทิศทางใดย่อมขึ้นกับความเหมาะสมของแต่ละองค์กรและไม่ว่าจะเป็นการขยายในลักษณะใด ผู้ประกอบการจะต้องทำการวิเคราะห์ทั้งปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกอย่างรอบคอบ เพื่อให้ได้มาซึ่งความได้เปรียบเชิงแข่งขัน (competitive advantage) และประโยชน์สูงสุดของการลงทุน ทั้งนี้เพื่อความสำเร็จและการเติบโตทางธุรกิจที่ยั่งยืนต่อไป