ฉันต้องตัดสินใจเลือกระหว่างการเข้าป่าสู่ฐานที่มั่น กับการยอมให้ถูกเก็บตัวและให้ความร่วมมือกับทางรัฐบาลในการปราบปรามจับกุมเพื่อน ๆ พี่ ๆและ...

          ในที่สุดวันที่ฉันต้องตัดสินใจก็มาถึง  เมื่อครูใหญ่กลับจากไปประชุมที่อำเภอแล้วมาเล่าให้ฟังว่า หัวหน้าส่วนการศึกษาบ่นให้ฟังว่า หนักใจมาก ไม่สบายใจที่ครูในจังหวัด ๓ คนที่มีรายชื่อว่าจะต้องถูกจับในข้อหาเป็นภัยต่อสังคม ของรัฐบาล และ ๒ ใน ๓ ก็เป็นครูที่เคยเป็นลูกศิษย์ท่าน  ครูใหญ่ไม่รู้สักนิดว่า ฉันเป็นลูกศิษย์ของหัวหน้าส่วนฯ และเขาก็กำลังเปิดเผยความลับของทางราชการ เพราะไม่ว่ารู้หนึ่งในนั้นหมายถึงฉัน  ส่วนอีกคนเป็นรุ่นพี่ที่เขารู้ตัวก่อนและหลบซ่อนตัวไปแล้ว  แต่ฉันยังต้องอยู่เพราะต้องคอยช่วยเหลือคนอื่น ๆอีกมากที่ต้องเดินทางเข้าสู่ฐานที่มั่น อีกด้านหนึ่ง ฉันก็ยังเชื่อว่ามีผู้ใหญ่ในสายงานที่รู้จักแม่คิดว่าจะเกลี้ยกล่อมฉันได้และยังไม่น่าจะมีการจับกุมในระยะเวลาอันใกล้นี้  แต่เมื่อได้ฟังจากครูใหญ่และประเมินดูแล้วว่าคงอยู่ช้าต่อไปไม่ได้  ถ้าจะไม่ให้ถูกจับกุมคุมขังฉันต้องตัดสินใจเลือกระหว่างการเข้าป่าสู่ฐานที่มั่น กับการยอมให้ถูกเก็บตัวและให้ความร่วมมือกับทางรัฐบาลในการปราบปรามจับกุม เพื่อนๆพี่ๆและผู้ร่วมอุดมการณ์เดียวกับซึ่งฉันไม่ทำแน่นอน ฉันจึงเข้าจังหวัดเพื่อเตรียมการเรื่องทำเอกสารยื่นขอลาออก เพื่อว่าเมื่อฉันไปแล้วจะได้ไม่สร้างความยุ่งยากให้คนอยู่ข้างหลังมากเกินไป โดยเฉพาะแม่ของฉัน

         หลังจากนั้นเพียงไม่กี่วัน ก็มีรถยนต์ติดเครื่องหมายหน่วยงาน และข้อความ ใช้ในราชการเท่านั้นแล่นตรงเข้ามาในโรงเรียน ฉันรู้ได้ทันทีว่าอะไรกำลังเกิดขึ้น นายอำเภอหนุ่ม รูปงามนามเพราะ(อันนี้เป็นความจริง: ไม่ได้เขียนเพื่อเติมสีสันแต่ประการใด ปัจจุบันท่านเกษียณไปแล้วในตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้ตรวจราชการ..ไม่แน่ใจ) คนเดิมคนเดียวกับที่เคยขับรถคันนี้มาส่งฉันถึงโรงเรียนเมื่อวันแรกที่มาบรรจุ เขาก้าวลงมาจากรถเพียงคนเดียว พบปะพูดจากับครูใหญ่ ๒-๓คำ จากนั้นห้องครูใหญ่ก็ถูกเปลี่ยนเป็นห้องสืบสวนสอบสวนไปโดยพลัน ตลอดบ่ายนั้นครูในโรงเรียนทุกคน ทยอยกันถูกเชิญไปคุยในห้องทีละคน แต่ละคนใช้เวลามากน้อยต่างกันไป คนสุดท้ายคือฉัน

         ความจริงแล้วนายอำเภอเป็นคนน่านับถือทีเดียว ทั้งบุคลิกหน้าตา ความมีน้ำใจ และการพูดจาที่สุภาพ สุขุม แต่ในเวลานั้นฉันมองไม่เห็นสิ่งเหล่านี้ ฉันเห็นเขาเป็นตัวแทนของอำนาจรัฐ ที่กำลังคุกคามปราบปรามฉันอยู่ ประกอบกับความรู้สึกร่วมกับเพื่อน พี่น้องนักศึกษาประชาชนที่ถูกทำร้ายปราบปรามในขณะนั้น ฉันจึงใช้วาจาท่าทีที่แข็งขืนและกร้าวร้าวในการตอบโต้ ทุกคำพูด ทุกคำถาม ในขณะที่เขาใช้ความพยายามและความอดทนอย่างเต็มที่ ที่จะหยุดและเปลี่ยนใจฉัน  แต่เขาทำไม่สำเร็จ  สุดท้ายก่อนกลับไป เขาบอกกับฉันว่า เขาไม่สนใจและไม่ต้องการคำตอบว่าฉันจะตัดสินใจอย่างไรต่อไป แต่เขาจะให้เวลาฉันมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ (ก่อนที่อำนาจรัฐฝ่ายปกครองจะลงมือจับกุม) ฉันยังรู้สึกขอบคุณเขาทุกครั้งที่นึกมาถึงตรงนี้