1. สมัยรัชกาลที่ 1 ทรงมีพระมเหสี คือ
สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี ด้วยทรงที่เคยใช้ชีวิตแบบสามัญชนมาก่อน
ตั้งแต่สมัยก่อนเสียกรุงศรีครั้งที่ 2
พระองค์จึงไม่เคยให้ใช้คำราชาศัพท์
และไม่ทรงประทับอยู่ในพระบรมมหาราชวัง
แต่ทรงประทับในพระราชวังเดิมแทน
2. สมัยรัชกาลที่ 1
ทรงดำริให้สร้างพระบรมมหาราชวัง พระยานราชรถ เรือพระที่นั่ง
วัดกลางเมือง(วัดสุทัศน์) เสาหลักเมือง
เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่อานาประชาราช หลังจากเสียกรุงศรีครั้งที่
2
3. สมัยรัชกาลที่ 2
ได้รับการยกย่องว่าเป็นยุคทองของวรรณคดีไทย ด้านกาพย์กลอนเจริญสูงสุด
จนมีคำกล่าวว่า “ในรัชกาลที่ 2 ใครเป็นกวีก็เป็นคนโปรด”
มีกวีที่มีชื่อเสียง คือ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (รัชกาลที่ 3)
สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส สุนทรภู่ พระยาตรัง และนายนรินทรธิเบศร์
(อิน)
4. สมัยรัชกาลที่ 3 เจ้าฟ้ามงกุฎ(รัชกาลที่
4) ได้เสนอเรื่องการบูรณะพระปฐมเจดีย์(นครปฐม)ให้รัชกาลที่ 3
ได้ทรงทำการบูรณะ แต่รัชกาลที่ 3 เห็นว่า
การบูรณะเจดีย์ที่อยู่ห่างไกลในป่า
ไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศในเวลานี้จึงมิได้ทำการบูรณะ
ต่อมาในรัชกาลที่ 4
จึงได้ทำการบูรณะครั้งใหญ่ดั่งที่เห็นในปัจจุบัน
5. สมัยรัชกาลที่ 3
เดิมทีเดียวคนสมัยก่อนมักเรียกรัชกาลที่ 1 ว่า “แผ่นดินต้น”
เรียกรัชกาลที่ 2 ว่า “แผ่นดินกลาง”
เหตุเพราะพระนามในพระสุพรรณบัฏเหมือนกันทุกตัวอักษร รัชกาลที่ 3
จึงไม่โปรดให้ใช้ตามรัชกาลที่ 1 และ 2
เพราะเหตุเช่นนั้นจะทำให้ประชาชนสมัยนั้นเรียกว่าแผ่นดินปลาย
ซึ่งดูไม่เป็นมงคล จึงเปลี่ยนพระนามของรัชกาลที่ 1
เป็นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และรัชกาลที่ 2
เป็นพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าสุราลัย (สมัยรัชกาลที่ 4
เปลี่ยนพระนามเป็น-นภาลัย-)
6. สมัยรัชกาลที่ 3
ได้มีหนังสือพิมพ์กำเนิดขึ้นเป็นฉบับแรกของประเทศไทย ชื่อว่า บางกอก
รีคอร์ดเดอร์ (Bangkok Recorder)โดยหมอแดน บีช บรัดเลย์ (Dan Beach
Bradley) ซึ่งเป็นมิชชันนารีอเมริกันที่เข้ามาเผยแพร่ศาสนาคริสต์
ออกตีพิมพ์อยู่ไม่ถึง 2 ปีก็ต้องปิดกิจการ
7. สมัยรัชกาลที่ 3 ก่อนที่พระองค์จะสวรรคต
ทรงบอกว่า ศัตรูของประเทศเรา คงไม่ใช่ญวน พม่าหรือลาวอีกต่อไปแล้ว
แต่หากเป็นพวกฝรั่ง ที่กำลังเข้ามายึดประเทศต่างๆเป็นเมืองขึ้น
ให้เก็บเงินแผ่นดินเอาไว้สำหรับไถ่ประเทศ
8. สมัยรัชกาลที่ 4 มีพระมหากษัตริย์ถึง 2
พระองค์ คือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
กับพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พระอนุชาของรัชกาลที่ 4
ทรงได้รับพระบวรราชาภิเษกเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล (พระมหาอุปราช)
หรือที่ออกพระนามกันว่า “วังหน้า”
มีพระเกียรติยศเป็นพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ที่ 2
9. สมัยรัชกาลที่ 4
ทรงมีพระดำริให้เจ้าจอมที่ทรงไม่มีพระราชโอรส-ธิดา
สามารถสละตำแหน่งเจ้าจอมออกจากพระบรมมหาราชวังได้ รัชกาลที่ 4
ได้ชื่อว่าเป็นกษัตริย์ที่ทรงฝักใฝ่ในธรรมมากที่สุด
10.สมัยรัชกาลที่ 4 ทรงมีแนวคิดที่จะย้ายปราสาทนครวัดทั้งหมด
มาอยู่ที่กรุงเทพฯ จึงมีการเตรียมขนย้ายกันขนานใหญ่
แต่ระหว่างที่จะขนย้ายนั้นมีพวกเขมรคอยขัดขวางและต่อสู้กัน
เพื่อไม่ให้ขนย้ายไปที่อื่น รัชกาลที่ 4
จึงดำริให้สร้างนครวัดจำลองในวัดพระแก้วแทน
เพื่อเป็นศูนย์กลางจักรวาล
11.สมัยรัชกาลที่ 4 ส่งมอบช้างเผือก
เพื่อไปเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศสหรัฐอเมริกา
แต่ประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอร์น ขอไม่รับช้างเผือก
เพราะเห็นว่าสภาพอากาศไม่เหมาะสม
แต่ได้ส่งพระแสงดาบนกอินทรีมาให้รัชกาลที่ 4 แทน
12.สมัยรัชกาลที่ 5 ทรงขึ้นครองราชย์เมื่อมีพระชนมายุเพียง 15 พรรษา
จึงมีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ คือ
สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค)
นับว่าเป็นขุนนางที่มีอิทธิพลมากที่สุด
13.สมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อเกิดวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112
(เสียดินแดนลาวทั้งประเทศ)
ไทยต้องเสียดินแดนและชดใช้ค่าเสียหายให้กับประเทศฝรั่งเศสโดยใช้เงินไถ่ประเทศของรัชกาลที่
3 ด้วย รัชกาลที่ 5ทรงเสียพระทัยเป็นอย่างมาก
และประชวรจนไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดินได้
แต่เมื่อได้จดหมายจากพระเจ้าน้องยาเธอให้ทรงมีกำลังใจสู้ต่อไป
พระองค์จึงมีกำลังใจและมีนโยบายต่างประเทศเสด็จประพาสยุโรป
14.สมัยรัชกาลที่ 5 ทรงมีพระมเหสีและเจ้าจอม รวมทั้งสิ้น 92 พระองค์
โดยมี 36 พระองค์ มีพระราชโอรส-ธิดา รวมทั้งสิ้น 77 พระองค์
เมื่อรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสต่างประเทศ
มีประมุขท่านหนึ่งทรงถามรัชกาลที่ 5 ว่า
ทำไมท่านทรงมีพระมเหสีและเจ้าจอมมากมายถึงเพียงนี้ รัชกาลที่ 5
ทรงตรัสตอบว่า “เราเจอน้องหญิงช้าไป”
15.จากข้อ 14 แท้ที่จริงเป็นเหตุผลทางการเมืองส่วนหนึ่ง
เพราะพระภรรยาของรัชกาลที่ 5 นอกจากพระภรรยาเจ้า
มีเจ้าจอมเป็นธิดาของขุนนางและคหบดี
นอกจากนี้เป็นธิดาของเจ้าหลวงหัวเมือง เช่น พระราชชายา เจ้าดารารัศมี
ทรงเป็นพระราชธิดาของพระเจ้าแผ่นดินเมืองเชียงใหม่ เป็นต้น
เพราะสมัยนั้นหัวเมืองฝ่ายเหนือ เริ่มเอนเอียงฝักใฝ่อังกฤษ
16.พระภรรยาสมัยรัชกาลที่ 5 แบ่งเป็น
พระภรรยาเจ้า คือ พระภรรยาที่มีเชื้อสายของพระมหากษัตริย์
1. สมเด็จพระบรมราชินีนาถ
มี 1 พระองค์ คือ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ
2. สมเด็จพระบรมราชเทวี มี
2 พระองค์ คือ
สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์และสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา
พระบรมราชเทวี (พระอัยยิกา(ย่า)ของในหลวงรัชกาลที่ 9)
3. สมเด็จพระอัครราชเทวี
มีอยู่เพียงพระองค์เดียว คือสมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี
4. พระอรรคชายา มี 3
พระองค์ คือ 1. พระองค์เจ้าอุบลรัตนนารีนาค 2.
พระองค์เจ้าเสาวภาคย์นารีรัตน์ 3. พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์
กรมขุนสุทธาสินีนาฏ (หม่อมเจ้าสาย ลดาวัลย์)
5. พระราชชายา
มีอยู่เพียงพระองค์เดียว คือ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี
เจ้าจอม คือ พระภรรยาที่เป็นบุคคลชั้นสามัญชน
มักเป็นธิดาของขุนนางหรือคหบดีผู้ใหญ่
6. เจ้าจอมมารดา
7. เจ้าจอม
17.คนไทยในสมัยรัชกาลที่ 5 เรียกรัชกาลที่ 5 ว่า
สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง เพราะคนไทยยกย่องนับถืออย่างสูงสุด
เปรียบเสมือนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
และเมื่อทรงสวรรคตทรงได้ชื่อว่า สมเด็จพระปิยมหาราช หมายถึง
พระมหากษัตริย์ผู้เป็นที่รักยิ่งของปวงชน
18.สมัยรัชกาลที่ 6 ในระยะเวลาที่ทรงครองราชย์ 16 ปี
พระองค์ทรงมีดำริให้สร้างพระราชวังต่างๆมากมาย เช่น
1. พระราชวังพญาไท
(สร้างตั้งแต่สมัย ร.5 ก่อสร้างเพิ่มเติมอย่างยิ่งใหญ่สมัย ร.6)
เพื่อเป็นที่ประทับของสมเด็จพระพันปีหลวง
(ปัจจุบันเป็นโรงพยาบาลพระมงกุฎฯ)
2.
พระราชวังสนามจันทร์(นครปฐม) (ปัจจุบันเป็นมหาวิทยาลัยศิลปากร)
3.
พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน(เพชรบุรี)
4. พระรามราชนิเวศน์
(เพชรบุรี) (สร้างตั้งแต่สมัย ร.5. เสร็จสมบูรณ์สมัย ร.6)
5. พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน
(ปัจจุบันเป็นที่ประทับของในหลวงรัชกาลที่ 9)
นอกจากนี้ทรงดำริให้สร้างบ้านสำหรับพระราชทานให้กับมหาดเล็กส่วนพระองค์
1. บ้านนรสิงห์
(ปัจจุบันเป็นทำเนียบรัฐบาล)
ของเจ้าพระยารามราฆพ(ผู้เล่นโขนรับบทพระราม)
2. บ้านบรรทมสินธุ์
(ปัจจุบันเป็นบ้านพักประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรี)ของพระยาอนิรุทธเทวา
และได้ทรงดำริให้ก่อตั้งสถานที่สำคัญมากมาย เช่น
1. วชิราวุธวิทยาลัย
(โรงเรียนประจำแบบเมืองนอก)
2. วชิรพยาบาล
(สร้างแทนวัดประจำรัชกาล เพราะทรงเห็นว่ามีวัดในพระนครมากแล้ว)
3. ธนาคารออมสิน
(เพื่อให้คนไทยรู้จักอดออม)
4.
ก่อตั้งจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย (สมัยรัชกาลที่ 8 เปลี่ยนชื่อเป็น
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)
5. ก่อตั้งสวนลุมพินี
เป็นสวนสาธารณะเปิดเพื่อราษฎรแห่งแรกของประเทศไทย
ทรงมีพระราชกรณียกิจที่สำคัญ เช่น
1. กำเนิดลูกเสือไทย
2. พระราชทานนามสกุล
และนามนำหน้าชื่อ
3. เปลี่ยนศักราช ร.ศ.
เป็น พ.ศ. เปลี่ยนชื่อถนนและชื่อพระราชวัง
4.
ทรงจัดตั้งวรรณคดีสโมสร
5. ทรงก่อตั้งดุสิตธานี
เพื่อทดลองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
19.สมัยรัชกาลที่ 7 ทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับถาวร
เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2475
เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช(พระมหากษัตริย์มีอำนาจอย่างสมบูรณ์)
เป็นระบอบประชาธิปไตย (พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ)
มีนายกรัฐมนตรีคนแรก คือ พระยามโนปกรณ์นิติธาดา
20.สมัยรัชกาลที่ 8 ถึงรัชกาลที่ 9
เกิดลัทธิชาตินิยมอย่างรุนแรงในประเทศไทย นายกฯจอมพล ป. พิบูลสงคราม
มีแนวคิดให้ประเทศไทยมีความเจริญรุ่งเรืองทัดเทียมนานาอารยะประเทศ
ให้ประชาชนยกเลิกการนุ่งโจงกระเบน เคี้ยวหมาก
แต่ให้สวมหมวกและแต่งกายตามสมัยสากลนิยม
มีการปลุกระดมให้คนไทยรู้สึกรักชาติ โดยออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี
ว่าด้วย “รัฐนิยม” หลายอย่าง
ซึ่งบางอย่างได้ประกาศเป็นกฎหมายในภายหลัง
หลายอย่างกลายเป็นวัฒนธรรมของชาติ เช่น การรำวง ก๋วยเตี๋ยวผัดไทย
เป็นผู้เปลี่ยนชื่อ “ประเทศสยาม” เป็น “ประเทศไทย” และเป็นผู้เปลี่ยน
“เพลงชาติไทย” มาเป็นเพลงที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน
คำขวัญที่รู้จักกันดีของนายกรัฐมนตรีผู้นี้คือ “เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย”
และ “ไทยอยู่คู่ฟ้า”
21.สมัยรัชกาลที่ 9 พระองค์ทรงได้รับสมญานามว่า “พระภัทรมหาราช”
ซึ่งมีความหมายว่า “พระมหากษัตริย์ผู้ประเสริฐยิ่ง” อนึ่ง
ประชาชนทั่วไปนิยมเรียกพระองค์ว่า "ในหลวง" คำดังกล่าวคาดว่าย่อมาจาก
"ใน (พระบรมมหาราชวัง) หลวง" บ้างก็ว่าเพี้ยนมาจากคำว่า "นายหลวง"
ซึ่งแปลว่าเจ้านายผู้เป็นใหญ่
22.สมัยรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงงานหนักที่สุดในโลก
และทรงครองสิริราชสมบัติยาวนานที่สุดในโลกในปัจจุบัน
ทรงมีโครงการในพระราชดำริเพื่อช่วยเหลือราษฎรมากถึง 3,000 โครงการ
เช่น มูลนิธิชัยพัฒนา มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ มูลนิธิอานันทมหิดล
มูลนิธิโครงการหลวง โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา โครงการหลวงอ่างขาง
โครงการปลูกป่าถาวร โครงการแก้มลิง โครงการฝนหลวง
โครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โครงการแกล้งดิน เกษตรทฤษฎีใหม่
กังหันน้ำชัยพัฒนา แนวพระราชดำริผลิตเอทานอล
แก๊สโซฮอล์และไบโอดีเซลในโครงการส่วนพระองค์
โครงการพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง ฯลฯ เป็นต้น
สำหรับนักเรียนทุกคน
เกร็ดประวัติศาสตร์สมัยรัตนโกสินทร์
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
กุ้งนาง · 22 ส.ค. 2553
GT-R · 22 ส.ค. 2553
Ka-Poom · 22 ส.ค. 2553
พงศยา ศรีอ่อน · 22 ส.ค. 2553
Reindeer · 22 ส.ค. 2553
สุนิษา ขุนจันทร์ · 22 ส.ค. 2553
ความรู้เรื่องของแต่ละรัชกาลล้วนให้องค์ความรู้และประโยชน์ที่ดีๆ ทำให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ๆแก่นักเรียนทุกๆคนที่ได้เข้าชม
แหม่ดีจริง! [url=http://comment-thai.com/pimp_glitter_14075.html][img]http://comment-thai.com/photo/14075.gif[/img][/url]
[url=http://comment-thai.com/pimp_glitter_14075.html]> กดเบาๆนะจ๊ะ <[/url]
ขอบคุณครับ
มีประโยชน์มากๆเลย
ได้ความรุ้เพิ่มขึ้นมาก ขอบคุณที่แบ่งปันครับ^^
ได้ความรู้เพิ่มขึ้นมากเลยค่ะอาจารย์ เกี่ยวกับรัชกาลต่างๆ สามารถนำมาใช้ในการสอบได้ไม่มากก็น้อยค่ะ ขอบคุณมากๆค่ะ