ผมเคยศึกษาดูงานกิจกรรมบำบัดจิตสังคม ณ ออสเตรเลีย ที่มีบรรยากาศการพัฒนาทักษะชีวิตของผู้รับบริการจากสหวิชาชีพ ได้แก่ นักกิจกรรมบำบัด นักศิลปะบำบัด นักดนตรีบำบัด นักลิลาศบำบัด นักนันทนาการบำบัด พยาบาล แพทย์ และบุคลากรฝึกอาชีวบำบัด แล้วบันทึกเรื่องราวจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างศิลปะบำบัดและกิจกรรมบำบัดในไทย ที่
http://gotoknow.org/blog/otpop/89450
http://gotoknow.org/blog/otpop/128135?page=1
http://gotoknow.org/blog/otpop/342291
http://gotoknow.org/blog/otpop/302853
ในการประชุมครั้งนี้ นับเป็นความพยายามจัดฝึกอบรมให้เมืองไทยมี "นักศิลปะบำบัด" 24 ท่านแรกเพื่อช่วยเหลือบุคคลทุกช่วงวัยที่มีทุกขภาวะทางร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ โดยมีศูนย์ส่งเสริมศิลปะบำบัดและการศึกษาแนวมนุษยปรัชญาในประเทศไทย และทีมผู้เชี่ยวชาญจากเยอรมันนี
ผมคิดว่า เป็นจุดเริ่มต้นที่น่าประทับใจแม้ว่าจะมีการจัดตั้งศูนย์ฯ มานานตั้งแต่ พ.ศ. 2535 แต่ผมเข้าใจระบบการเกิดวิชาชีพทางการแพทย์ในเมืองไทยว่า "สถาบันการผลิตระดับปริญญาวิชาชีพทางการประกอบโรคศิลปะในมหาวิทยาลัยนั้นยังไม่มีระบบรองรับและสอดคล้องกับวิชาชีพทางการประกอบโรคศิลปะสากลอย่างชัดเจน" กล่าวคือ วิชาชีพใดๆ ที่ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกิจกรรม วิธีการ และกระบวนการที่ต้องมีการศึกษาความรู้ทางกายวิภาคศาสตร์ สรีรวิทยา พยาธิวิทยา และความรู้เฉพาะโรคและการรักษาทางการแพทย์ รวมทั้งการศึกษาวิชาชีพนั้นๆ ตามหลักการ ปรัชญา วิทยาศาสตร์ และศิลปศาสตร์ ตามมาตราฐานสากล ได้แก่
1. ระดับการบำบัดฟื้นฟูทางการแพทย์สากล (มีการรับรองหลักสูตรป.ตรี-โท-เอก มีใบประกอบวิชาชีพ มีสมาพันธ์นักวิชาชีพโลก และมีหลักฐานวิจัยประสิทธิผล) คือ นักกิจกรรมบำบัด นักกายภาพบำบัด และนักแก้ไขความผิดปกติของการสื่อความหมาย
2. ระดับการบำบัดฟื้นฟูทางสังคมการแพทย์ทางเลือก (มีการอบรมได้ประกาศนียบัตร และมีการพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่องจนเป็นที่ต้องการของสังคมและการแพทย์) เช่น นักนันทนาการบำบัด นักศิลปะบำบัด นักดนตรีบำบัด นักลีลาศบำบัด นักละครบำบัด ฯลฯ ซึ่งปัจจุบันนี้ยังไม่มีการระดมความคิดเป็นสหวิชาชีพหรือทำงานเป็นทีมอย่างชัดเจน บางวิชาชีพทำงานร่วมกับนักกิจกรรมบำบัด แพทย์ หรือส่วนงานนันทนาการบำบัด
ผมฝันและหวังว่า "จะมีการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างนักวิชาชีพเหล่านี้ในแง่รูปธรรมเชิงงานวิจัยทางคลินิกที่แสดงประสิทธิผลของการใช้ศาสตร์และศิลป์แห่งการบำบัดฟื้นฟูที่ชัดเจนในผู้รับบริการไทยในอนาคต"
Dr. Olaf Kook แพทย์ชาวเยอรมันผู้ชี้ให้ผู้เข้าประชุมเห็นภาพความหมายของ Art Therapy ได้น่าสนใจ ดังนี้
Art คือ ตัวเชื่อมโยงโลกทางวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ (สิ่งใดๆ ในชีวิตที่เราเห็นได้ด้วยกายภาพเทคโนโลยีที่ทันสมัย) กับโลกทางจิตวิญญาณ (สิ่งใดๆ ในชีวิตที่เราเชื่อนับถือด้วยศาสนาและวัฒนธรรมประเพณีที่ยั้งยืน) ทำให้เกิด Unique Creation of Human Beings ด้วย Subjective & Objective Experience of Learning เช่น เด็กถ่ายทอดจิตวิญญาณผ่านงานศิลปะโดยธรรมชาติและไม่มีการลอกเลียนแบบเหมือนผู้ใหญ่บางคน ทำให้เรามองเห็นนามธรรมแห่งโลกทางจิตวิญญาณเป็นรูปธรรมแห่งโลกทางวิทยาศาสตร์ธรรมชาติมากขึ้น
Therapy คือ การกระทำใดๆ ที่บำบัดและช่วยเยียวยาหรือบำบัดให้โครงสร้างร่างกายทำงานเชื่อมโยงกับจิตวิญญาณ ซึ่งไม่ถือว่าเป็นการรักษาอาการของโรคตามการวินิจฉัยและการสืบค้นข้อมูลของโรคทางการแพทย์ แต่การบำบัดโดยการกระตุ้นระบบจิตประสาทภูมิคุ้มกันของร่างกายด้วยกิจกรรม วิธีการ และกระบวนการที่พิสูจน์ข้อเท็จจริงได้ในโลกทางวิทยาศาสตร์ธรรมชาติและโลกทางจิตวิญญาณอย่างน่าเชื่อถือชัดเจน
ดังนั้น Art Therapy ถูกพัฒนาขึ้นบนพื้นฐานของศิลปะที่สร้างความสุขในมนุษยชาติ (Therapeutic Arts) และแพทย์ทางมนุษยปรัชญา (Anthroposophy) อ่านที่มาของศาสตร์นี้โดย Dr. Rudolf Steiner ที่ http://en.wikipedia.org/wiki/Anthroposophy
คุณดำรง โพธิ์เตียน และนักศิลปะบำบัดชาวเยอรมัน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ว่า "ความอิสระของมนุษย์จากแรงโน้มถ่วงของโลก กฎระเบียบ กรอบความคิด และการกระทำที่ซับซ้อน นำมาซึ่งการพัฒนาความสุขจากกิจกรรมการเล่นอิสระโดยใช้สี เส้น ลวดลาย การสังเกตคน-สัตว์-พืช การชม/เล่นละคร การชมศิลปะในพิพิธภัณฑ์ การหายใจฝึกร้องประสานเสียง การฟังเล่นดนตรี การถ่ายทอดสุนทรียภาพ/สนทนาผ่านงานศิลปะ และการช่วยเหลือผู้อื่นด้วยศิลปะทุกแขนง"
ศิลปะบำบัดแบบมนุษยปรัชญาเน้นความต้องการของบุคคลที่ถ่ายทอดอารมณ์ในปัจจุบันหรือสะท้อนเปรียบเทียบการแสดงอารมณ์ในอดีตจากการทำงานศิลปะที่ไม่จำกัดผลสำเร็จและระยะเวลา ซึ่งแตกต่างจากศิลปะบำบัดแบบจิตวิเคราะห์ (การฝึกรู้จิตสำนึกในตนเองและแสดงความคิดสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกผ่านศิลปะ)
ทีมวิทยากรในการประชุมครั้งนี้ได้แนะนำประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้
1. ศิลปะบำบัดเสริมสร้างสุขภาวะของการดำเนินชีวิตผ่านการใช้ร่างกายและการแสดงอารมณ์ในขณะทำงานศิลปะ จากระบบประสาทสัมผัส ระบบกระดูกแขนขา และระบบการใช้พลังงาน ร่วมกับสติแห่งการแสดงความคิดสร้างสรรค์ที่สัมพันธ์กับจังหวะลมหายใจและการเคลื่อนไหวความคิด
2. ศิลปะบำบัดช่วยเหลือให้นักศิลปะบำบัดกับผู้ป่วยเข้าใจความรู้สึกความคิดส่วนตัวของคนๆหนึ่ง เกิดการเปิดใจ เคารพตนเอง เรียนรู้ นึกคิด และเข้าใจทุกขภาวะ/ประสบการณ์ชีวิตอย่างลึกซึ้งของผู้ป่วยผ่านงานศิลปะ ในขณะที่นักศิลปะบำบัดสังเกต ฟัง ช่วยเหลือ โดยปราศจากความคิดเห็นส่วนตัวของผู้บำบัด สร้างสิ่งแวดล้อมของการช่วยเหลือด้วยความรักความเมตตา จนถึงการคิดแนวทางช่วยเหลือในลำดับต่อไปเป็นจุดประสงค์ของการบำบัด ภายใต้การวิเคราะห์ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ การศึกษา การสังคม ที่ส่งผลต่อบทบาทการดำเนินชีวิตของคนๆนั้น
3. มนุษย์พัฒนาตัวตนตามจังหวะชีวิตใน 3 ช่วงวัย ได้แก่ ช่วง 1-7 ปี กายสัมผัสพัฒนาศิลปะการใช้ชีวิตด้วยร่างกายสูงสุด ช่วง 7-14 ปี จิตรู้คิดพัฒนาศิลปะการใช้ชีวิตด้วยความเข้าใจสูงสุด และช่วง 14-21 ปี สร้างสรรค์รับผิดชอบศิลปะการใช้ชีวิตตนเองกับครอบครัวด้วยร่างกาย จิตใจ และสังคมสูงสุด อย่างไรก็ตามปัญหาชีวิตเกิดขึ้นอย่างวิกฤติทางใจมาทุกช่วงวัย
4. กายทั้งสี่ในมนุษยปรัชญา ทำให้เราสังเกตรับรู้โครงสร้างคน-สัตว์-พืช-แร่ธาตุ (กายศาสตร์), สังเกตรับรู้ชีวิตคน-สัตว์-พืช ด้วยความรู้สึกการเจริญเติบโต (กายชีวิต), สังเกตรับรู้อารมณ์ร่วมระหว่างคนกับสัตว์ (กาย Astra) และสังเกตรับรู้ความเป็นมนุษย์ (กายฉัน) เช่น มนุษย์ยืนตรงและเดินต่อเนื่องเพื่อสร้างสรรค์งานศึกษา งานการแพทย์ งานเกษตรและงานสังคมอื่นๆ
5. ตัวอย่างอารมณ์กับสี เช่น น้ำเงิน (ความสงบ) แดง (ร่าเริง อบอุ่น ก้าวร้าวบางครั้ง) ส้ม (ร่าเริง อบอุ่น บันเทิง) เขียว (คลี่คลาย ร่าเริง) ม่วง (คุณค่า รู้สึกภายใน เข้าถึงศาสนา) ขาว (บริสุทธิ์ โปร่งใส) เหลือง (บริสุทธิ์ โปร่งใส เปิดวิญญาณ อบอุ่นแสงอาทิตย์)
6. โครงสร้างร่างกายมีศิลปะลายเส้นโค้งที่แตกต่างกัน เช่น ข้อต่อ ซี่โครง มือเท้า ศรีษะ ทำให้เกิดความสัมพันธ์ของจิตวิญญาณผ่านสมอง (จิตสำนึกรู้/สติ) หัวใจ (ความรู้สึก) และเจตจำนงค์/แรงบันดาลใจในการกระทำผ่านระบบการใช้พลังงานของร่างกาย เช่น ตับ (ความโกรธ/พยายามสร้างแรงบันดาลใจ) ไต (ความกลัว หายใจขัดในเด็กพัฒนาการช้าและพฤติกรรมไม่อยู่นิ่ง ความดันเลือดสูงต่ำไม่คงที่) หัวใจ (ความสนุกสนานร่าเริง อวัยวะแห่งแสงอาทิตย์) ปอด (ความโศกเศร้า)
7. ศิลปะบำบัดมีรูปแบบไม่ตายตัว และบางรูปแบบอาจไม่เหมาะสมกับทุกคน ขึ้นอยู่กับการจัดวิธีการและอุปกรณ์ทางศิลปะ เช่น การใช้พลังกายตีกลองทำให้เกิดแรงบันดาลใจ การใช้พลังลมหายใจเป่าขลุ่ยทำให้เกิดจินตนาการล่องลอยผ่อนคลาย เป็นต้น
8. ระบบสีที่นำมาใช้ทางการแพทย์ ได้แก่ ระบบสีแดง แสดงถึงออกซิเจนในหลอดเลือดแดง ถือเป็นสีสันแห่งชีวิต นิยมบำบัดผู้ป่วยโกรธ คลุ้มคลั่ง ระบบประสาทบกพร่อง มีสภาวะติดเชื้อ กับระบบสีน้ำเงิน แสดงถึงคาร์บอนไดออกไซด์ในหลอดเลือดดำ ถือเป็นสีสันแห่งโรค นิยมบำบัดผู้ป่วยโรคเรื้อรัง มะเร็ง ซึมเศร้า และโรคหลอดเลือด ทั้งนี้ให้ผู้ป่วยอยู่ในห้องที่ตรงกับระบบสีแดงหรือสีน้ำเงิน 15-20 นาที แล้วจึงย้ายมาห้องระบบสีน้ำเงินหรือสีแดงอีก 20-40 นาที เพื่อปรับหรือลดความรู้สึกภายใต้สิ่งแวดล้อมที่มีสีข้างต้นนั้นนาน 1 สัปดาห์ขึ้นไป พร้อมกับกระบวนการรักษาและบำบัดฟื้นฟูทางการแพทย์อื่นๆ ด้วย อย่างไรก็ตามสังคมโลกกำลังพิสูจน์ข้อเท็จจริงเหล่านี้อยู่
ผมคิดเสริมตามกรอบอ้างอิงกิจกรรมบำบัดเกี่ยวกับ "สมดุลของร่างกายและจิตวิญญาณในการพัฒนาความสามารถทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตผ่านการรู้สึก การรับรู้ การรู้คิด การตั้งจิตสำนึก การจัดการอารมณ์ตนเอง การจัดการความคิดตนเอง การแสดงเจตจำนงค์ด้วยความเชื่อ ความสนใจ คุณค่า-อุปนิสัยและการบ่มเพาะประสบการณ์ชีวิต-พฤติกรรมการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตที่มีเป้าหมาย มีความเชื่อมั่นในความสามารถตามศักยภาพสูงสุด และมีความสุขเพื่อคุณภาพชีวิตของตนเองและผู้อื่น อาจใช้บริบทและการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตรอบตัวเราอย่างมีศิลปะ มีมนุษยปรัชญา มีคุณค่าไม่อยู่ว่าง และมีความสุขสำเร็จในร่างกายและจิตวิญญาณนั่นเอง"
ผมเคยได้เข้าร่วมกิจกรรมเวิคชอบ ของทางศิลปะบำบัดครับ ซึ่งทำให้ได้เห็นปรัชญา เเนวทาง เเละวิธีการเบื้องต้นของทางศิลปะบำบัด ซึ่งถือได้ว่าน่าสนใจมากครับ เเละในฐานะที่เป็นนักกิจกรรมบำบัดคนหนึ่งก็อยากจะพัฒนาความรู้ทางกิจกรรมบำบัดเพิ่มขึ้นเช่นกัน
ผมเห็นว่าจริง ๆ เเล้วความรู้เเละปรัชญาทางกิจกรรมบำบัดก็สามารถสร้างสรรค์งานในขอบข่ายงานของตนเองให้เป็นที่น่าสนใจเเละเป็นที่รู้จักเช่นเดียวกับศิลปะบำบัดได้เช่นกันนะครับ เพียงเเต่ว่าตัวนักกิจกรรมบำบัดเองไม่ได้ให้ความสำคัญในข้อนี้ เเต่มุ่งเน้นไปที่ลักษณะของการ training มากกว่า ซึ่งในความเห็นของผมนะครับ Training นี้เป็นเเค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นครับกิจกรรมบำบัดยังมีส่วนของการให้ประสบการณ์ใหม่ ๆ กับผู้รับบริการเพื่อการค้นหาความสนใจของตัวเขาเเละพัฒนา self-Identity ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญของชีวิตเช่นกันเเละอาจจัดเป็นส่วนของ Leisure ได้ อีกข้อหนึ่งคือในส่วนของ How to ในเรื่องการจัดการที่กิจกรรมบำบัดสามารถจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมทักษะนี้ (ซึ่งสามารถเป็นส่วนหนึ่งของ ADL ได้ด้วยเช่นกัน) คือเราไม่ได้มีส่วนของ training เท่านั้น
ขอความเห็นเพิ่มเติมครับในส่วนนี้
เห็นด้วยของการพัฒนามนุษย์ทุกช่วงวัยให้การฝึกทักษะความคิดสร้างสรรค์และทักษะการเข้าใจจิตวิญญาณแห่งตัวตน ซึ่งจริงๆ แล้วนักกิจกรรมบำบัดมีกรอบอ้างอิงมากมายที่เน้นทักษะข้างต้น เพียงแต่นักกิจกรรมบำบัดไม่นำกรอบอ้างอิงมาใช้ในกระบวนการกิจกรรมบำบัด เช่น หากใช้ Model of Human Occupational ก็จะสำรวจความสนใจและอุปนิสัยว่า อยากมีส่วนร่วมทำงานศิลปะหรือไม่ จากนั้นค่อยๆ ท้าทายความสามารถผ่านงานศิลปะที่มีการสังเคราะห์และการวิเคราะห์สือกิจกรรมบำบัดที่ชัดเจน
หากทำเช่นนี้ นักกิจกรรมบำบัดก็จะประสานงานส่งต่อผู้รับบริการไปยังนักศิลปะบำบัดหรือทำงานแบบสหวิชาชีพกันได้อีกทางหนึ่ง
สวัสดีค่ะ
คือหนูได้เข้าเวปไซต์หาข้อมูล เพื่อทำงานวิจัย ปริญญา นิพนธ์ เพื่อจบ ค่ะ
ตอนนี้หนูกำลังศึกษาที่ มหาลัยเทคโนโลยีราชมงคล คณะสถาปัต ค่ะ
จึงไม่มีความรู้เรื่องการแพทย์มากนัก แต่มีความสนใจที่จะ นำเอางานศิลปะหลายๆรูปแบบเข้ามา ในการบำบัด
อีกหนึ่งช่องทาง หรือ Art Therpy
เมื่อได้เข้ามาอ่านแล้วรู้สึกว่าได้รับข้อมูลจำนวณมากค่ะ จึงอยากขอรบกวนขอคำแนะนำค่ะ และอย่าทำกิจกรรมดีๆแบบนี้บ้าง