เด็กที่เสียชีวิตนั้น ผู้ปกครองคงปฎิเสธความรับผิดชอบไม่ได้

เด็กที่เสียชีวิตนั้น ผู้ปกครองคงปฎิเสธความรับผิดชอบไม่ได้

         เมื่อนำข้อมูลเด็กที่เสียชีวิตในกรณีอายุที่ต่ำกว่า 15 ปี ที่เกิดจากเหตุภายนอก ที่ไม่ใช่โรค เช่น จมน้ำ จราจร ทะเลาะวิวาท สำลักนม ของเล่นติดค่อ ตกจากที่สูง ไฟไหม้ และอื่นๆอีกมากมาย มาวิเคราะห์มาสรุป ทำให้พบว่าสาเหตุการเสียชีวิต ที่สำคัญหลายประการ ทั้งในเรื่องของ ระบบการเลี้ยงดู พฤติกรรมเด็ก สภาพแวดล้อม และหน่วยงานที่รับผิดชอบ  ซึ่งทั้งหมดเป็นปัจจัยประกอบกันของการในการเสียชีวิตของเด็ก  แต่ในที่นี้ขอวิเคราะห์ในรายละเอียดในภาพกว้างๆไม่ลงในรายละเอียดนัก และเน้นในส่วนของผู้ปกครอง           

1.   สาเหตุที่หนึ่งที่เป็นเรื่องหลักที่เด็กเสียชีวิต ต้องเป็นเรื่องของผู้ปกครอง เช่น การไม่พร้อมในการมีบุตร การไม่ได้ว่างแผนในการมีบุตร มีบุตรโดยไม่ได้ตั่งใจ มีบุตรตั่งแต่อายุยังน้อย และมีบุตรหลายคน ไม่มีวุฒิภาวะที่ดีในการใช้ชีวิตของผู้ปกครอง ทำให้ผู้ปกครองเด็กไม่มีความพร้อมที่ดี ในการดูแลบุตร ผู้ปกครองของเด็กที่เสียชีวิตที่พบ มีบุตรตั่งแต่อายุยังน้อยต่ำกว่า 15 ปี หรือ 16 ปี 17 ปี บ้างคน อายุ 20 ปี มีบุตร 2 คน การไม่ได้เตรียมตัวในการมีบุตร ทำให้ผู้ปกครองมีความเคลียด ทั้งขณะที่ท้องและเมื่บุตรเกิดมาแล้ว ผู้ปกครองไม่สามารถปรับตัวในการดูแลบุตรได้ และไม่มีความรู้ที่ดีในการดูแลบุตร ไม่เตรียมสภาพจิตใจในการดูแลบุตร ไม่ได้เตรียมสภาพบ้านหรือสภาพแวดล้อมต่างๆบริเวณบ้านให้ปลอดภัยในการดูแลบุตร ผู้ปกครองยังไม่ประกอบอาชีพ หรือมีอาชีพที่สามารถมีรายได้ที่ใช้ในการดูแลบุตร ผู้ปกครองติดยาเสพติด   

2.  เรื่องขององค์ความรู้ในการดูแลเด็ก ได้พบว่าผู้ปกครองของบุตรที่เสียชีวิต มีองค์ความรู้ในการดูแลบุตรไม่เหมาะสมเท่าที่ควรตั่งแต่เด็กแรกเกิด จนถึงช่วงวัยรุ่น จากสภาพครอบครัวในปัจจุบันที่เป็นครอบครัวเดียว  ผู้ปกครองเด็กที่เสียชีวิต ที่ได้พบได้ความรู้ในการดูแลบุตรจากทางโรงพยาบาลมาไม่มากนัก แต่ความรู้ในการเลี้ยงดูแลบุตรส่วนใหญ่ ได้จากเพื่อนบ้าน ญาติพี่น้องและเลี้ยงดูจากประสบการณ์ ซึ่งอาจไม่จริงจังมากพอ หรือไม่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของสังคมปัจจุบันนัก ผู้ปกครองเด็กที่เสียชีวิต ไม่ได้ศึกษาแสวงหาความรู้ในการดูแลบุตร จากบทความทางวิชาการหนังสือต่างๆ หรือหนังสือพิมพ์ ในเรื่องการดูแลบุตร โดยเฉพาะในเรื่องความปลอดภัยของเด็กการเสียชีวิตจากสาเหตุต่างๆ ตั่งแต่แรกเกิดจนเป็นวัยรุ่น  

3.   จากสภาพทางด้านเศรษฐกิจ และเวลา เนื่องจากผู้ปกครองมีฐานะไม่ดีต้องประกอบอาชีพทั้งพ่อและแม่และใช้เวลาในการประกอบอาชีพในแต่ละวันเป็นเวลามากเวลานานติดๆกัน จึงมีเวลาดูแลบุตรน้อย มีเวลาพบลูกในแต่ละวันน้อย หรือไม่ได้สามารถดูแลลูกได้ทุกช่วงเวลา หรือเด็กต้องย้ายตามไปอยู่บริเวณบ้านพัก ที่เป็นที่ทำงานของพ่อแม่ ที่อาจเป็นบ้านพักในโรงงาน บ้านพักก่อสร้าง ทำให้บุตรมีความเสี่ยงในการได้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตสูง

4.   เรื่องของครอบครัวแตกแยก หย่าร้างกันของผู้ปกครอง เด็กต้องอยู่กับผู้ปกครองคนเดียว ไม่พ่อหรือแม่หรือ เด็กอยู่กับ ญาติพี่น้อง ปู่ ย่า ตายาย หรือ จ้างคนเลี้ยงดู ทำให้ความเอาใจใส่ในการเลี้ยงดูแลเด็ก คงไม่เท่ากับผู้ปกครอง ที่เตรียมความพร้อมในการดูแลบุตร และการดูแลบุตรด้วยผู้ปกครองของครอบครัวที่สมบูรณ์และดูแลด้วยตัวเอง

5.   ผู้ปกครองเลี้ยงดูเด็กเหมือนปล่อยให้เติบโตตามธรรมชาติมากเกินไป เช่นเด็กที่เสียชีวิตส่วนใหญ่ที่เป็นเด็กโต พบว่ามีวิถีชีวิตที่ไปไหนมาไหนได้ตามสะดวก เช่นกลับบ้านเย็นหลังจากเลิกเรียน หรือกลับถึงบ้านแล้วว่างกระเป๋าแล้วออกไปเล่นกับเพื่อนๆเลย กลับบ้านมาอีกที ตอนกินข้าวในเวลาค่ำๆ เสาร์อาทิตย์วันหยุด ปิดเทอม เด็กตื่นนอนกินข้าวกินปลา ล้างหน้าแปรงฟัน และได้ออกไปเล่นกับเพื่อนๆเลย ซึ่งบ้างสถานที่เด็กเล่นไปนั้นไกลบ้าน  ผู้ปกครองไม่ได้มีกฎระเบียบสอนวินัยให้บุตร มีกฎกติกาต่างๆเท่าที่ควร ให้เด็กอยู่กับเพื่อนๆ อยู่ในชุมชน เติบโตไปกับสังคม ในลักษณะเป็นการเรียนรู้ด้วยตัวเองมากไปในช่วงวัยเด็ก ทำให้บุตรมีความเสี่ยงในการได้รับอันตรายเสียชีวิตตั่งแต่เด็กสูง

6.  สภาพแวดล้อมของชุมชนที่เด็กเสียชีวิตพักอาสัยอยู่  ส่วนใหญ่เป็นชุมชน ทำให้มีเด็กเป็นจำนวนมาก มีเป็นรุ่นๆ รุ่นเล็ก รุ่นกลาง รุ่นใหญ่ อยู่ในชุมชน และเป็นลักษณะของเด็กในชุมชน ที่ชอบเล่นกันเป็นกลุ่ม ชวนกันไปเป็นที่นั้นที่นี้ ซึ่งไปกันตามลำพัง ไม่มีผู้ใหญ่ดูแล ซึ่งสถานที่เด็กชอบชวนกันไปเล่น หลายแห่งเป็นสถานที่มีความเสี่ยง ไม่มีความปลอดภัย เช่นชวนกันไปเล่นน้ำ ตามแหล่งน้ำตามธรรมชาติต่างๆ ห้วย หนอง คลอง บึง  แม่น้ำ ลำคลอง บ่อขุน สระว่ายน้ำ ไปแข็งรถมอเตอร์ไซค์ ขับรถมอเตอร์ไซค์ในเวลากลางคืน ไปเที่ยวทะเลาะวิวาทกับไว้รุ่นกลุ่มอื่นๆ ไปเที่ยวเล่นในสถานที่ลึกลับในชุดชนในที่ต่างๆ ที่ไม่มีผู้ใหญ่เห็น

7.  ผู้ปกครองไม่ทันบุตรไม่ทันสังคมไม่ทันเทคโนโลยี ที่เป็นอันตรายสำหรับบุตรในปัจจุบัน เช่น ซื่อโทรศัพท์ทำให้บุตรคุยกับเพื่อนโดยที่ผู้ปกครองไม่ทราบว่าใครโทรมาคุยกันเรื่องอะไร ช่วนกันไปทำอะไรบ้าง ผู้ปกครองบ้างราย ซื่อคอมพิวเตอร์ให้บุตรเล่น โดยไม่ได้ตรวจสอบว่าบุตรเล่นอะไรบ้าง ปล่อยให้บุตรอยู่กับคอมพิวเตอร์ หรือสบายใจที่ให้เงินบุตรไปเล่นเกมในร้านคอมดีกว่าไม่รู้ว่าบุตรไปเล่นที่ไหน หรือซื่อมอเตอร์ไซค์ให้บุตรขับขี่ ทั้งที่บุตรยังไม่ได้ทำใบขับขี่ จึงทำให้บุตรไปเล่นไกลบ้านได้มากขึ้น บุตรที่เสียชีวิตหลายรายได้ขอผู้ปกครอง ไปเล่นเกม ไปทำรายงานที่โรงเรียน ไปขับรถมอเตอร์ไซค์เล่นไปหาเพื่อน ซึ่งเครื่องมือทางเทคโนโลยีและสภาพแวดล้อมในสังคมปัจจุบันหลายอย่างมีความเสี่ยงต่อบุตรแต่ผู้ปกครองยังรู้ไม่เท่าทัน

8.  เป็นข้อสุดท้าย สาเหตุการเสียชีวิตนั้น เป็นความเผอเรอของผู้ปกครองปล่อยให้บุตรอยู่ตามลำพัง โดยเฉพาะการเสียชีวิตของบุตรเล็กๆ เช่น ทำกับข้าวอยู่ เดินออกไปนอกบ้าน ยืนคุยกับเพื่อนบ้าน เพียงแค่ 3 นาที 5 นาที อาจเป็นได้ที่เป็นเวลาที่นานพอที่ทำให้ผู้ปกครอง ต้องจดจำและเสียใจไปตลอดชีวิต เพราะทำให้บุตรเสียชีวิตมาเป็นจำนวนมากแล้ว ในกรณีของบุตรเล็กๆที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำ หรือเป็นความประมาณ ขาดไม่ถึงในกรณีต่างๆ เช่น ไปรับส่งบุตรโดยไม่ใสหมวกกันน๊อกให้บุตรแต่ตัวผู้ปกครองใส่ป้องกันอย่างดี หรือเด็กเล็กที่นั่งในรถยนต์ที่ผู้ปกครองไม่ได้ป้องกัน ความเผอเรอความประมาณเป็นสาเหตุที่สำคัญที่เด็กต้องเสียชีวิต

             สาเหตุของการเสียชีวิตของเด็ก อายุต่ำกว่า 15 ปี จากสาเหตุภายนอกนั้น สาเหตุ 8 ข้อเบื้องต้นนั้นเป็นเพียงข้อมูลปัจจัยเสี่ยงของลักษณะผู้ปกครองที่ดูแลเด็ก แล้วได้เสียชีวิต ซึ่งคงยังมีสาเหตุอีกมากมาย ถ้าลงไปศึกษาวิเคราะห์ เพิ่มขึ้น คงมีมากกว่านี้อีกหลาย 10 ข้อ แต่สาเหตุหลังคงต้องมองไปที่ผู้ปกครอง ซึ่งมีหน้าที่ดูแลบุตร ปกป้องบุตร สอนวิชาความรู้ให้บุตรได้เติมโต ให้ใช้ชีวิตอยู่กับคนอื่นอยู่ในสังคมอยู่บนโลกนี้อย่างมีความสุข ถ้าเกิดบุตรเสียชีวิตไม่ว่าสาเหตุอะไร นอกจากความเสียใจแล้วนั้น คงรู้สึกผิดในความรับผิดชอบและคงปฎิเสธความรับผิดชอบของตัวเองไม่ได้            

                                                                                      กลาง  ธรรมชาติ

                                                                                      19 /ส.ค/ 2553