วันนี้เป็นการเรียนวันสุดท้ายของสัปดาห์ แต่ไม่ใช่การเรียนวันสุดท้ายกับคุณครู SuSu เพราะจะอยู่กับนักศึกษา 3 อาทิตย์ ถิงสิ้นเดือน จากการเข้าเรียนกับคุณครู susu มา 1 สัปดาห์ทำให้พอมองเห็น ประโยชน์ที่ได้รับจากการเรียนครั้งนี้ ถึงแม้ว่าจะยังไม่จบ 3 สัปดดาห์ก็ตาม น่าจะได้ประโยชน์ 2 ประการ

ประการแรกที่ได้คือ การได้พัฒนาทักษะทางภาษา (ภาษาอังกฤษ) ทั้งการฟัง พูด อ่าน เขียน โดยเฉพาะการฟังได้ประโยชน์มาก ถึงแม้ตอนแรกจะยังไม่เข้าใจความหมายของประโยคแต่ฟังบ่อย ๆ เข้าก็เริ่มคุ้นชินกับสำเนียง และการออกเสียงของเขาซึ่งต่างจากที่เราเคยเรียนมา

ประการที่ 2 คือความรู้และมุมมองจากการศึกษาของ SuSuในเรื่อง Knowlage managament ซึ่งน่าสนใจมากเมื่อเราฟังแล้วทำให้เรามองหน้าตา และตัวตนของ Knowlage managament ได้กว้างและลึกมากขึ้นจากที่เคยศึกษาเอกสารในประเทศไทย คุณครู susu ได้นำเสนอคำสำคัญไว้น่าสนใจดังนี้

1. Introduction to KM

2. Learning Outcomes

3. Management and sharing of Know How...

4. Core principles for Knowledge sharing...

5. The Challenges for KM

6. Communities of Practice-the issues

7. Overcoming Resistance to Change

8. Building a 'Sustainable CoP for sharing and Learning and Beyond...

9. CoP sustainability

10. Organizational structures of CoP influences behaviour

11.Implications of knowledge sharing on people

สำหรับกิจกรรมของนักศึกษาวันนี้คือ แต่ละคน นำเสนอปัญหาที่มักจะเกิดขึ้นเมื่อเราลงพื้นที่คนละ 1 ประเด็น ซึ่งจะทำให้เราทำงานในชุมชนไม่สะดวก เช่นเรื่องความยากจน เรื่องเวลา ความขัดแย้งในชุมชนเอง ความไม่เข้าใจในตัวของผู้มาเยือน เรื่องความเชื่อทางประเพณีและวัฒนธรรม ซึ่งทั้งหมดเป็นปัญหาสำคัญ ส่วนหนึ่งที่ทำให้เราไม่สามารถทำงานได้ ตามเป้าหมาย ถ้าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้รับการแก้ไข ก็จะเป็นอุปสรรค ต่อการทำ Focos gnop

คุณครู SuSu ได้ให้คำแนะนำในการแก้ปัญหา คือควรเข้าไปพบปะกับ Key people ซึ่งเป็นคนสำคัญของชุมชน ให้ครบทุกคน และพยายามหาประเด็นหลักร่วมที่แต่ละคนสนใจเพื่อจะตั้งประเด็นร่วมในการจัดทำ Focos group เราจะได้ข้อมูลที่เป็นจุดร่วมของชุมชนอย่างมีความหมายและน่าเชื่อถือครับ..

เมื่อวานตอนบ่ายขณะที่เรากำลังเขียนบล๊อกอยู่ อ.อภิชัยขอพบกับนักศึกษาทุกคนที่ตึกบริหารเวลา 16.30 น. พวกเราจึงรีบทำงานให้เสร็จ เมื่อไปถึง อ.สุธิดา อ.ฐิติพล(ที่ปรึกษาผมเอง) และอาจารย์ SuSu รออยู่แล้วแต่เนื่องจาก อ.อภิชัยยังมีแขกอยู่ เราจึงมีเวลาสนทนาแลกเปลี่ยนอ.สุดธิดา ก็ถามว่าเป็นอย่างไร เรียนภาษาอังกฤษกับคุณครู SuSu เกือบทุกคนตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ช่วงแรกมีปัญหาฟังไม่ชัดก็เลยไม่คุ้นกับสำเนียงของท่าน แต่ฟังซ้ำ ๆ นานเขาก็เร่มคุ้นชิน และเข้าใจมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่มีปัญหาใหญ่กว่านั้นคือ นักศึกษาส่วนมากไม่กล้าโต้ตอบกับอาจารย์ เพราะกลัวผิด คงจะเป็นวิบากกรรมของกระบวนการเรียนภาษาอังกฤษฉบับประเทศไทย ที่เน้นไวยากร มากจนผู้เรียนไม่กล้าทำอะไร เพราะกลัวผิด ๆๆๆ (แต่ปัจจุบันดีขึ้น) อ.สุธิดาจึงเล่าประสบการณ์ให้ฟังว่าที่ท่านพูดได้นั้นได้กำลังใจจากเพื่อนนักศึกษาของท่านเป็นชาวเกาหลี คนนี้เวลามีกิจกรรมที่ต้องพูดเขาจะพูดมากพูดไม่ยอมหยุดเลยที่สำคัญที่พูดมาทั้งหมด พูด ผิด ๆ ถูกๆ อ.สุธิดา ก็สงสัย... แล้วพูดทำไม.????

 เขาตอบว่า "เรื่องการพูดเป็นหน้าที่ของเขา และเขาก็รู้เรื่องในทุกอย่างที่เขาพูด ส่วนคนฟังจะฟังรู้เรื่องหรือไม่เป็นเรื่องของคนฟังเอง ซึ่งไม่เกี่ยวกับเขา" เป็นตัวอย่างที่ให้กำลังใจพวกเราอย่างมากมาย มีความกล้าและมั่นใจมากขึ้นนอกจากนี้ อ.ฐิติพล ท่านยำให้คำสำคัญที่ดีมาก ท่านบอว่า "ถ้าไม่พูดก็พูดไม่ได้" ทำให้ผมนั่งมองเพดานแล้วนึกย้อนกลับไปตอนที่ผมทำงานกับ อ.เอเชีย (ดร.สรยุทธ รัตนพจนาถ) ในโครงการ"วิทยาศาสตร์ท้องถิ่น "โดยการสนับสนุนของสกว. ซึ่งจะต้องมีงานเขียนเพื่อรายงานความก้าวหน้าและพิมพ์ ตอนนั้นผมเหมือนมีกองทุกข์กองใหญ่ อยู่บนหัวหนักมาก แต่ดี ที่ในโครงการเขามี กระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในกลุ่ม ( sharing inthe group) ที่ชื่อว่า "สุนทรียสนทนา (Dialog) เป็นประจำ จึงทำให้มีความเข้าใจว่าเรื่องที่ควรเขียนควรพูดคือเรื่องจริงที่เราได้คิดได้ทำที่เป็นปกติธรรมดา ด้วยตัวเราเอง ที่เราเรียกว่า "อิสรภาพ" หลังจากนั้นผมก็ลงมือเขียนร่ายยาว ปืด ๆๆ โดยยังไม่ต้องไปพะวงกับคนที่จะอ่านเท่าใดนัก แต่หลังจากมีคนอ่านแล้ว แสดงความเห็นกลับมาว่า "อ่านแล้วมันดีสนุกน่าติดตาม" ผมแทบตัวลอยมีความรู้สึกเหมือนกับเป็นพระเอกหนัง่จีน (กำลังภายใน) ที่มีความเก่งกล้าทางวิทยายุทธชั้นสูง สามารถเดินทะลุผ่านกำแพงได้สะบาย ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งที่สองที่เกิดขึ้นกับตัวผม.....เอ..วันนี้ชักจะพูดยาว..ขอหยุดแค่นี้นะครับ..อย่าลืมนะครับใครมีข้อคิดเห็นอย่างไรกรุณาเขียนมาแลกเปลี่ยนกันบ้าง เราจะได้เรียนรู้ด้วยครับ..เจ้านาย..??????