การปรับเทียบตรวจซ่อมเครื่องมือวัดอุตสาหกรรม
เคยมีปัญหาเกี่ยวกับการส่งเครื่องมือสอบเทียบหรือเปล่า จะพิจารณาอย่างไรในการส่งเครื่องมือสอบเทียบ ข้อมูลที่ได้จากการสอบเทียบบอกอะไรกับเราบ้าง เนื่องจากว่าเครื่องมือที่ใช้ในการทดสอบหรือสอบเทียบเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ผลการทดสอบหรือสอบเทียบมีความถูกต้อง
สิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาคือสอบเทียบคือ
1.ผู้ใช้เครื่องมือจะต้องเข้าใจในความสามารถของเครื่องมือที่ใช้ว่า มีขีดความสามารถ (capability) เพียงใด และเหมาะสมกับการใช้งานตามที่ต้องการหรือไม่
2.ห้องปฏิบัติการรายใดบ้างที่มีความสามารถในการสอบเทียบเครื่องมือตามความต้องการดังกล่าวข้างต้น ซึ่งจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบในการเลือกใช้บริการจากห้องปฏิบัติการสอบเทียบที่มีความสามารถในการสอบเทียบ ที่ให้ผลการสอบเทียบที่น่าเชื่อถือ และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล วิธีที่ง่ายที่สุดควรเลือกห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรอง (Accredited) ตาม มอก.
3.ต้องพิจารณาว่าห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองนั้นมีขอบข่ายที่ได้รับการรับรองสอดคล้องกับความต้องการหรือไม่ เช่นกรณีเครื่องชั่ง 4 ตำแหน่ง ช่วงการใช้งาน 0 กรัม ถึง 210 กรัม นำมาใช้กับงานทดสอบที่มีค่าความผิดพลาดไม่เกิน 1 มิลลิกรัม ต้องเลือกห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองในเรื่องการสอบเทียบเครื่องชั่ง
4.ต้องพิจารณาผลการสอบเทียบว่า มีความถูกต้องตรงกับเครื่องมือที่ส่งสอบเทียบหรือไม่ สิ่งที่ต้องพิจารณาคือ จุดหรือช่วงการสอบเทียบ ค่าความผิดพลาด (Error) และค่าความไม่แน่นอน (Uncertainty) ณ จุดหรือช่วงการสอบเทียบนั้น
รายละเอียดการให้บริการสอบเทียบ
- บริการรับส่งเครื่องมือ ฟรี ทั่วประเทศ
- ระยะเวลาในการสอบเทียบ 5-7 วัน พร้อมใบรับรองผลการสอบเทียบ
- บริการสอบเทียบทั้งภายในห้องแลบและในโรงงานซึ่งไม่เสียค่าใช้จ่าย ในส่วนของนอกสถานที่ เขตกรุงเทพฯและปริมณฑล
- บริการให้คำปรึกษาและวางแผนระบบด้านงานสอบเทียบทั้งองค์กร
- บริการรับเหมาสอบเทียบเป็นรายปี ด้วยส่วนลดพิเศษ
- รับซ่อมเครื่องมือวัด ตรวจสอบ ซ่อม แก้ไข ปรับเทียบ เครื่องมือ หรือ เครื่องมือวัดทุกชนิด พร้อมสอบเทียบฟรี
การสอบเทียบ (Calibration)
การสอบเทียบ(Calibration) คือ กระบวนการทำงาน (ภายใต้สภาวะที่ควบคุม)ซึ่งสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง ค่าที่วัดได้จากเครื่องมือวัด กับ ค่าที่แท้จริงจากมาตรฐานอ้างอิง ที่มีการสอบกลับได้ (Traceability ) กล่าวคือ การสอบเทียบ(Calibration) คือการเทียบผลการวัดกับค่ามาตรฐานที่รู้ค่าอย่างแท้จริง ค่ามาตรฐานที่รู้ค่าจริงนี้จะต้องเป็นแหล่งที่มาที่เป็นที่ยอมรับกัน ค่ามาตรฐานต่างๆ ถูกกำหนดขึ้นและยอมรับกันระหว่างประเทศต่างๆ ใช้อ้างอิง (Reference) เป็นมาตรฐาน
ความสำคัญของ Calibration System ในอุตสาหกรรมการผลิตคือ
- มีการกำหนดคุณภาพของเครื่องมือวัดที่ใช้ในการทดสอบคุณภาพสินค้าในมาตรฐารผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมทุกชนิด ทุกประเทศ
- มีการกำหนดให้ควบคุมการวัด และเครื่องมือทดสอบ (เครื่องตรวจ เครื่องวัด และเครื่องทดสอบ) ในระบบคุณภาพต่าง ๆ อย่างเข้มงวด เช่น ISO -9000 QS 9000
ระดับมาตรฐานของระบบการวัด
มาตรฐานของระบบการวัด แบ่งได้ 4 ระดับ
- มาตรฐานนานาชาติ (International Standard) หน่วยงานคือ CIPM, BIPM, OIML, ISO, IEC,
- มาตรฐานแห่งชาติ (National Standard/ Primary Standard) หน่วยงาน คือ NPL(National Physical Lab.UK) ,
- มาตรฐานขั้นรอง (Secondary Standard) หน่วยงาน คือ ห้องปฏิบัติการของหน่วยงานของรัฐหรือ องค์กรสาธารณะ เช่น สวท. มจธ. การบินไทย ทอ. ศูนย์สอบเทียบของเอกชน
- มาตรฐานใช้งานหรือ มาตรฐานโรงงาน (Working/Factory Standard) หน่วยงานคือ ห้องควบคุมเครื่องมือ/ ห้องสอบเทียบ ภายในโรงงาน หรือบริษัท
การสอบเทียบเน้นการควบคุมทางมาตรวิทยาและการสอบกลับได้ของค่า โดยพิจารณาเป็นระดับขั้นดังนี้
ระดับ 1 พิกัดความเผื่อของผลิตภัณฑ์ที่มีหรือคุณภาพของการวัด เช่น พิกัดความเผื่อของเพลามีค่า ±0.01 มม.
ระดับ 2 การสอบเทียบระบบการวัดผลิตภัณฑ์ เช่นการใช้ เกจก้ามปูตรวจสอบชิ้นงาน การใช้เขาควายวัดเพลา
ระดับ 3 การสอบเทียบระบบการวัดที่ใช้ในการสอบเทียบระบบการวัดผลิตภัณฑ์ เช่นการสอบเทียบเกจก้ามปูโดยใช้เวอร์เนียร์ การเอาเขาควายมาอ่านค่าโดยไม้บรรทัดหรือเวอร์เนียร์
ระดับ 4 การสอบเทียบ โดยใช้มาตรฐานในโรงงาน (เช่น เกจบล๊อก) กับระบบที่ใช้สอบเทียบกับระดับ3 การสอบเทียบเวอร์เนียร์โดยใช้ เกจบล๊อก
ระดับ 5 การสอบเทียบ มาตรฐานในโรงงานกับ มาตรฐานระดับชาติ เช่นการนำเกจบล๊อกที่เป็นมาตรฐานในโรงงานไปสอบเทียบกับ ห้องปฏิบัติการสอบเทียบภายนอก
ระดับ 6 การสอบเทียบระดับนานาชาติหรือสากล คือการสอบเทียบกันระหว่างมาตรฐานระดับชาติกับมาตรฐานระดับชาติด้วยกัน เช่นการสอบเทียบความเร็วของตัวกำเนิดแสงเลเซอร์ที่ใช้ในการสอบเทียบ ระหว่าง NPL(อังกฤษ) กับ PTB(เยอรมัน)
การประเมินผลความเที่ยงตรง (Evaluation Accuracy)
ค่าผิดพลาด (Error)ในการวัด คือ ความแตกต่างระหว่างค่า (Value) ที่แสดงบนเครื่องมือกับค่าจริงของที่วัดได้ (ค่าจริงของจำนวนที่ทำการวัดซึ่งจะรู้เป็นครั้งคราว) ค่าผิดพลาด แบ่งเป็นค่าผิดพลาดแบบสุ่ม
ความเที่ยงตรง (Accuracy)คือคุณภาพที่กำหนดให้เป็นไปตามรูปแบบการวัด สามารถพิจารณาแบ่งเป็น สองส่วน ตามรูปแบบของค่าผิดพลาดได้ โดยค่าผิดพลาดต่างๆ ที่ได้ทำการวิเคราะห์นั้น ควรจะพิจารณาตามชนิดและธรรมชาติของมันเอง
องค์ประกอบพื้นฐานในการประมวลผลของความเที่ยงตรง สามารถแบ่งออกเป็น 5 องค์ประกอบ
- มาตรฐาน (Standard)
- ชิ้นงาน (Workpiece)
- เครื่องมือ (Instrument)
- บุคคล (Person)
- สิ่งแวดล้อม (Environment)
1. มาตรฐาน (Standard)
- สามารถสอบกลับได้ (Traceability)
- สามารถเปรียบเทียบทางเรขาคณิตได้ (Geometric Compatibility)
- สัมประสิทธิ์การขยายตัวทางความร้อน (Coefficient of Thermal Expansion)
- ช่วงการสอบเทียบ (Calibration Interval)
- ความเสถียร (Stability)
- สมบัติในการยืดหยุ่น (Elastic Properties)
- ตำแหน่งใช้งาน (Position of Use)
2. ชิ้นงาน (Workpiece)
- ความเป็นจริงของรูปทรงเรขาคณิตที่ซ้อนอยู่
- ลักษณะที่เกี่ยวข้อง เช่น ผิวสำเร็จ รอยขีดข่วน
- สมบัติในการยืดหยุ่น
- ความสะอาด
- ความเสียหายของผิว
- ความร้อน
- มวลที่มีผลต่อ การเปลี่ยนรูปในช่วงยืดหยุ่น (Elastic Deformation)
- ความจริงที่สนับสนุนรูปทรง
- คำจำกัดความของลักษณะที่ชัดเจน ที่ต้องการวัด
- จุดอ้างอิงของชิ้นงานที่เพียงพอ
3.เครื่องมือ
- มีอัตราการขยายตัวที่พอเหมาะเพื่อความเที่ยงตรงตามวัตถุประสงค์
- การขยายการตรวจสอบภายใต้สภาวะการใช้งาน
- ผลกระทบที่เกิดจากแรงเสียดทาน และBack lack
- จุดสัมผัสทางเรขาคณิตที่ถูกต้องทั่วชิ้นงานและมาตรฐาน
- ไฟฟ้า หรือระบบนิวเมติก ที่นำไปสู่ระบบขยายต้องทำงานภายใต้ขอบเขตที่กำหนด
- ระบบควบคุมความดันต้องทำงานภายใต้ขอบเขต
- จุดสัมผัสที่เกี่ยวข้องกับทรงเรขาคณิตต้องถูกต้องและตรวจสอบหาจุดสึกหรอ
- จุดหมุนและจุดเลื่อนต้องไม่สึกหรอและเสียหาย
- การเปลี่ยนแปลงรูปร่างทำให้เกิดผลกระทบต่อเครื่องมือ เช่นนำชิ้นงานหนักมาวัด
- อุปกรณ์ช่วยงาน (เหล็กฉาก โต๊ะระดับ) ตรวจสอบว่าทำงานได้ดี และมีการสอบเทียบ
4.บุคลากร
- การฝึกอบรม
- ทักษะ
- ความรู้สึกต่อคุณค่าของความแม่นยำ
- มีแนวคิดและทัศนคติต่อความเที่ยงตรงที่ได้
- มีใจกว้าง มีทัศนคติและความเชื่อมั่นโดยส่วนตัวต่อความเที่ยงตรง
- มีการวางแผนเทคนิคการวัด เพื่อประหยัดและสม่ำเสมอต่อความแม่นยำที่ต้องการ
- ตระหนักถึงขอบเขตของการประเมินผลที่เที่ยงตรง
- ความสามารถในการเลือกเครื่องมือที่มีคุณภาพสูงและมีมาตรฐานและความต้องการทางเรขาคณิตและความสามารถที่เกี่ยวกับความแม่นยำ
- มีความรู้สึกตระหนักเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการวัด
5. สิ่งแวดล้อม
- มาตรฐานของอุณหภูมิในการวัด คือ ทางกล20 C (68 F) และทางไฟฟ้า 23 C (73.4 F)
- อุณหภูมิระหว่างชิ้นงานมาตรฐานและเครื่องมือต้องเท่ากัน ความแตกต่างเพียง 1 องศาอาจจะทำให้เกิดความผิดพลาดได้
- การขยายตัวของอุณหภูมิมีผลกระทบ จาก ความร้อนที่เกิดจากแสงไฟ อุปกรณ์ทำความร้อน แสงอาทิตย์ และจากร่างกายมนุษย์
- ผลกระทบจากวงจรในระบบควบคุมอุณหภูมิ
การจัดการ ข้อกำหนด 7.6 การควบคุม เครื่องมือ วัดทดสอบ ตาม ISO 9001
หลักการ
- เครื่องมือ อุปกรณ์ ที่ใช้ต้องมีความถูกต้อง แม่นยำ เชื่อถือได้ และเหมาะสม
ประเด็นการจัดการ
กำหนดขั้นตอนการทำงานการสอบเทียบ ควบคุมและบำรุงรักษา
- กำหนดรายการที่ต้องวัดและความถูกต้องแม่นยำที่ต้องการ
- เลือกเครื่องมือและอุปกรณ์ที่เหมาะสม
- ทำบัญชีควบคุมเครื่องมือและอุปกรณ์ที่มีผลต่อคุณภาพและต้องสอบเทียบ
- สอบเทียบเครื่องมือและอุปกรณ์ก่อนนำไปใช้งานและตามช่วงระยะเวลาที่ เหมาะสมโดยสามารถสอบกลับไปยังมาตรฐานระดับชาติที่เชื่อถือได้
- ต้องรู้ค่า ความไม่แน่นอน ของการวัด และนำไปประเมินความสามารถของการวัด
- สภาวะแวดล้อมในการสอบเทียบ, ตรวจสอบ, ทดสอบ ต้องเหมาะสม
- ติดป้ายแสดงสถานการณ์สอบเทียบ
- จัดทำและจัดเก็บบันทึกการสอบเทียบ
- ปรับแต่งเครื่องมือและอุปกรณ์
- ลดระดับความแม่นยำของเครื่องมือและอุปกรณ์
- ยกเลิกการใช้งาน
- ทวนสอบผลการวัด/ตรวจ/ทดสอบที่ใช้เครื่องมือและอุปกรณ์นั้นๆ ที่ผ่านมา ย้อนหลัง จนกระทั่งมั่นใจว่าผลการวัดนั้นเชื่อถือได้ เช่น ย้อนไปถึงช่วงการสอบเทียบครั้งสุดท้ายที่ผ่านมา
ประเมินหาค่า ความไม่แน่นอนของการวัด (UNCERTAINTY OF MEASUREMENTควรคำนึงถึงความสามารถของเครื่องมือที่ใช้ในการสอบเทียบ และบุคลากรที่รับผิดชอบการสอบเทียบ (เช่น ความรู้ ประสบการณ์)