อัตถิตา นัตถิตา อัตตา นิรัตตา อนัตตา สุญญตา

   ช่วยมานิยามความหมายของคำเหล่านี้กันหน่อย....

     

1. อัตถิตา  =

2. นัตถิตา =

3. อัตตา  =

4. นิรัตตา  =

5. อนัตตา  =

6. สุญญตา  =


ท่านนิยามความแตกต่างของคำศัพท์เหล่านี้ได้หรือไม่  
ท่านอาจจะไปเปิดประมวลศัพท์ทางพระพุทธศาสนาดูได้
แต่ท่านเข้าใจความหมายอย่างแท้จริงได้หรือไม่  
ขอให้ท่านลองให้ความหมายตามที่ตนเองจะพอประมวลได้
จากการศึกษาธรรมะลงดูก่อน

 

....................................................................................................................................

 

1. อัตถิตา  =
2. นัตถิตา =  

              บทว่า อตฺถิตํ ได้แก่ เที่ยง.
              บทว่า นตฺถิตญฺจ ได้แก่ ขาดสูญ.
http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=16&i=42
-------------------------------------------------


3. อัตตา  =  ตัวตน ตัวเรา
4. นิรัตตา  = ไม่มีตัวตน


อตฺถีติ อตฺตาติ สสฺสตทิฏฺฐิ
นตฺถิ   นิรตฺตาติ   อุจฺเฉททิฏฺฐิ
http://budsir.mahidol.ac.th/cgi-bin/Budsir.cgi/SearchItem?mode=1&valume=29&item=107&Roman=0
--------------------------------------------


5. อนัตตา  =

บทว่า อนตฺตา ความว่า ชื่อว่า อนตฺตา เพราะอรรถว่าไม่เป็นไปตามอำนาจ.
http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=20&i=576
--------------------------------------------



6. สุญญตา  =

ดูกรอานนท์ เพราะว่าสูญจากตนและจากสิ่งที่เนื่องด้วยตน
ฉะนั้นเราจึงกล่าวว่าโลกสูญ
http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=31&A=9514&Z=9682

 

....................................................................................................................................

 

เอาล่ะทีนี้เราลองมาพิจารณานิยามของคำศัพท์เหล่านี้กันดู  โดยอิงตามลิงค์ที่ให้มา  ดังนี้...

1. อัตถิตา  =  เที่ยง

ขยายความคำว่า เที่ยง  หรืออีกความหมายหนึ่งท่านว่า  อัตถิตา ความมีอยู่  อันได้แก่ ตัวตน  โดยบทว่า ตัวตนที่เที่ยงแท้มีอยู่แต่เนื่องด้วยขันธ์นั่นแหละ  เข้าใจง่ายๆ ก็คือ อัตถิตา เห็นว่าตัวตนเที่ยงแท้ยืนโรงมีอยู่โดยยึดเอาขันธ์ ๕ นี่แหละเป็นตัวตน  ซึ่งเป็นส่วนสุดข้างสัสสตทิฏฐิ


2. นัตถิตา =  ขาดสูญ

ขยายความ ขาดสูญ  หรือ ความไม่มี  ไม่มีตัวตน  ขันธ์ ๕ ขาดสูญ  หลังตายแล้วขาดสูญ ไม่มีอะไรไปเกิดอีก ตัวตนหลังขันธ์ ๕ แตกตายแล้วขาดสูญ  ซึ่งเป็นส่วนสุดข้างอุจเฉททิฏฐิ


3. อัตตา  =   ตัวตน  ตัวเรา

ขยายความ อัตตา คือ ตัวตนที่เที่ยงแท้ยืนโรงท่องเที่ยวไปในสังสารวัฏ  โดยยึดถือขันธ์ ๕ ส่วนใดส่วนหนึ่งเป็นตัวตนเที่ยงแท้นั่นเอง  ซึ่งเป็นส่วนสุดข้างสัสสตทิฏฐิ


4. นิรัตตา  =  ไม่มีตัวตน

ขยายความ  นิรัตตา คือ ไม่มีตัวตน  ไม่มีอะไรเลยไม่เหลืออะไรเลยไม่เป็นไปตามกฏแห่งกรรม  ซึ่งเป็นส่วนสุดข้างอุจเฉททิฏฐิ


5. อนัตตา  =  ไม่เป็นไปตามอำนาจ

ขยายความ  นอกจากไม่เป็นไปตามอำนาจ  อนัตตา ยังปฏิเสธ ทั้ง อัตตา (ตัวตนเที่ยงแท้โดยยึดขันธ์ ๕ ว่าเป็นตัวตน)  และปฏิเสธ นิรัตตา (ไม่มีตัวไม่มีตน ขันธ์ ๕ ขาดสูญ)  อนัตตา เป็นมัชเฌนธรรม  คือไม่เข้าไปในส่วนสุดข้างใดข้างหนึ่ง  


6. สุญญตา  = สูญจากตนและจากสิ่งที่เนื่องด้วยตน

ขยายความ  สุญญตา  สูญจากตนและจากสิ่งที่เนื่องด้วยตน  คำว่าสูญนี้  ไม่ใช่ ขาดสูญ  แต่ท่านใช้คำว่า  ว่าง  โดยเปรียบกับ  เรือนว่าง  หม้อว่าง  คือในเรื่อนนั้นหรือในหม้อนั้น  ว่าง  ไม่มีอะไรในเรือนหรือในหม้อนั้น  จึงว่า  หม้อว่าง  เรือนว่าง  ไม่ใช่หม้อสูญ(หม้อไม่มี)  เรือนสูญ(เรือนไม่มี)


......................................................................................................................................................

มีข้อน่าสังเกตว่า  

อนัตตา  =  ไม่มีตัวไม่มีตน  ได้หรือไม่  ขอเสนอแนะว่า  ถ้าอธิบายเช่นนี้ก็เอียงเอนเข้ากับฝ่ายอุจเฉททิฏฐิ  

แล้วที่บางท่าน  อ้างว่า...อนัตตา  = "ไม่มีอัตตา ใน สิ่งใดๆ นั้น ที่ไม่ใช่อัตตา"  เขียนให้เข้าใจง่ายๆ จะได้ความว่า  "ไม่มีตัวตน ใน สิ่งใดๆ นั้น ที่ไม่ใช่ตัวตน"  ประโยคเช่นนี้ก็เอียงเอนไปฝ่ายอุจเฉททิฏฐิอยู่ดี เพราะถ้าขึ้นต้นว่าไม่มีตัวตนเสียแล้วก็ผิดจากหลักการพิจารณา  ทีนี้อะไรที่ไม่มีตัวตนก็ไม่ได้อ้างไว้ให้ชัดเจนด้วย  

ถ้าจะเขียนให้ถูก  ก็ควรกล่าวให้ชัดเจนว่า  อนัตตา  = ไม่ใช่ตัวตน  ขันธ์ ๕ ไม่ใช่ตัวตน เพราะขันธ์ ๕ เป็นไปเพื่ออาพาธ  และขันธ์ ๕ ไม่เป็นไปตามอำนาจ

ทีนี้อาจมีปัญหาตามมาว่า  ถ้าขันธ์ ๕ ไม่ใช่ตัวตน  แปลว่า มีสิ่งที่เป็น ตันตน ใช่หรือไม่  คือมีตัวตนอยู่ต่างหาก เป็นอัตตา หรืออาตมัน ตัวแท้ตัวจริงเป็นแก่น เป็นแกนของชีวิตซ้อนอยู่ภายในขันธ์ 5 หรืออยู่นอกเหนือจาก ขันธ์ 5 แต่เป็นตัวครอบครองควบคุมอยู่อีกชั้นหนึ่ง  บางท่านก็ประกาศว่า ตนได้เข้าถึงสภาวะที่แท้จริงนั้นแล้ว อันเป็นตัวแท้ตัวจริง เป็นอัตตาหรืออาตมันสูงสุด  อย่างที่บัญญัติเรียกว่า ปรมาตมันบ้าง พรหมันบ้าง พระผู้เป็นเจ้าบ้าง

ท่านต้องเข้าใจว่า  คำว่าปรมาตมัน  พรหมัน เหล่านี้มาจากคำภีร์อุปนิษัทเป็นคำศัพท์ที่แต่งขึ้นหลังพุทธกาลเพิ่มเติมเข้ามาทีหลัง  เพื่อมาแข่งขันกับพุทธศาสนา  แต่แรกในสมัยพุทธกาลนั้นลัทธิอื่นทั่วไปยึดถือขันธ์ ๕ ว่าเป็นอัตตา  เมื่อศาสนาพราหมณ์  พัฒนามาเป็นฮินดู  หลักคำสอนก็พัฒนามาเพื่อแข่งขันกับพระพุทธศาสนา  ตัวตนที่กล่าวนี้จึงเป็นความเชื่อของศาสนาฮินดู  เป็นเพียงในชั้นความคิด  ยังพัวพันด้วยความยึดถือ  จึงไม่ทำให้หลุดพ้นจากทุกข์ได้  ปรมาตมัน  พรหมัน ตัวตนที่กล่าวเป็นอัตตทิฏฐิ  ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนเป็นอนัตตาในชั้นของความคิด ก่อให้เกิดความยึดถือในทิฏฐินั้น  ก็จัดอยู่ในฝ่าย อัตตทิฏฐิ

สรุป  คำศัพท์ ทั้ง ๖ คำที่ให้ช่วยกันพิจารณานี้  เพียงหวังให้ท่านแยกประเด็นให้ชัดเจนว่า  เป็นส่วนสุดข้างใดข้างหนึ่ง  หรือเป็นมัชเฌนธรรม  คือไม่สุดโต่งไปทางความคิดข้างใดข้างหนึ่ง  การพิจารณามัชเฌนธรรม   เพื่อไม่ให้เข้าไปติดในส่วนสุดข้างใดข้างหนึ่งนั้นสำคัญที่สุด  ย้ำว่าต้องพิจารณาให้แยบคายก่อนเสมอ  อย่าไปใช้คำว่า  มี  หรือ ไม่มีตัวตนขึ้นก่อน (ควรใช้คำว่า ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน แล้วก็ยกข้อพิจารณาความมีหรือไม่มีตามเหตุปัจจัย) ให้พิจารณาไปตามกระบวนธรรมก็จะเห็นว่าสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นเพราะอาศัยเหตุปัจจัย  สังขตธรรมทั้งปวงย่อมเป็นเช่นนั้น  

ก็เมื่อบุคคลแม้จะพิจารณาเห็น คือพิจารณาเห็นความไม่ขาดสูญแห่งธรรมที่อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น เพราะความไม่ขาดสูญแห่งปัจจัยทั้งหลาย อุจเฉททิฏฐิที่ว่าไม่มี จะพึงเกิดขึ้น ย่อมไม่มี. เมื่อบุคคลพิจารณาเห็นความดับแห่งปัจจัย คือพิจารณาเห็นความดับแห่งธรรมที่อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น เพราะปัจจัยดับ สัสสตทิฏฐิที่ว่ามีอยู่ จะพึงเกิดขึ้น ก็จะไม่มี.