เมื่อพยาบาลสนใจ วัยรุ่นท้อง เมื่อวานผมได้ไปบรรยายตามคำเชิญของ "ภาควิชาการพยาบาลเด็กและการผดุงครรภ์ วิทยาลัยพยาบาลสภากาชาดไทย" ในหัวข้อเรื่อง"บทบาทครอบครัว โรงเรียนและชุมชนในการปกป้องและดูแลวัยรุ่นตั้งครรภ์" งานนี้เป็นงานวิชาการประจำปี ที่จัดเพื่อให้บรรดาพยาบาล นักสังคมสงเคราะห์และครูแนะแนวจากโรงเรียนต่างๆ จำนวน 200 คนเข้ารับฟัง เขาจัดสองวัน วันแรกบรรดาหมอผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายได้พูดเรื่องการแพทย์ไปแล้ว วันนี้หน้าที่เป็นของผม ที่ไม่ใช่หมอ ไม่ใช่ครูในโรงเรียน แต่เป็นครูทางสังคม ซึ่งผู้จัดคงคิดว่าพอจะให้แง่มุมต่างๆ ได้ เวลาชั่วโมงเศษ ผมนำเสนอ 3 ประเด็นหลักๆ ดังนี้ครับ 1.สถานการณ์ที่วัยรุ่นกำลังประสบอยู่คือ -สนใจและมีเซ็กส์กันง่าย อายุเฉลี่ยจะอยู่ในช่วงวัย 15-16 ปี มีเซ็กส์โดยป้องกันไม่เป็น ไม่รู้จักโทษของมัน ไม่รู้จักรับผิดชอบ -ตกอยู่ในภาวะติดยาและสิ่งเสพติดกันมาก ทั้งสุรา บุหรี่และยาเสพติดชนิดต่างๆ ตามโอกาสและทุนทรัพย์ที่มี -ใช้ความรุนแรงเข้าช่วงชิง แก้ปัญหา มีทั้งทำร้ายตนเอง ทำร้ายผู้อื่นทางกาย จิตใจและเพศ ถามว่า สามสถานการณ์นี้สัมพันธ์กันไหม ตอบว่าสัมพันธ์กันเพราะการเมาสุราหรือยาเสพติด ทำให้มั่วเซ็กส์กันได้ง่าย หรือการใช้ความรุนแรงละเมิดเพศคนที่อ่อนแอกว่าก็มีเป็นคดีความกันเพิ่มขึ้นมากทุกวัน 2.สิ่งแวดล้อมทางสังคม เป็นเหมือนแม่เหล็กดูดเด็กวัยรุ่นเข้าไปติดกับ เพราะพวกเขาและเธอเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่พร้อมจะจ่ายสตางค์ซื้อหามาได้ สิ่งแวดล้อมที่ว่ามีทั้งสถานบันเทิง แหล่งเริงรมย์ สุรา ยาเสพติด สื่อลามก รวมถึงโรงแรมชั้นสอง ม่านรูด หอพักที่เอื้อให้วัยรุ่นชายหญิงอยู่ด้วยกันได้ง่าย ถามว่าสิ่งแวดล้อมที่เลวร้ายเหล่านี้สัมพันธ์กับการมีเพศสัมพันธ์ของวัยรุ่นหรือไม่ คำตอบชัดเจนอยู่ในตัวว่า สิ่งแวดล้อมเหล่านี้มีส่วนกระตุ้นสำคัญที่ทำให้วัยรุ่นขาดสติได้ง่าย เมื่อขาดสติทุกอย่างก็ลงเอยได้ง่าย โดยขาดการป้องกันตนเอง 3.ทางเลือกทางรอดสำคัญที่ต้องทำทุกด้านไปพร้อมๆ กันก็คือ -บังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่กับสิ่งแวดล้อมเลวร้ายให้อยู่ในโซนของมันและผู้เข้าไปได้นั้นต้องเป็นไปตามเกณฑ์อายุ การอนุญาตให้มี ให้เปิด ต้องเคร่งครัดจริงจัง เหล่านี้รวมถึงการจำหน่ายสุราที่ต้องกวดขันตามกฎหมาย พร้อมจัดการปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจัง ภาระนี้เป็นหน้าที่สำคัญของพ่อแม่รายใหญ่คือรัฐบาลและราชการต้องเอาจริง (ยากเพราะไม่เอาจริง) -ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการกวดขันดูแลสังคมให้ปลอดภัยขึ้น โดยเฉพาะชุมชนที่ได้รับอำนาจไปจากราชการมาก ต้องดูแลสังคมและส่งเสริมให้วัยรุ่นได้มีกิจกรรมในทางสร้างสรรค์มากขึ้นเพื่อดึงพ้นมาจากทางอบาย -สาระกฎหมายที่ให้มีการสอนเพศศึกษาในโรงเรียน เป็นเรื่องดี ที่สำคัญต้องพัฒนาครูด้านนี้อย่างจริงจังและสนับสนุนอุปกรณ พร้อมงบประมาณในการทำกิจกรรมเสริมให้มาก เป้าหมายวัยรุ่นนั้นต้องให้น้ำหนักสมดุลย์ทั้งหญิงและชาย โดยเฉพาะเพศชายที่ต้องเน้นให้ตระหนักในการไม่ละเมิดหญิงและต้องรู้จักรับผิดชอบในการกระทำของตน -สำหรับเด็กวัยรุ่นที่พลาดไปแล้ว การได้ศึกษาเล่าเรียนนั้น ในหลักการเห็นด้วย แต่ในรายละเอียดน่าจะมีการคิดจากหลายฝ่ายเพื่อให้เด็กท้องได้รับประโยชน์จริงๆ ทั้งไม่เป็นแบบอย่างให้เด็กรายอื่นนำไปอ้างเป็นแบบอย่างด้วย ไม่ขยายความกว่านี้แล้ว เล่าพอสังเขปแค่นี้นะครับ เดี๋ยวจะนอนไม่หลับ
ขอบคุณมากนะค่ะ ครูหยุยสำหรับคำแนะนำที่ดี
หนูก็ทำเช่นนั้นเหมือนกันค่ะ
หากมีโอกาสก็อยากมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือเด็ก ๆ เช่นกันนะค่ะ
เรียนคุณครูที่ผมเคารพ
เรื่องทีครูเสนอมานี้ ผมว่าเป็นปัญหาที่หนักมากๆ จริงๆ เป็นปัญหาที่มาพร้อมกับความเจริญทางเทคโนโลยี แต่เป็นปัญหาของคนที่ตามเทคโนโลยีไม่ทัน (เทคโนโลยีที่เหมาะสม) ยิ่งเจริญมาก มนุษย์กลับยิ่งเสือมทรามลงมาก ดูตัวอย่างสังคมในอเมริกา ที่มีความเจริญระดับผู้นำของโลก แต่กลับมีสถิติ การทำแท้งสูงอันดับต้นๆของโลกเช่นกัน (จะว่าเป็นที่หนึ่งก็คงไม่ผิดนัก) ประเทศไทยของเรากำลังวิ่งตามก้นอเมริกาไปติดๆ ปัญหาสำคัญมาจากจุดเริ่มต้นที่ครอบครัว (ครอบครัวอีกแล้ว) ถึงรัฐจะเข้มงวด จับกุม ห้ามปรามเท่าใด ผมคิดว่าปัญหาคงไม่ลดลง ครูและนักมนุษยวิทยาทั้งหลายจึงต้องเหน็ดเหนื่อยกันอย่างนี้ไปตลอด (ใช้งานครูหนักมากจัง) ผมยังคงหวังว่า การเยียวยาสังคมจึงจำเป็นมาก เพราะสังคมป่วยไข้ คนไทยจึงมีแต่ความทุกข์ ยาดีที่สุดคือ หลักธรรมในการดำเนินชีวิต จะเป็นยาดีที่รักษาแล้วหายขาด ปัญหามีจึงมีอยู่ว่า จะทำอย่างไรให้คนไทย (ที่ป่วยไข้ทางสังคม) ยอมที่จะกินยาดีนี้ แม้จะเป็นยาขมสำหรับหลายๆ คน ก็ต้องให้กินให้ได้ (หรืออาจต้องใช้การฉีดเข้าเส้น : การรณรงค์ในหลักธรรมอย่างจริงจัง) หากสังคมของคนไทยส่วนใหญ่ยึดถือหลักธรรม (อย่างแท้จริง) ผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามจำนวนน้อยก็จะคล้อยตามเข้ามาเอง แต่ในความเป็นจริง คนไทยส่วนใหญ่ละเลยกินยาดีนี้ หันไปกินยาฝรั่ง กินจนจะกลายเป็นบ้ากันไปหมด สรุปว่า การรณรงค์ให้คนไทยมาใส่ใจใน หลักธรรมของพระพุทธศาสนา เป็นความจำเป็นอันดับแรก อย่าเพียงเป็นชาวพุทธเฉพาะรูปแบบ โดยเฉพาะผู้ใหญ่ในบ้านเมือง มีงานเกี่ยวกับวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา จัดงานใหญ่โต หมดเงินหมดทองมหาศาล กราบไหว้ เวียนเทียนกันอย่างมโหฬาร แต่ในที่สุดก็โกงบ้านโกงเมืองกันสนั่นแตก ดูในสภาซิครับ จะมีตัวอย่างของชาวพุทธแท้สักกี่คน ใช้ปิยะวาจา ให้เด็กๆ ดูกัน อย่างน่าอายที่สุด แล้วอย่างนี้สังคมไทยจะหายป่วยไข้ได้อย่างไรกัน เพราะผู้ใหญ่ของบ้านเมืองยังไม่ยอมที่จะกินยาดีกันเลย ต้องรอให้สังคมไทยเป็นมะเร็งในที่สุดนั่นแหละ จะได้เผากันเสียที เอวังก็มีด้วยประการละฉะนี้
ด้วยความปรารถนาดีในธรรม
นายรักษ์ ปริกทอง
กลุ่มธรรมรักษ์
ปล. ผมอาจแสดงความคิดเห็นที่แรงไปบ้าง ต้องขอประทานอภัย แต่สิ่งนี้ก็คือความจริงที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ผมอยากเห็นคนไทยใส่ใจในหลักธรรม ปัญหาต่างๆ มากมาย ก็จะผ่อนคลายไปในที่สุดครับ
ในปัจุบันยิ่งรณรงค์
เหมือนเป็นการกระตุ้นให้ยิ่งเพิ่มค่ะ
ไม่เข้าใจเลย
ทำไมเป็นแบบนั้น
สวัสดีค่ะ
พูดประเด็นนี้ทีไร สงสารพ่อแม่ที่สุดๆ
อันที่จริง มันเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุมาโยงใยต่อกัน จะปัดความรับผิดชอบให้ใครไม่ได้ ทุกคนต้องให้ความร่วมมือกันซิ
แต่ๆๆๆถึงทุกคนจะร่วมมือกันอย่างไร ถ้าเค้าคนนั้นยังทำ มันก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร พูดเรื่องนี้แล้วหนูเครียดจัง จบดีกว่า
สวัสดีค่ะ
ขอบคุณครับสินาภรณ์ที่มาเยี่ยมเยียน ผมก็ทราบว่าได้ทำอยู่แล้วเช่นกัน ที่พูดไปนั้นก็เพราะเห็นด้วยกับแนวทางที่เสนอมานั่นเอง
อ.รักษ์ไม่ได้พูดไปแรงไปหรอกครับ แต่พูดได้ตรงและชี้เป้าชัดว่าไทยเรามีนักการเมืองที่แย่และเห็นแก่ตัวมากเกินไป ส่วนประเด็นศีลธรรมนั้นเป็นหลักสำคัญของทุกเรื่องครับ นำเยาวชนใกล้ธรรมะมากเท่าไหร่สารพัดปัญหาคลี่คลายลงเพียงนั้นครับ เห็นด้วย
คุณเสาะเข้าใจเรื่องนี้ได้ดีอยู่แล้วครับ เป็นเช่นนั้นเลย และผมต้องขอแสดงความยินดีที่มีลูกเก่งมากๆ นะครับ ดีครับจะได้เป็นกำลังของประเทศชาติต่อไป
หนูเสาวลักษณ์ รณรงค์เป็นส่วนหนึ่งของการปกป้องเท่านั้น ต้องทำเรื่องอื่นควบคู่ไปด้วยครับ จึงจะมีหนทางที่ดีเกิดขึ้นได้
หนูศิวพรพูดได้ดีจัง ถ้าทุกคนทุกฝ่ายร่วมกัน ปัญหาลดลงครึ่งหนึ่งทันทีครับ ส่วนถ้าเราทำกันเต็มที่แล้ว วัยรุ่นยังไปมีปัญหาอีก ก็ต้องทำใจครับ
kumfun เทียบเคียงกับสมัยก่อนได้ดี ใช่ครับสมัยก่อนออกเรือนก็อายุยังน้อย ไม่เป็นปัญหาเพราะบริบทสังคมไม่เหมือนกันครับ สมัยก่อนนั้นอยู่ในสายตา อยู่ในครัวเรือน ร่วมกันดูแลและสังคมก็แคบ สมัยนี้เข้าหลักตัวใครตัวมัน กว่าจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไรก็แย่แล้ว วัยรุ่นหญิงน่าสงสารเพราะเมื่อเกิดปัญหาแล้ว ชายจะหายไป ทุกข์และความว้าวุ่นตกมาให้หญิงแก้ปัญหาฝ่ายเดียว ทางออกเลยตีบตัน
ใบบุญครับ ในศาลเยาวชนนั้นเป็นคดีความที่เยาวชนไปละเมิดเยาวชน ผนวกกับเยาวชนไปมีเพศสัมพันธ์แบบสมัครใจกันเอง ปัญหาหนักมาก ใช่ครับต้องร่วมด้วยช่วยกัน หน่วยเล็กสุดคือครอบครัวเป็นฐานสำคัญครับทั้งด้านการป้องกัน แก้ไขและเยียวยาครับ
ขอเป็นกำลังใจให้ทุกๆท่านเลยครับ ผมชื่นใจจริงๆ ที่ทุกคนห่วงใยปัญหานี้ ไม่ว่าปัญหาจะหนักหนาสักเพียงใด แม้จะต้องสู้กับความถูกต้องจนเหลือคนสุดท้าย ผมเชื่อว่าทุกๆท่าน คงไม่ต้องการอยู่ด้วยการให้สิ่งเลวร้ายทั้งหลายทั้งปวงมาครอบงำอย่าแน่แท้ ตรงกับคำว่า แผ่นดินไทยไม่มีวันหมดสิ้นคนดีๆ (แม้ว่าแผ่นดินไทยจะมีคนชั่ว คนไม่ดีอยู่มากมาย) เพราะเมื่อวันใดที่เรายอมแพ้ วันใดที่เราหมดหวัง วันนั้นก็จะเป็นวันที่เลวร้ายที่สุดนั่นเองแหละครับ
ด้วยความปรารถนาดีในธรรม
กลุ่มธรรมรักษ์
สวัสดีค่ะ คุณครู
ส่วนตัวหนูเชื่อในความตั้งใจดีและเชื่อในความเป็นมนุษย์ เชื่อว่าสามัญสำนึกของเรา ต้องแยกได้ว่าสิ่งใดถูกสิ่งใดผิด
ในระดับมากน้อยแตกต่างกันไป (positive thinking มากไปไหมคะ )
แต่ด้วยความเป็นสังคมที่มีหลายร้อยปัจจัยส่งผลให้ ความยั้งคิดผิดชอบชั่วดี ไม่ทำงานหรือทำงานได้ไม่ดี
ตั้งข้อสังเกตว่า ในประเทศที่มีการบังคับใช้กฎหมายเอาจริง เด็ดขาด สามารถแก้ปัญหาได้จริงและยังสร้างระเบียบสังคมได้ในระยะยาว
ก็ในเมื่อสังคมไม่สามารถดำรงอยู่ได้โดยปกติสุข อยากให้ความศักดิ์สิทธิ์ของกฏหมาย ช่วยชี้กรอบของสังคมค่ะ
สวัสดีค่ะ ครูหยุย
น่าเป็นห่วงอนาคตของเด็กวัยรู่นน่ะค่ะ กว่าพ่อแม่จะเลี้ยงจนเติบโตขึ้นมาได้
ช่วงวัยรุ่นนี่ล่ะค่ะหัวเลี้ยวหัวต่อ ถ้าเลยจากนี้แล้วมีความคิดเป็นผู้ใหญ่ขึ้นก็น่าจะห่วง
น้อยลง ครูยุก็สอนอยู่กับเด็กวัยรุ่นค่ะ เป็นเด็กลูกครึ่งที่เรียบร้อย ภูมิใจแทน
พ่อแม่เด็กน่ะค่ะ โดยเฉพาะเด็กจะเรียบร้อยแบบไทยเราด้วยค่ะ
ขอบคุณค่ะ
อ.รักษ์ครับ แผ่นดินไม่สิ้นคนดี เราไม่ยอมแพ้ความชั่วร้าย ร่วมด้วยช่วยกันนะครับ
หนูรัชดาภรณ์ ใช้หลักการคิดทางบวกเป็นหลัก ตามความคิดของผม ผมคิดว่าถูกครับ และการบังคับใช้กฎหมายหากทำจริงจังดังว่า ปัญหาลดลงได้มากจริงๆ
สิ่งที่ครูยุกล่าวมา "วัยรุ่นอยู่ในช่วงวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ" จริงครับ ถ้าดูแลและส่งเสริมกันดีๆ เขาจะเลี้ยวไปในทางที่ดี และจะต่อเติมสิ่งที่ดีๆ ขึ้นในศักยภาพของเขา