บ่าวแวงมะเขือเปาะ
ข้อ 1 การชุมนุมของ “ม็อบเสื้อแดง” แสดงให้เห็นว่าการเมืองไทยมีการพัฒนาหรือไม่เพราะเหตุใด
ตอบ ความเห็นส่วนตัวแล้วคิดว่ายังไม่ได้พัฒนาอะไร เพราะได้ตั้งความเห็นไว้ว่าถ้าหากมีการพัฒนาจริงจะไม่ใช่แค่ตัวเลขเศรษฐกิจดีขึ้นอย่างเดียว ความสุขของประชาชนต้องเพิ่มขึ้นด้วย และกลุ่มการเมืองตัวเห็นประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง เช่น ญี่ปุ่น การบริหารปกครองของเขาจะคล้ายกับเรามาก หรือเหมือนกันเลยก็ว่าได้ คนญี่ปุ่น บรรพบุรุษเขารักศักดิ์ศรีกันมาก แต่เมื่อรู้ว่าตนพ่ายแพ้ก็จะยอมรับในความพ่ายแพ้นั้นด้วยความเต็มใจและพร้อมจะปรับปรุง คือจะบอกว่า เขาเห็นผลเสียแล้วที่จะเกดขึ้นกับประเทศประชาชนของเขาๆ (จากข่าวการพ่ายแพ้การเลือกตั้งของประเทศญี่ปุ่นที่ผ่านมาไม่นาน) เขาก็จะไม่ดันทุรังต่อไป นี่คือการพัฒนาในความคิดของผม และถึงจะแข่งขันกันก็ยังมีความสามัคคีที่ดีอยู่มาก
ส่วนทางพี่ไทย ก็ยังมีส่วนดีอยู่บ้างคือการตื่นตัว เพราะเหตุการณ์ในอดีตมีแต่นักศึกษา ปัจจุบันความรู้กระจายกันไปในส่วนท้องถิ่นทำให้ประชาชนสามารถรับรู้ข่าวสารข้อมูลได้หลายทาง จึงทำให้เกิดการตื่นตัวในด้านการเมืองอย่างมากเลยทีเดียว (ถ้าหากข่าวสารข้อมูลที่ส่งให้ประชนผู้บริโภค ไม่ออกมาจากฝ่ายเดียว) จึงอยากตอบว่าไม่พัฒนา แต่ก็ไม่ได้ล้าหังคงอยู่กับที่ เหมือนสภาวะสุญญากาศ
แต่ก็ยังหวังว่าพี่ไทยจะกลับมาขึ้นสังเวียนได้อย่างเต็มร้อยในสังคมอาเซียน ถึงสังคมโลก เพราะต้องไปเอาดินแดนกับกับไอ้เหมนคืนมา
ข้อ 2 การปฏิรูปการเมืองไทยที่ผ่านมาประสบความสำเร็จหรือไม่ เพราะเหตุใด ควรมีการปฏิรูปการเมืองไทยต่อไปอย่างไร
ตอบ ถ้าถามในเรื่องเทคโนโลยีในระบบราชการไทยผมว่าเยี่ยมแล้วพี่เขาทำได้ดี แต่อาจารย์ถามว่าประสบผลสำเร็จไหม เอิ๊กๆๆ คิดว่าไม่นะ ที่คิดออกคือบุคคลากรมากเกิน จนอยากจะพูดว่า เกี่ยงงานกันทิ้งหน้าที่ให้กัน นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี จึงได้เสนอนายกให้ลดจำนวนข้าราชการลงไป 30 % ประสปการณ์แล้วเหมือนเขาเป็นเจ้านายคนใช้บริการ (ในบางที่และบางหน่วยงาน) บางที่ก็แสนจะพูดเพราะ อนะ
การปฎิรูประบบราชการในคติและความวาดหวังว่าควรเป็นของประชาชน ระบบราชการควรมีความคล่องตัวในเรื่องเครื่องมีอุกรณ์ เวลาการทำงานที่ชัดเจน ให้ความต้อนรับประชาชนเป็นอย่างดี ประหนึ่งว่าเมื่อประชาชนคนหนึ่งเดินเข้ามาก็รู้สึกว่าเหมือนสวรรค์ส่งเทวดาลงมา แล้วเจ้าหน้าที่ก็เบิกบานใจ ยอ้มแย้มแจ่มใส อะไรอย่างนั้นคับ
ท้งนี้ผู้ออกนโยบายต่างๆ ควรจริงจังกับนโยบายนั้น เอาใจใส่ให้มากขึ้นเปลี่ยนทัศนคติในการทำงานใหม่ และสนับสนุนนโยบายที่ดีสู่สังคม ผลิตบุคคลากรที่ดี และสนับสนุนบุคคลากรให้มีเขาเหล่านั้นมีกำลังใจที่ดีในการทำงานบริการเพื่อประชาชน เพราะเมื่อบุคคลากรมีความสุข ประชาชนก็ยิ้มได้
ข้อ 3 จงอธิบายถึง คุณลักษณะที่สำคัญของ “องค์การในระบบราชการไทย”
ตอบ แนวความคิดของแมกซ์ เวเบอร์ เป็นนักสังคมวิทยาชาวเยอรมันนี ซึ่งมีแนวความคิดว่า การที่การบริหารงานจะมีประสิทธิภาพขึ้นมาได้ จะต้องมีการจัดองค์การในลักษณะขององค์การแบบระบบราชการ ซึ่งไม่ได้หมายถึงองค์การภาครัฐอย่างอย่างเดียวแต่รวมถึงเอกชนด้วย แต่ต้อง มีลักษณะเฉพาะ ครบทั้ง 7 ข้อ คือ
1.ลำดับชั้นของการบังคับบัญชา ต้องกำหนดให้ชัดเจน จากสูงไปหาต่ำ หรือมใครเป็นหัวหน้าใครเป็นลูกน้อง
2.ความรับผิดชอบ เมื่อมีหน้าที่ก็ต้องมีความรับผิดชอบ ต้องมีการแบ่งความรับผิดชอบที่ชัดเจน
3.ความสมเหตุสมผล เป็นการกำหนดกฎ ระเบียบในการปฏิบัติงาน เช่น การเข้า การออก การหยุด
4.การมุ่งสู่ผลสำเร็จ คือ มีเป้าหมาย
5.เน้นการชำนาญเฉพาะด้าน
6.ระเบียบวินัย เป็นการกำหนดพฤติกรรมของคนในองค์การ
7.ความเป็นวิชาชีพ คือสามารถยึดเป็นอาชีพได้ตลอดชีวิต
ข้อ 4 แนวคิดในการปฏิรูปการเมืองไทยแตกต่างจากแนวคิดในการปฏิรูประบบราชการอย่างไร
ตอบ
- ระบบราชการ หมายถึง หน่วยงานที่มีรูปแบบซึ่งจัดเป็นกระทรวง ทบวง กรม กอง ฝ่ายฯลฯ เพื่อนำนโยบายของรัฐไปสู่การปฏิบัติ ระบบราชการจึงเป็นองค์การขนาดใหญ่ที่สลับซับซ้อน เป็นรูปแบบขององค์การทางสังคมที่มีคุณลักษณะโดยเฉพาะ
การพัฒนาการทางการเมือง มีองค์ประกอบ3 ประการ คือ ความเท่าเทียมกัน ,การมีสมรรถนะของระบบการเมือง และ การแบ่งโครงสร้างทางการเมืองให้มีความแตกต่างและมีความชำนาญเฉพาะด้าน
- ระบบการเมือง เป็นระบบย่อยของระบบสังคม มีหน้าที่เป็นโครงสร้างหลักในการนำสังคมไปสู่จุดมุ่งหมายของมัน โดยที่ความร่วมมือกันเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการบรรลุมุ่งหมายจึงต้องมีวิธีการควบคุมการขัดแย้งและการชิงดีชิงเด่นต่อสู้ประหัตประหารกันระหว่างคนในสังคม ระบบการเมืองเป็นหลักในการจัดระเบียบการแข่งขันเพื่ออำนาจ เป็นเวทีแห่งการแข่งขัน ตลอดจนเป็นผู้วางตัวบุคคลเข้าสู่บทบาทเชิงอำนาจต่าง ๆ จึงเสมือนเป็นผู้ถือหางเสือให้สังคมมุ่งสู่จดมุ่งหมายของมัน ในขณะที่ระบบเศรษฐกิจผลิตสินค้าและบริการเพื่อประโยชน์สุขต่าง ๆ ในวงกว้าง ระบบการเมืองระดมสินค้าและบริการเหล่านั้นเพื่อให้ได้มาซึ่งประโยชน์สุขของสังคมส่วนรวม
(จากหนังสือระบบการเมือง : ความรู้เบื้องต้น ม.ร.ว.พฤทธิสาณ ชุมพล)
การปฏิรูปการระบบราชการกับการเมืองนั้น จึงต้องมีความแตกต่างอย่างแน่นอน เพราะหากจะเปลี่ยนระบบการเมืองอาจหมายถึงการวางเสาเข็มใหม่ ต้องมีปัจจัยหลากหลายด้านเข้ามาช่วย เช่นการเงิน ความน่าเชื่อถือความเชื่อมั่นความศรัทธาอย่างมาก ผละส่งผลกระทบทั้งระบบการปกครอง ระบบศาล เป็นต้น ส่วนการเปลี่ยนระบบราชการเป็นการสลับสับเปลี่ยนเพียงตำแหน่งหน้าที่ สรรหาบุคคลให้เหมาะสมกับหน้าที่
ช้อ 5 แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการไทย ปัจจุบันอยู่ในระหว่างข้อใด
ตอบ อยู่ในข้อที่ 3 จากทั้งหมด 4
จุดประสงค์รของแผนคือ มุ่งสู่การเป็นองค์การที่มีสมรรถนะสูง บุคคลากรมีความพร้อมและมีความสามารถในการเรียนรู้ คดริเริ่มเปลี่ยนแปลง และปรับตัววได้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ต่างๆ
ข้อ 6 ประเด็นยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการไทย ตาม ก.พ.ร. ปี 2553 เป็นต้นไปมีกี่ปีเด็น
ตอบ มีอยู่ 3 ประเด็น
ข้อ 7 การฉ้อราษฎร์บังหลวงจะมีผลกระทบต่อการพัฒนาการเมืองและการบริหารราชการไทยอย่างไร
ตอบ การฉ้อราษฎ์บังหลวงหรือการคอรัปชั่น
การฉ้อราษฎร์บังหลวงหรือการคอร์รัปชั่น ( Corruption )
หมายถึง การกระทำที่ ขัดต่อความซื่อสัตย์ คุณธรรมความดีและศีลธรรม เป็นการกระทำที่ เบี่ยงเบนจากบรรทัดฐานของสังคม ผิดทำนองคลองธรรม กฎเกณฑ์หรือกฎหมาย เนื่องจาก การรับสินบนหรืออามิสสิน หรือการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจโดยไม่ถูกต้อง เพื่อให้ได้มาซึ่ง ผลประโยชน์ส่วนตน สรุป ความหมายของการคอร์รัปชั่นได้ ๓ ประเด็น คือ ประเด็นแรก เป็น กระบวนการเสื่อมสลายทางกายภาพ การขาดคุณธรรม และการทำลายที่ส่งผลต่อองค์รวม ประเด็นที่สอง เป็นการเสื่อมสลายทางด้านศีลธรรม การลดหรือการเสื่อมถอยจากความบริสุทธิ์ และประเด็นสุดท้าย เป็นการทำลายคุณธรรมและความซื่อสัตย์ในการปฏิบัติหน้าที่สาธารณะ โดยการทุจริตหรือ ประพฤติมิชอบ
การฉ้อราษฎร์บังหลวง
อาจมองได้เป็น ๒ มิติ คือ มิติแรก “การฉ้อราษฎร์ ” เป็นการเคลื่อนย้ายทรัพย์สินจาก ประชาชนโดยการใช้อำนาจหน้าที่ของตนในการกระทำการ หรือละเว้นการกระทำ รวมทั้งยิน ยอมให้บุคคลอื่นกระทำการมิชอบเพื่อให้ตนเองได้รับผลประโยชน์ มิติที่สอง “ การบังหลวง ” เป็นการเบียดบัง ทรัพย์สินของรัฐที่จะใช้ดำเนินการเพื่อประโยชน์สาธารณะมาเป็นของตนใน ทางมิชอบ มีคนกล่าวว่าการฉ้อราษฎร์บังหลวงหรือการคอร์รัปชั่น หากเปรียบเป็นเชื้อโรคก็เป็น เชื้อโรคที่ฉลาดและเก่งกาจ คือไม่ฆ่าพาหะก่อนที่ตัวเชื้อโรคจะแพร่พันธุ์จึงระบาดอยู่นานและ ไม่ค่อยสูญพันธุ์ ซึ่งต่างจากเชื้อโรคทั่วไปที่ฆ่าพาหะอย่างรวดเร็วทำให้ระบาดอยู่ไม่นานและ สูญพันธุ์ในที่สุด
ผลกระทบจากการฉ้อราษฎ์บังหลวง
สำหรับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการคอร์รัปชั่นนั้น รศ.ดร. สังศิต ฯ (ibid, หน้า 46 – 61) ได้สรุปไว้ดังนี้ แม็คมัลแลน (Mcmullan) มองว่า การคอร์รัปชั่นมีผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และยังส่งผลถึงเสถียรภาพทางการเมืองของประเทศ 8 ประการ คือ 1) เกิดความไม่ยุติธรรม 2) ทำให้เกิดความไม่มีประสิทธิภาพของหน่วย 3) ประชาชนขาดความไว้วางใจรัฐบาล 4) เกิดความสูญเปล่าในทรัพยากรของประเทศ 5) ขาดการจูงใจในการลงทุนจากภาคเอกชนต่างประเทศ 6) ขาดเสถียรภาพทางการเมือง เนื่องจากปัญหาเงินสินบน 7) ความไม่ประสิทธิภาพของมาตรการควบคุมคอร์รัปชั่น และ 8) ข้อจำกัดจากการนำนโยบายไปใช้เนื่องจากการทุจริตของข้าราชการ
ข้อ 8 จงอธิบายความแตกต่างของแนวคิดระบบราชการในอุดมคติกับการปฏิรูประบบราชการ
ตอบ ในอุดมคติแล้ว ต่างคนต่างจิตใจและต่างความรู้ จึงมีอุดมคติในเรื่องนั้นๆที่แตกต่างกันออกไป แต่ทุกๆคนต่างก็ล้วนมีการเกี่ยวข้องกับระบบราชการอยู่อย่างแน่นอน และแน่นอนว่าอุดมคติของเราก็วาดฝันระบบราชการไว้อย่างดีเยี่ยมแต่ยังไม่มีใครนำอุดมคติของเราไปใช้ และที่เราคิดไว้ การให้บริการที่ดีในด้านมิตรภาพที่มีจุดเริ่มต้นจจากเจ้า
พนักงาน ข้าราชการ การบริการที่รวดเร็ว ความีน้ำใจ มันเป็นสิ่งดึงดูดที่ดีหากทำได้ดีอาจทำให้ผู้ใช้บริการหลงไหลเลยก้ได้ ส่วนระบบภายในองค์การ คือโครงสร้างการบริหารที่จะต้องโปร่งใสตรวจสอบได้ นโยบายเพื่อประชาชนที่แท้จริง
แต่อุดมคติที่เห็นชัดเจนอยุ่แล้วไม่ต้องอธิบายให้เป็นหลายเรื่องหลายราว คือ ก่อนที่นักการเมืองท่านใดจะเข้ามารับตำแหน่ง คือการชิงชัยต่อสู้ซัดหมัดซัดแข้งกันอยู่ยกใหญ่ ท่านก็จะมีแนวคิดว่าผู้ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ทำงานไม่ถูกใจ ไม่ถูกแนวทาง จึงมีแนวคิดอุคติเพื่อที่จะทำระบบราชการตรงนี้ให้ดีขึ้น แล้วเมื่อท่านได้เข้ามาทำหน้าที่ตรงนั้นแล้ว ความจริงใจมากกว่าจริงจัง ในอุดมคติที่ฝันจึงต้องละเมอต่อไป
แต่เมื่อความจริงใจและจริงจังเกิดขึ้นสมดุลกัน จะปฏิรูปในแนวไหนการพัฒนาก็เกิดขึ้นได้ ความเจริญก็เกิดขึ้นได้ การให้หารที่ดี การให้บริการที่ยอดเยี่ยม เพิ่มคุณภาพงานเพิ่มคุณภาพบุคคลากร คิดว่าเมื่อถ้าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ ประชาชนจะไม่รู้สึกเบื่อหน่าย แต่จะตอบสนองอย่างดีเยี่ยม ยิ่งระบบราชการทุกวันนี้ในแต่ละพื้นที่ต่างก็แข่งขันกัน เหมือนแย่งกันทำธุรกิจเอาใจลูกค้าคือประชาชน ผู้ที่ทำงานก็สนุกกับงาน แต่ไม่ใช่ว่าปฏิรุปแล้วเอาคนออก แต่ต้องจัดสรรหน้าที่บุคคลากรให้เหมาะกับงานที่เขาชำนาญ ดีอยู่แล้วปรับให้ดียิ่ขึ้น ไม่ดีก็เอาออกไป
ข้อ 9 จงอธิบายแนวคิดเชิงการพัฒนาการเมือง (Political Development)
ตอบ นิยามของคำว่าการพัฒนาการเมืองอย่างกว้าง ๆ อาจกล่าวได้ว่าคือ การเปลี่ยนแปลงชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นในสังคมโดยมีเป้าหมายใด ๆ ที่แน่นอน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้อำนาจในการแจกแจงสิ่งที่มีคุณค่าให้กับสมาชิกของสังคมอย่างเป็นธรรมกว่าเดิม
เป็นที่แน่นอนว่าในการเปลี่ยนแปลงนี้ย่อมจะต้องกระทบต่อส่วนต่าง ๆ ของสังคม เช่นโครงสร้างทางเศรษฐกิจ และสังคม อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ทั้งนี้เพราะในสังคมหนึ่ง ๆ นั้นย่อมไม่อาจสร้างเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างการเมือง เศรษฐกิจและสังคม หรือแยกไปพิจารณาแต่ละส่วนโดยไม่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันได้ ดังเช่นนักวิชาการหลายท่านที่ให้ทัศนะไว้ว่าการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม มีความสัมพันธ์กันแนบสนิท เมื่อส่วนใดส่วนหนึ่ง กระทบกระเทือน หรือแปรเปลี่ยนไปก็จะมีผลให้ส่วนอื่น ๆ ต้องเปลี่ยนไปด้วยไม่มากก็น้อย
พาย (Lucian W. Pye 1966, 33-45) เป็นนักรัฐศาสตร์อเมริกันที่สำคัญและเป็นประธานคณะกรรมการการเมืองเปรียบเทียบในการวิจัยทางสังคมศาสตร์ ที่ให้การสนับสนุนการศึกษาการพัฒนาการเมืองมาตั้งแต่แรกเริ่มในช่วงต้นทศวรรษที่ 1960 พาย ได้พยายามศึกษาวิเคราะห์ประเด็นต่าง ๆที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการเมือง และพบว่ามีประเด็นที่สำคัญ ๆ มากมายและค่อนข้างสลับซับซ้อนกว่าที่เขาคาดไว้เสียอีก พาย จึงได้สรุปประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง (มากกว่าที่จะให้นิยามหรือความหมายโดยตรง) กับการพัฒนาการเมืองไว้ 10 ประการ
- การพัฒนาการเมือง เป็นพื้นฐานทางการเมืองของการพัฒนาเศรษฐกิจ
- การพัฒนาการเมือง เป็นการเมืองของสังคมอุตสาหกรรม
- การพัฒนาการเมือง เป็นความเป็นทันสมัยทางการเมือง
- การพัฒนาการเมือง เป็นเรื่องการดำเนินงานของรัฐชาติ (Nation State)
- การพัฒนาการเมือง หมายถึงเรื่องราวของการพัฒนาระบบบริหารและกฎหมาย
- การพัฒนาการเมือง เป็นเรื่องของการระดมพลและการส่วนร่วมทางการเมือง (Political Participation)
- การพัฒนาการเมือง เป็นเรื่องของการพัฒนาประชาธิปไตย
- การพัฒนาการเมือง เป็นเรื่องของความมีเสถียรภาพและการเปลี่ยนแปลงที่เป็นระเบียบ
- การพัฒนาการเมือง เป็นเรื่องของการระดมพลและอำนาจ
- การพัฒนาการเมือง เป็นแง่หนึ่งของกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
ข้อ 10 การเมืองไทยมีปัญหาทางจริยธรรมอย่างไร
ตอบ สภาพของปัญหา
ปัจจุบันเป็นที่ตระหนักดีว่าสภาพของปัญหาเกี่ยวกับจริยธรรมและผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interests) ของนักการเมืองโดยรวมอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง โดยสภาพปัญหาที่เห็นได้ชัดเจน เช่น การทุจริตในการเลือกตั้ง การซื้อสิทธิขายเสียงเลือกตั้ง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การใช้อานาจหน้าที่ของนักการเมืองเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง เป็นต้น ปัญหาดังกล่าวนี้ถือว่าเป็นปัญหาที่เกิดมาจากการ ใช้อานาจหน้าที่ของนักการเมืองแทบทั้งสิ้น แม้ว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ.255019 ได้กาหนดให้นักการเมืองมีความโปร่งใส มีคุณธรรม และจริยธรรม คือกาหนดหมวดคุณธรรมและจริยธรรมของผู้ดารงตาแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐ ไว้อย่างชัดเจน เช่น จริยธรรมของผู้ดารงตาแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐจะต้องมีมาตรฐานที่ชัดเจน โดยมีกลไกและระบบในการดาเนินงานที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งกาหนดขั้นตอนการลงโทษตามความร้ายแรงแห่งการละเมิด (ม. 279) การฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมที่ร้ายแรงของผู้ดารงตาแหน่งทางการเมืองนาไปสู่การถอดถอนออกจากตาแหน่ง (ม. 280) และกาหนดให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เป็นผู้กากับดูแลคุณธรรมและจริยธรรมของผู้ดารงตาแหน่งทางการเมือง ม.250(5) แต่สภาพปัญหาที่เกิดจากการใช้อานาจหน้าที่ของนักการเมืองก็ยังดารงอย
เมื่อพิจารณาถึงสถานการณ์การทุจริตในประเทศไทยในมาตรฐานขององค์กรระดับนานาชาติผลการจัดอันดับคอร์รัปชันโลกประจาปี พ.ศ. 2551 ชี้คอร์รัปชันของประเทศไทยในสายตาต่างชาติแย่ลง” องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย (Transparency Thailand) เปิดเผยผลสารวจการจัดอันดับดรรชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชันประจาปี พ.ศ. 2551 พบว่า ประเทศไทยได้ 3.5 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน อยู่อันดับที่ 80 จากทั้งหมด 180 ประเทศทั่วโลก และอยู่อันดับที่ 13 จาก 32 ประเทศในภูมิภาคเอเชีย 20
ปัญหาการทุจริตที่ยังดารงอยู่นี้เพราะที่ผ่านมาผู้ดารงตาแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐจานวนหนึ่ง ไม่ได้ใช้อานาจหน้าที่อย่างถูกต้องหรือทาในสิ่งที่ไม่ควรทาแม้จะไม่ผิดกฎหมายโดยตรง21 แม้จะเคยมีข้อบังคับเกี่ยวกับมาตรฐานทางจริยธรรม แต่ก็เป็นเพียงกติกาในกระดาษเท่านั้น เพราะไม่มีบทลงโทษเด็ดขาดหรือเอาผิดได้อย่างแท้จริง ทาให้นักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐไม่เกรงกลัวในความผิด ที่สาคัญยิ่งไปกว่านั้น คนในสังคมไทยส่วนใหญ่แม้จะรู้ว่าสังคมไทยเป็นสังคมประชาธิปไตย แต่ก็เห็นว่า เป็นประชาธิปไตยที่ถูกจัดฉาก ติดสินบนเพื่อแลกกับการเลือกตั้ง ขณะที่คนในสังคมไทยก็รู้สึกชินชากับการติดสินบน การซื้อเสียง ชินชากับจริยธรรมและคุณธรรมของนักการเมืองไทย ซึ่งจะเป็นอย่างไรก็ช่าง ขอให้ตนเองได้รับประโยชน์หรือได้รับสิ่งของตอบแทนจากนักการเมืองคนนั้นก็พอ จากการสารวจของ
ศราวุฒิ วาระสิทธิ์.........ไม่ได้บ้าแต่ว่าปวดใจ
ขอบคุณที่ให้ความสำคัญ