บทความที่ 1 ภาวะผู้นำ
ความสำคัญของภาวะผู้นำต่อความสำเร็จขององค์กร การสร้างองค์กรที่มีความสำเร็จแบบยั่งยืน (Sustained Superior Performance) และเป็นองค์กรที่ยิ่งใหญ่ ประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ บุคลากรทุกระดับในองค์กรมีศักยภาพ ผู้นำองค์กรมีศักยภาพ และองค์กรมีศักยภาพในการปฏิบัติงานให้เกิดผล
หากเปรียบเทียบองค์กรเป็นเสมือนต้นไม้แล้ว ผู้ที่ปลูกต้นไม้ก็ย่อมที่จะต้องหวังผลผลิตที่จะออกมาจาก ต้นไม้นั้น เช่นเดียวกับองค์กรที่มุ่งหวังให้เกิดผลงาน/ผลผลิตให้กับลูกค้าและประชาชน ยกตัวอย่างเช่น หน่วยงานภาครัฐที่ปฏิบัติงานเพื่อให้เกิดผลงานเป็นนโยบาย/โครงการต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน
การที่ต้นไม้จะผลิดอกออกผลได้นั้น จำเป็นจะต้องมีองค์ประกอบต่างๆ ทั้งลำต้น กิ่งก้าน ใบไม้ ฯลฯ เช่นเดียวกับองค์กรที่จะต้องประกอบด้วยบุคลากรที่มีความหลากหลายและแตกต่างกัน ซึ่งการจะทำให้บุคลากรทุกระดับปฏิบัติหน้าที่ของตนและปฏิบัติงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างราบรื่นนั้น จะต้องอาศัยวัฒนธรรมองค์กรเป็น ตัวช่วย เพื่อทำให้บุคลากรในองค์กรมีแนวคิดและแนวทางในการทำงานที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งจะช่วยให้เราทำงานได้อย่างสร้างสรรค์ ทั้งนี้ วัฒนธรรมองค์กรนั้นจะแตกต่างกันไปในแต่ละองค์กร ขึ้นอยู่กับสิ่งที่องค์กรนั้นๆ มุ่งเน้น เช่น Team work การเสียสละ ความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ เป็นต้น
อีกส่วนหนึ่งของต้นไม้ที่เรามองไม่เห็น แต่มีความสำคัญมากต่อความแข็งแรงของต้นไม้ ก็คือ ราก เช่นเดียวกับแหล่งที่มาของวัฒนธรรมองค์กรที่ต้องมาจากองค์ประกอบสำคัญ 2 ด้าน คือ คุณลักษณะ (Characters) และความรู้ความสามารถ (Competencies) ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดวัฒนธรรมองค์กรที่จะทำให้องค์กรมีความเข้มแข็งและประสบความความสำเร็จ เพราะฉะนั้น หน้าที่สำคัญประการหนึ่งของผู้นำองค์กร ก็คือต้องพัฒนาคุณลักษณะและความรู้ความสามารถของบุคลากรในองค์กรอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือว่าเป็นการพัฒนาองค์กรจากส่วนที่สำคัญที่สุด นั่นคือการพัฒนาตัวบุคคล โดยการสร้างให้บุคคลมีความน่าไว้วางใจ (Trustworthiness) ซึ่งจะทำให้เกิดทีมงานที่มีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ทุกคนทำหน้าที่ของตนอย่างดีที่สุด มีความสอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
หนังสือ The 7 Habits of Highly Effective People ของ Stephen R. Covey ที่กล่าวถึงผู้นำที่ประสบความสำเร็จว่าจะต้องเป็นผู้นำที่มีวุฒิภาวะที่ดี ซึ่งวุฒิภาวะของมนุษย์นั้นแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่
-
Dependence คือ ต้องพึ่งพาคนอื่น ซึ่งจะไม่สามารถเป็นผู้นำที่ดีได้
-
Independence คือ มีความมั่นใจในตนเอง มีจุดยืน มั่นคง
-
Interdependence คือ สามารถพึ่งพาตนเองและนำคนอื่นได้ ซึ่งเป็นวุฒิภาวะที่ควรมีในตัวของผู้นำที่ดี
การนำพาตนเองไปสู่การเป็นผู้นำที่มีวุฒิภาวะในระดับ Interdependence ได้นั้น จะต้องเริ่มจากการพัฒนาตนเองให้มี 7 อุปนิสัยที่จะพัฒนาตนเองให้เป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพ คือ
1) Be Proactive : รับผิดชอบในสิ่งที่เลือก/ทำ โดยไม่ปัดความรับผิดชอบ ทั้งนี้ เพราะทุกคนมีทางเลือกขึ้นอยู่กับว่าจะเลือกที่จะทำอะไร จึงจะต้องเลือกและทำอย่างมีสติ และรับผิดชอบในสิ่งที่เลือกและผลลัพธ์ของสิ่งที่ทำ
2) Begin with the End in Mind : ต้องมีวิสัยทัศน์ รู้ว่าสิ่งที่ต้องการคืออะไร รู้จักเป้าหมายที่ชัดเจน
3) Put First Things First : ทำแต่สิ่งที่สำคัญและใช้เวลาให้คุ้มค่าเต็มที่ มีจุดมุ่งหมาย ไม่หลงทาง
4) Think Win-Win : ใจกว้าง ไม่คิดถึงแต่ประโยชน์ส่วนตัว ยินดีต่อความสำเร็จของผู้อื่น
5) Seek First to Understand, Then to be Understood : เข้าใจซึ่งกันและกัน รับฟังความต้องการ และข้อแนะนำของผู้อื่น
6) Synergize : เกิดพลังร่วม เป็น team work ที่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน สามารถทำงานร่วมจนเกิดผลสัมฤทธิ์ ทำให้ 1+1 ได้ผลลัพธ์ที่มากกว่าร้อย มากกว่าพัน
7) Sharpen the Saw : พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ทั้งกาย วาจา ใจ
อุปนิสัย 3 ข้อแรกนั้น จะทำให้เราสามารถจัดการชีวิตให้ตนเองมีความมั่นคง มีจุดยืนและมีเป้าหมายที่ชัดเจน ซึ่งจะนำไปสู่การเป็นผู้นำในระดับ Independence แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผู้ที่จะมีภาวะผู้นำที่พึงประสงค์จะต้องพัฒนา ตนเองไปสู่ผู้นำที่มีวุฒิภาวะในระดับ Interdependence ให้ได้ โดยการเสริมสร้างอุปนิสัยในข้อที่ 4) – 7) ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง
นอกจากอุปนิสัยทั้ง 7 ประการดังกล่าวแล้ว คุณพรทิพย์ยังได้กล่าวถึงบทบาทของผู้นำที่จะนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จ ซึ่งได้แก่
-
ผู้นำต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี เพื่อให้บุคลากรในองค์กรเกิดความ ศรัทธาและต้องการทำตามผู้นำ
-
ผู้นำต้องให้วิสัยทัศน์และทิศทางที่ชัดเจนขององค์กร และสื่อสารให้ทุกคนในองค์กรเข้าใจ
-
ผู้นำต้องทำให้สิ่งต่างๆ ในองค์กรมีความสอดคล้อง มีระบบสนับสนุนที่ทำให้การดำเนินงานต่างๆ ภายในองค์กรสามารถเกิดขึ้นได้
-
ผู้นำต้องรู้จัก empower บุคลากรในองค์กร เนื่องจากความสำเร็จขององค์กรนั้นจะเกิดขึ้นได้จากความร่วมมือในการปฏิบัติงานของทุกคนในองค์กร
บทความที่ 2 ผู้นำและภาวะผู้นำ
DuBrin. (1998 อ้างถึงใน รังสรรค์ ประเสริฐศรี, 2544: 12) กล่าวถึงผู้นำ (Leader)ว่า เป็นบุคคลที่ทำให้องค์การเจริญก้าวหน้าและบรรลุผลสำเร็จโดยเป็นผู้ที่มีบทบาทแสดงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชา หรือเป็นบุคคลที่ก่อให้เกิดความมั่นคงและช่วยเหลือผู้อื่นเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของกลุ่ม
วิภาดา คุปตานนท์ (2544: 237) กล่าวว่า ผู้นำ (Leader) หมายถึง บุคคลที่มีความสามารถในการที่จะทำให้องค์การดำเนินไปอย่างก้าวหน้าและบรรลุเป้าหมาย โดยการใช้อิทธิพลเหนือทัศคติและการกระทำของผู้อื่น
Nelson และQuick (1997: 346) ให้ความหมายของภาวะผู้นำ (Leadership)ว่า หมายถึง กระบวนการในการแนะแนวและนำทางพฤติกรรมของคนในสภาพของการทำงาน Gibson, Ivancevich และDonnelly (1997: 272) มองภาวะผู้นำ (Leadership)ในเชิงปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันของสมาชิกในกลุ่ม โดยมีผู้นำเป็นตัวแทนในการเปลี่ยนแปลง เป็นบุคคลที่มีอิทธิพลต่อบุคคลอื่นๆในกลุ่ม ภาวะผู้นำจึงเกี่ยวข้องกับการใช้อิทธิพลและปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เป็นตัวแทนของการเปลี่ยนแปลงที่มีผลกระทบต่อพฤติกรรมและการปฏิบัติงานของสมาชิกคนอื่นในกลุ่ม ทั้งนี้การเปลี่ยนแปลงนั้นต้องมุ่งไปสู่การบรรลุเป้าหมายของกลุ่มด้วย
ผู้นำอาจจะเป็นบุคคลที่มีตำแหน่งอย่างเป็นทางการหรือไม่เป็นทางการก็ได้ ซึ่งเรามักจะรับรู้เกี่ยวกับผู้นำที่ไม่เป็นทางการอยู่เสมอ เนื่องจากบุคคลนั้นมีลักษณะเด่นเป็นที่ยอมรับของสมาชิกในกลุ่ม ทำให้สมาชิกแสดงพฤติกรรมที่มีน้ำหนักและเป็นเอกภาพ โดยเขาจะใช้ภาวะผู้นำในการปฏิบัติการและอำนวยการโดยใช้กระบวนการติดต่อสัมพันธ์กัน เพื่อมุ่งบรรลุเป้าหมายของกลุ่ม (ศิริโสภาคย์ บูรพาเดชะ, 2535 อ้างถึงใน มัลลิกา ต้นสอน, 2544: 47)
บทความที่ 3 ภาวะผู้นำ
ความหมายของภาวะผู้นำ(Definition of leadership)
ภาวะผู้นำ (Leadership) หมายถึง ความสามารถที่ในการอิธิพลเหนือผู้อื่นและจูงใจให้ผู้อื่นปฏิบัติตามและทำงานให้บรรลุเป้าหมายขององค์การ ภาวะผู้นำเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจหน้าที่ที่จะกำหนดหรือชักจูงให้กลุ่มสมาชิกในองค์การทำงานตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ และการมีอิทธิพลต่อกลุ่มต่างๆในองค์การ
ผู้นำ(Leader) หมายถึง บุคคลที่มีความสามารถที่จะทำให้องค์การดำเนินไปอย่างก้าวหน้าและบรรลุเป้าหมาย โดยการใช้อิทธิพลเหนือทัศนคติและการกระทำของผู้อื่น
ภาวะผู้นำและการจูงใจเป็นสิ่งที่มีอยู่ควบคู่กันไปเสมอ
แหล่งที่มาของอำนาจ (Sources of power)
1.อำนาจที่เกิดขึ้นตามกฎหมาย (Legitimate power) หมายถึง อำนาจหน้าที่เกิดขึ้นจากการดำรงตำแหน่งในองค์การ
2.อำนาจที่เกิดจากการให้รางวัล (Reward power) หมายถึง ความสามารถในการให้รางวัลกับผู้อื่น
3.อำนาจในการลงโทษ (Coercive power) หมายถึง อำนาจในการลงโทษการลดเงินเดือน การลดตำแหน่ง การไล่ออก
4.อำนาจที่เกิดจากการมีข้อมูลข่าวสาร (Informational power) หมายถึง ความสามารถในการให้ข่าวสารกับผู้อื่เกี่ยวกับองค์การ แผนงานขององค์การ
5.อำนาจที่เกิดจากความเชี่ยวชาญ (Expert power) หมายถึง อำนาจที่เกิดจากความเชี่ยวชาญ ทักษะ ความรู้และประสบการณ์ในการทำงาน
6.อำนาจที่เกิดจากการอ้างอิง (Referent power) หมายถึง อำนาจหน้าที่เป็นความสามารถผู้บริหารที่ทำให้ผู้ร่วมงานเกิดความเชื่อถือ ศรัทธาและสวามิภักดิ์
ปฏิกิริยาตอบสนองจากผู้ใต้บังคับบัญชาและพนักงาน แบ่งได้เป็น 3 ลักษณะ คือ การยอมรับและปฏิบัติตาม (Commitment) การวางเฉย (Compliance) และการต่อต้าน (Resistance)
ทฤษฎีภาวะผู้นำ (Theories of leadership)
1.ทฤษฎีคุณลักษณะของผู้นำ (Trait theories of leadership)
2.ทฤษฎีนำเชิงพฤติกรรมศาสตร์ (Behavioral theories of leadership)
3.ทฤษฎีผู้นำตามสถานการณ์ (Trait theories of leadership)
1.ทฤษฎีคุณลักษณะของผู้นำ (Trait theories of leadership)
ทฤษฎีคุณลักษณะของผู้นำ (Trait theories of leadership) หมายถึง มองเห็นความสำคัญของคุณสมบัติของผู้นำ (Trait) เช่น ทักษะ (Skill) บุคลิภาพ (Personality) รูปร่างหรือลักษณะทางกายภาพ เชื่อว่า บุคคลเป็นผู้นำโดยกำเนิด
2.ทฤษฎีภาวะผู้นำเชิงพฤติกรรมศาสตร์ (Behavioral theories of leadership)
ทฤษฎีภาวะผู้นำเชิงพฤติกรรมศาสตร์ (Behavioral theories of leadership) หมายถึง ศึกษาพฤติกรรม (Behavior) หรือการกระทำ (Action) ของผู้นำ ได้แก่ การศึกษา
1.ภาวะผู้นำแบบประชาธิปไตย (Democratic leadership) และผู้นำแบบเผด็จการ (Autocratic leadership)
หมายถึง ผู้นำแบบประชาธิปไตยนิยมกระจายอำนาจ มอบหมายงานให้ผู้ร่วมงาน และเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานเข้ามีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ผู้นำเผด็จการมักนิยมใช้ดุลยพินิจและการตัดสินใจโดยตัวเอง และมักไม่เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานเข้ามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น
7 ระดับการใช้อำนาจของผู้บังคับบัญชา
-
ผู้บังคับบัญชาตัดสินใจแล้วแจ้งให้ทราบ
-
ผู้บังคับบัญชาตัดสินใจและชี้แจงให้ทราบถึงข้อตัดสินใจ
-
ผู้บังคับบัญชาตัดสินใจและเปิดโอกาสให้ซักถาม
-
ผู้บังคับบัญชาตัดสินใจแต่เปิดโอกาสที่จะแก้ไขการตัดสินใจนั้น
-
ผู้บังคับบัญชาระบุปัญหาให้ผู้ร่วมปฏิบัติงานให้ข้อเสนอแนะแล้วจึงตัดสินใจ
-
ผู้บังคับบัญชาแจ้งขอบเขตของการตัดสินใจแล้วให้กลุ่มตัดสินใจ
-
ให้ผู้ใต้บังคับบัญชาตัดสินใจเอง