เรียนรู้ภาวะผู้นำจาก ดร.ทักษิณ ชินวัตร
เราจะมาพูดถึงสิ่งที่เราควรหลีกเลี่ยง 7 อุปนิสัยสู่ความล้มเหลว
- 1. ชอบแก้ตัวมากกว่าแก้ไข
- 2. ผัดวันประกันพรุ่ง
- 3. ทำสิ่งที่อยากทำ มากกว่าสิ่งที่ควรทำ
- 4. ประเมินตัวเองผิดจากความเป็นจริง
- 5. ไม่จัดลำดับความสำคัญ
- 6. ยอมแพ้ง่ายเกินไป
- 7. ไม่เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เพิ่มทักษะให้ตัวเอง
องค์กรต้องมีความโปร่งใสสูง
จะไปสู่จุดนี้แสดงว่าองค์กรต้องมี transparency สูงมาก เพราะความลับจะเริ่มเหลือน้อยลง สังเกตดูนะครับว่าผมเน้นเรื่อง transparency ตลอดเวลา เราเคยชินอยู่กับวัฒนธรรมที่ทุกอย่างเป็นความลับ กลัวคนอื่นจะเลียนแบบ แต่วันนี้เป็นเรื่องของการที่โลกกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว เพราะฉะนั้นสิ่งใดที่ถูกเปิดเผยแล้วและถูกเลียนแบบแล้ว เราก็ต้องมาคิดใหม่อีก ผู้ชนะคือผู้คิดเกมใหม่นะครับ ถ้าใครคิดเล่นเกมของคนอื่น โอกาสชนะไม่มีหรอกครับ เราต้องคิดเกมให้คนอื่นเล่น อย่าไปเล่นเกม IMF อย่างที่เป็นมาเลยครับ
กลายเป็น Learning Organization
องค์กรจะปรับเปลี่ยนจาก functioning organization เป็น process-oriented organization และในที่สุดก็กลายเป็น learning organization ระบบการบริหารจะไม่เป็น hierarchy อีกต่อไป จะเป็นลักษณะของเครือข่ายที่เป็น node แต่ละระดับการบริหารทุกคนจะเป็น node และจะโยงใยกัน ข้ามไปมากันได้ ไม่มีการมาบอกกันว่าคนนี้มาข้ามหัวอีกต่อไป organization เกือบจะเหมือนกันหมด เป็นลักษณะ networking หมด เพราะฉะนั้นใครกำลังทำธุรกิจอยู่ ให้รีบไปปรับ organization ของตัวเอง แต่จะปรับได้อย่างนั้น ต้องมี digital nervous system ของตัวเองที่แข็งแรง ระบบการไหลของข้อมูลต้องดี ไม่เช่นนั้นจะไป networking
ผู้นำยุคหน้าต้อง “รอบรู้และรู้รอบ”
ถ้าเห็นกันว่าปี 2000 และภารกิจทางการเมืองเป็นอย่างที่พูดถึงไปแล้วนั้น ถามว่าผู้นำจะเอาแบบไหนดีจะเอาผู้นำแบบ digital หรือ analog ดร.นิโกรปอนเต้จาก MIT พูดไว้ว่าพวกที่มีความคิดแบบ digital มักจะไม่อยู่ในระดับที่มีอำนาจตัดสินใจ แต่ผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจส่วนใหญ่มักจะมีความคิดแบบ analog คือค่อนข้างจะล้าหลัง ทำให้การพัฒนาเป็นไปได้ช้า ทีนี้ก็มาดูคุณสมบัติของผู้นำไทยในปี 2000 ควรมีลักษณะอย่างไร คุณสมบัติประการแรกต้องมีความรู้ ต้องทั้งรอบรู้และรู้รอบ ถ้ารู้อย่างใดอย่างหนึ่งนั้นไม่พอ ต้องรู้ทั้งหมด เพราะภารกิจข้างหน้านั้นยาก และซับซ้อนกว่าวันนี้มากนัก ที่สำคัญที่สุดคือ ต้องรู้เขารู้เรา รู้ว่าโลกเขาคิดอย่างไร เขาจะไปทางไหนและเราเองมีศักยภาพจริง ๆ แต่ไหนเราสามารถจะพัฒนาศักยภาพของเราเพื่อต่อสู้ในสงครามเศรษฐกิจได้แค่ไหน คนของเราจะมีความแข็งแกร่งยืนบนขาของตัวเองและสร้างรายได้ได้อย่างไร
ผู้นำต้องสามารถนำให้เกิดการปฏิรูปได้
คุณสมบัติประการที่สองคือ ต้องมีความสามารถพิเศษในการที่จะนำการเปลี่ยนแปลง อย่างที่ผมเรียนว่าโลกยุคหน้าเป็นโลกของการปฏิรูปทุกรูปแบบทั้งระบบเศรฐกิจระบบการผลิต ระบบการสร้างรายได้ ระบบการศึกษา ระบบราชการ การปฏิรูปหลายอย่างเช่นนี้ ผู้นำต้องเป็นผู้ที่สามารถสื่อสารการเปลี่ยนแปลงในสังคม เพื่อให้คนในสังคมเข้าใจ และพร้อมที่จะรวมพลังกันเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของทุกคน ไม่ใช่เพื่อใครคนใดคนหนึ่ง ผู้นำต้องมีความสามารถที่จะนำและบริหารการเปลี่ยนแปลงได้อย่างดี และต้องไม่สร้างความขัดแย้งในสังคม ถ้าผู้นำขาดความสามารถในจุดนี้ เราจะมีความขัดแย้งในสังคมขึ้นอีกมาก ถ้าสื่อสารไม่ดี จะเปลี่ยนจะเสนออะไรก็จะถูกขัดขวางพอขัดขวางเสร็จก็หยุดก็เลิกกันไป เพราะกลัวการเมืองทุกอย่างก็หยุด ไม่ต้องปฏิรูปกัน แล้วเมื่อไหร่เราจะแข็งแกร่งและต่อต้านวิกฤติได้อย่างยั่งยืน
ทฤษฎีแห่งความสมดุล
ที่สำคัญผู้นำจะต้องเข้าใจหลักของพระพุทธเจ้าคือทฤษฎีแห่งความสมดุล ที่จริงแล้วทุกอย่างเป็นเรื่องของกฎธรรมชาติ มนุษย์คือสิ่งมีชีวิต องค์กรคือสิ่งมีชีวิต ประเทศเปรียบเสมือนสิ่งมีชีวิตที่จะต้องมีความสมดุลของตัวเอง ถ้าเมื่อไหร่มากหรือน้อยไปจะมีปัญหา เพราะฉะนั้นการบริหารองค์กรคือการบริหาร ความสมดุล ถ้าผู้นำบริหารองค์กร โดยไม่เข้าใจว่าความสมดุลคืออะไร จะบริหารความสมดุลไม่เป็นความสมดุลถือเป็นศิลปะอันยิ่งใหญ่ของผู้นำ วันนี้มันไม่มีความพอดีเกิดขึ้น สังคมกำลังมีปัญหา ความกลมกลืน ความสมดุลของสังคมเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้นำจะต้องเข้าใจนักเศรษฐศาสตร์ที่เก่งที่สุดในโลกวันนี้คือ นายอลัน กรีนสแปน ผู้ว่าการธนาคาร
สวัสดีครับ เป็นความรู้ที่มีประโยชน์มากครับ ขอบคุณที่แบ่งปันครับ