ผมได้พูดคุยกับญาติธรรมจำนวน 18 คน และสนทนาธรรมกับพระอีกรูปหนึ่ง พบประเด็นที่น่าสนใจ คือ   ประเด็นที่ 1 ปัจจัยที่เป็นแรงจูงใจให้มาปฏิบัติธรรมที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมสวนเวฬุวัน กลุ่มที่มาปฏิบัติธรรม แบ่งตามปัจจัยที่เป็นแรงจูงใจได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ    คือ กลุ่มที่ถูกบังคับมา   ส่วนใหญ่จะเป็นหน่วยงานราชการ แบ่งออกเป็นกลุ่มผู้ใหญ่ ได้แก่ กลุ่มข้าราชการ บางหน่วยงานบังคับให้ทุกคนต้องปฏิบัติธรรมอย่างน้อย 1 ครั้ง(ในชีวิต) แต่บางหน่วยงานก็ให้มาตามความสมัครใจ และ กลุ่มเด็กและเยาวชน ได้แก่ นักเรียน นักศึกษา จากชั้นประถมศึกษาจนถึงระดับปริญญาตรี   นอกจากหน่วยงานราชการแล้วองค์กรเอกชนหลายแห่งก็ได้จัดกิจกรรมปฏิบัติธรรมให้กับพนักงานด้วยเช่นกัน แรงจูงใจของกลุ่มนี้ ในตอนเริ่มต้นที่ปฏิบัติธรรมจึงไม่ชัดเจนนัก หรือจะกล่าวว่าไม่มีแรงจูงใจในการปฏิบัติธรรมก็ได้เพราะถูกบังคับมา อย่างไรก็ตามหลังจากปฏิบัติธรรมในครั้งแรกแล้ว มีนักเรียนที่เดินทางกลับมาปฏิบัติธรรมที่สวนเวฬุวันอีก ได้เก็บข้อมูลจากนักเรียนกลุ่มนี้พบว่า การกลับมาปฏิบัติธรรมอีกเพราะมีแรงจูงใจคือ ความรู้สึกประทับใจจากการปฏิบัติธรรมในครั้งแรก และต่อมารู้สึกซาบซึ้งกับธรรมที่ได้รับการอบรมสั่งสอน มีความเชื่อว่าหากเราปฏิบัติธรรมและถือศีล 8 จะทำให้ชีวิตเราเจริญก้าวหน้าพบแต่สิ่งดีๆ จึงได้เดินทางมาปฏิบัติธรรมที่นี่เป็นประจำเมื่อมีโอกาส โดยจะชวนกันมาเป็นกลุ่มครั้งละ 5-10 คน กลุ่มที่สมัครใจมา พระอาจารย์ให้ข้อมูลว่ากลุ่มนี้มีทั้งที่มาคนเดียว มากันเป็นครอบครัว และมากันเป็นหมู่คณะ ข้อมูลจากการสอบถาม 6 คน สามคนให้ข้อมูลตรงกันว่า แรงจูงใจให้มาปฏิบัติธรรมคือ ประสบกับความไม่สบายใจจากปัญหาชีวิต มีคนหนึ่งให้ข้อมูลว่า ประมาณปี 2545 มีปัญหาสุขภาพ และปัญหาอื่นๆ อีกมาก หาทางออกไม่ได้  ไม่สบายใจจนไม่เป็นอันทำการทำงาน ทราบจากเพื่อนว่ามาปฏิบัติธรรมที่สวนเวฬุวันแล้วทำให้สบายใจขึ้น จึงลองมาปฏิบัติดู พร้อมทั้งครอบครัวคือภรรยาและลูกสาวอีกสองคนก็ตามมาปฏิบัติด้วย หลังจากนั้นก็ปฏิบัติธรรมมาตลอดทั้งที่บ้านและที่วัด ส่วนอีกสองคนให้ข้อมูลว่า เมื่อมาปฏิบัติธรรมที่วัดแล้วก็รู้สึกสบายใจ แต่เมื่อกลับไปบ้านก็ไม่ได้ปฏิบัติเพราะมีอะไรยุ่งๆ ให้ทำอยู่ตลอด ความเหนื่อยจากภารกิจแต่ละวันทำให้ไม่ได้ปฏิบัติธรรมที่บ้าน ดังนั้นเมื่อรู้สึกไม่สบายใจก็จะมาวัด บางครั้งมาแล้วก็ไม่ได้ปฏิบัติธรรม  แต่เพียงแค่ได้มาวัดก็รู้สึกสบายใจขึ้นได้บ้างแล้ว   ประเด็นที่ 2 หลักการปฏิบัติตนในช่วงเข้าพรรษา                 ต่อคำถามว่าในช่วงเข้าพรรษาปีนี้ มีความตั้งใจที่จะปฏิบัติตนตามหลักศาสนาอย่างไรบ้าง ส่วนใหญ่ตอบว่าก็ตั้งใจจะไปวัดเพื่อปฏิบัติธรรมถือศีล 8 ในบางช่วงเวลา และในชีวิตประจำวันก็จะปฏิบัติตนถือศีล 5   บางคนบอกแต่เพียงว่า จะตั้งใจสวดมนต์ ไหว้พระ บางคนบอกว่า ตั้งใจจะเลิกกินเนื้อสัตว์ใหญ่ตลอดไป ต่อคำถามเกี่ยวกับศีล 5 ว่าปฏิบัติได้จริงๆ หรือไม่ ? ส่วนใหญ่จะปฏิบัติไม่ได้ทุกข้อ  โดยข้อที่ปฏิบัติไม่ค่อยได้คือ   ศีลข้อ 1  ละเว้นการฆ่าสัตว์ และ  ศีลข้อ 4  ละเว้นการพูดเท็จ  ส่วนข้ออื่นๆ ก็ถือปฏิบัติไปตามความตั้งใจของแต่ละคน โดยข้อที่ปฏิบัติได้มากที่สุดคือ ศีลข้อ 2 ละเว้นการลักทรัพย์   ที่น่าสนใจคือ ศีลข้อ 3 ละเว้นการประพฤติผิดในกาม  มีผู้ตอบว่าก็ต้องมีทำผิดบ้าง    และศีลข้อ 5 ละเว้นการเสพสุรา และเครื่องดองของเมา  มีคนหนึ่งที่ตอบว่า คิดว่าข้อนี้คงเลิกไม่ได้เลย ได้ถามพระว่า การที่มีบางคนบอกว่าไม่สามารถถือศีลได้ทุกข้อนั้นมีคำแนะนำอย่างไรบ้าง พระท่านให้คำสอนว่า ศีล เป็นแต่เพียงกระบวนการให้คนเรารู้จักหักห้ามใจตนเองให้ละชั่วทำแต่ดี ใครจะทำได้บ้างไม่ได้บ้างเป็นเรื่องธรรมดาของคนที่อยู่ในทางโลก แต่เราต้องรู้ตัวว่าเราทำสิ่งนั้นมันผิดศีลนะ หรือบางอย่างไม่ผิดศีล 5 หรอก แต่มันผิดต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน อย่างนี้ก็ไม่ดี เราจึงต้องมี หิริ และ โอตตัปปะ มากำกับใจตนเองอยู่เสมอด้วย คือความละอายในสิ่งที่เราทำผิด...จะได้ไม่ทำผิดอีก และเกรงกลัวต่อการที่จะทำผิดอีก อย่างนี้เรียกว่า ให้เรารู้จักใช้สติของเราเองควบคุมการคิด การพูด การกระทำของตนเอง ดังนั้นแก่นแท้ของศาสนาจึงไม่ได้อยู่ที่ศีลว่าจะถือกี่ข้อ แต่อยู่ที่ การปฏิบัติตนให้มีสติสัมปชัญญะ อยู่ตลอดเวลา แล้วท่านล่ะครับ... จะเพียงแค่ ถือศีล 5 วันเข้าพรรษา หรือจะปฏิบัติตนเพื่อเข้าถึงแก่นของศาสนา คือ การปฏิบัติตนให้มีสติสัมปชัญญะ เพื่อจะได้ไม่ทำผิดต่อเพื่อนมนุษย์ โดยเฉพาะเราในฐานะข้าราชการ ผมเห็นว่า การทุจริตคอรัปชั่น คือการทำผิดอย่างมหันต์ต่อประชาชน เราทุกคนจึงควรร่วมมือร่วมใจกันต่อต้าน การทุจริตคอรัปชั่น อย่างจริงจังเพื่อตอบแทนคุณแผ่นดิน เริ่มจาก อย่าทำผิดเองและอย่าร่วมมือกับคนทำผิด และขั้นสูงขึ้นคืออย่าวางเฉยเมื่อเห็นคนทำผิด ที่เห็นว่าเป็นขั้นสูงสุดคือต้องลงมือทำอะไรสักอย่างเพื่อช่วยกันรณรงค์ต่อต้าน การทุจริตคอรัปชั่น