ความสงสัยในการประสานประโยชน์ของสังคม โดยมี ตำรวจ ตำรวจ และตำรวจ
เรื่องเล่าเกี่ยวกับประสบการณ์ ในการทำงาน สองแห่ง สองสถานที่ต่างสภาพแวดล้อม และต่างประเด็นกัน แต่สามารถสะท้อนภาพของสังคมไทยได้ดี ในบ้างแง่มุมที่เกี่ยวข้องกับกฎกติกา ในการอยู่ร่วมกันการดำรงวิถีชีวิตร่วมกัน ของคนในสังคมไทย ซึ่งมีเจ้าหน้าตำรวจเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะกล่าวได้ว่าตำรวจเป็นต้นทางของกระบวนการความยุติธรรมของคนในสังคม ซึ่งมีหน้าที่ปฎิบัติตามกฎหมาย มีอาวุธในการจับผู้กระทำผิดกฎหมาย และต้องใช่ดุลพินิจเบื้องต้น ถึงการพิจารณาว่าผู้กระทำผิด มีความผิดตามข้อกฎหมายมาตราได้บ้าง และมีบทลงโทษของความผิดนั้นเป็นอย่างไร ซึ่งมีความแต่ต่างกันตามข้อกฎหมาย ตำรวจจึงเป็นต้นทางของกระบวนการความยุติธรรมของคนในสังคม ต้นทางของความสุข ความสงบของคนของสังคม และความเจริญของประเทศชาติที่สำคัญ
แต่จากการทำงานที่สัมผัสกับตำรวจในหลายรูปแบบต่างๆ พบว่ามีหลักการ มีองค์ความรู้ หรืออาจถึงเป็นวัฒนธรรมของคนของสังคมไทยส่วนหนึ่ง ว่ามีการประสานประโยชน์ของคนของสังคม ในการกระทำผิดกติกาผิดกฎหมายในการที่มีปฎิสัมพันธ์กับตำรวจ ในกรณีต่างๆ ตั่งแต่เรื่องเล็กๆ เช่น ทะเลาะวิวาท ลักขโมย หรือ เรื่องใหญ่ๆ เช่น ฆ่าคนตาย ซึ่งต้องมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาเกี่ยวข้อง มาเป็นคนกลาง คนแรกในการทำความเข้าใจ ไกลเกลี่ย ประสานประโยชน์ ใช่ดุลพินิจ และสรุปความผิด ว่าเป็นอย่างไร ในความคิดส่วนตัว คิดว่ามีคนเป็นจำนวนมากของสังคมที่รู้ ทราบวิธีการ หรือพอเข้าใจ ซึ่งไม่รู้ว่ามากหรือมีน้อยกว่ากัน
ประสบการณ์แรกได้รับรู้จากการลงไปเก็บข้อมูลวิจัย ที่จังหวักกาญจนบุรี เรื่องความรุนแรงของวัยรุ่น ที่ทะเลาะวิวาทใช่กำลังใช่อาวุธ มีความรุ่นแรงเกิดขึ้น เป็นเรื่องผิดกฎหมาย จึงต้องมีตำรวจ เข้ามาเกี่ยวข้อง มาทำหน้าที่ ซึ่งขอเรียกว่าการ ประสานประโยชน์ ของคน ของสังคมให้มีความสงบสุข ประโยชน์สุขของการอยู่ร่วมกัน ตามกฎหมาย แต่จากข้อมูลที่พบจากเด็กหลายๆคน หลายๆกลุ่ม ในพื้นที่ พบว่าเมื่อเกิดความรุ่นแรงขึ้น ทำให้คู่กรณีบาดเจ็บหรือถึงตาย ทางเลือกที่วัยรุ่นบอกคือ ไม่หนี ก็ เคลีย ซึ่งส่วนใหญ่ใช้การเคลีย โอกาสติดคุกมีน้อย เมื่อมีความรุนแรงเกิดขึ้น ถ้าหนีก็หนีไปเลย แล้วไม่กลับมา หรือ หนีไปสักระยะแล้วกับมาเคลียกับคู่กรณี ถ้าเคลียสามารถเคลียกับคู่กรณีได้โดยตรง แต่ส่วนใหญ่ใช้วิธีเคลียกับตำรวจด้วย การเคลียในที่นี้หมายถึง อาจเป็นการใช่ผู้ใหญ่ ผู้มีอิทธิพลช่วยเคลียให้ แต่สิ่งสำคัญแทบทุกกรณีต้องมี เงิน เขามาเกี่ยวข้องในการเคลียด้วย ใช่มากใช่น้อยต่างกัน พิจารณา ตามสภาพของเหตุการณ์ ว่าสาเหตุเกิดขึ้นจากอะไร ของการใช่อาวุธ ว่า เป็นการทะเลาะวิวาทชกต่อยตีไม่มีอาวุธ หรือใช้ไม้ มีด ปืน และ ตามอาการบาดเจ็บ และใช้เงินตั่งแต่หลายหมื่นไปถึงหลายแสนบาท มีเด็กวัยรุ่นได้บอกอีกว่า ถ้ามีเรื่องทะเลาะวิวาท สองสามครั้งพ่อแม่ก็จนแล้ว จากข้อมูลที่ได้รับจากกลุ่มเด็กๆวัยรุ่น พบว่าเรื่องการทะเลาะวิวาท เรื่องความรุนแรงในวัยรุ่นสามารถจบได้ด้วย การเคลีย โดยมีเงิน ตำรวจ เป็นปัจจัยหลัก ทำให้เคลียจบ ไม่ต้องติดคุกขึ้นศาล
ประสบการณ์ที่สอง เป็นการเก็บข้อมูลวิจัย การเสียชีวิตในเด็กที่อายุต่ำกว่าสิบห้าปีจากสาเหตุการณ์เสียชีวิตภายนอก เช่น จมน้ำ อุบัติเหตุจราจร ในที่นี้ขอกล่าวถึงอุบัติเหตุจราจร คือ เมื่อมีอุบัติเหตุรถชนเด็กเสียชีวิตในกรณีต่างๆ เช่น เด็กข้ามถนนถูกรถชน ขับขี่รถจักรยาน รถมอเตอร์ไซค์ถูกชน ทุกกรณีของอุบัติเหตุจราจรที่ทำเด็กเสียชีวิต หรือมีคนเสียชีวิต ต้องเป็น คดีอาญาแผนดิน เช่น ขับรถโดยประมาณทำให้ผู้อื่นถึงแก่ชีวิต แต่จากข้อมูลได้จากผู้ปกครองจำนวนหลายสิบราย ในกรณีที่ผู้กระทำผิดขับรถชนตายโดยประมาณและต้องขึ้นศาลและถูกลงโทษให้ติดคุกมีน้อยมาก ใน 10 กรณีอาจมีแค่ 1-2 ราย ที่ต้องติดคุกส่วนใหญ่ถูกตัดสินรอลงอาญา ซึ่งใช่เวลาหลายปีกว่าคดีจะจบ ซึ่งกรณีของการขับรถชนคนตายโดยประมาณในกรณีต่างๆที่เกิดขึ้นในสังคม ที่เป็นคดีอาญาแผนดินนั้น การที่คดีเรื่องขึ้นไปถึงศาล ศาลต้องตัดสิน คิดว่าคงมีพอๆกัน หรือน้อยกว่า การที่เรื่องจบที่ตำรวจ หลังจากเกิดเหตุไม่กี่วัน
ถามว่าเรื่องจบที่ตำรวจยังไง จากที่ผู้ปกครองที่เสียหายสูญเสียลูกหลายคนเล่า พบว่าคู่กรณีใช้มีการเส้น ใช้อิทธิพล และ ใช้เงินไปให้ตำรวจ หรือ ที่เรียกกันว่า ยัดเงินตำรวจ เคลียเงินให้ตำรวจ ส่งผลให้เรื่องดำเนินการช้า หรือสรุปให้เด็กที่เสียชีวิตเป็นผู้กระทำผิดเองประมาณเอง หรือ ถูกขอไกลเกลี่ยให้ไม่ติดใจเอาความ ถูกตำรวจเสนอเงินให้ ตามที่ตำรวจไปตกลงกับคู่กรณีที่ขับรถชน หรือ คู่กรณีเสนอมา และให้ตำรวจเจรจาให้ หรือ คู่กรณีเสนอเงินให้โดยตรง แต่มีตำรวจเป็นคนกลาง และ อาจเป็นการเรียกร้องค่าเสียหายไปโดยตรงของผู้ปกครองของเด็กที่เสียชีวิต ต่อคู่กรณีที่ขับรถชนเด็ก หรือ เรียกร้อง ผ่านตำรวจ มีตำรวจเป็นคนกลาง ซึ่งกระบวนการทั่งหมดนี้ อาจเป็นการเริ่มต้นของผู้กระทำผิด ผู้เสียหาย หรือ เป็นการเข้ามาเป็นตัวกลางนำเสนอโดยตรงของตำรวจเอง เรื่องที่ต้องเป็นคดีอาญา สามารถจบได้ด้วยกระบวนการนี้ จบเรื่องเหมือนในกรณีแรก คือการใช่เงิน ไม่ต้องติดคุกขึ้นศาล
ทั้งสองประสบการณ์จากการทำงานที่รับรู้เรื่องราวของตำรวจ ที่ดูเป็นเรื่องที่ไม่ดี พฤติกรรมที่ไม่ดีไม่ควรปฎิบัติตามเป็นตัวอย่าง เป็นปัญหาสังคม ที่มองเขาไปถึงพฤติกรรมของตำรวจ ที่หลายคนคงมองว่าเลวร้ายไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง เป็นการมองเข้าไปในส่วนหนึ่งของตำรวจเท่านั้น แต่คงมีหลายคนที่ยอมรับได้และคิดว่าตำรวจมีคุณงามความดีด้านอื่นๆอีกมาก ที่มีต่อผู้คนต่อให้สังคมสงบสุขที่สามารถพูดเขียนสามวันสามคืนไม่จบ
แต่ที่ได้สะท้อนออกมาทั้งสองประสบการณ์นั้น ไม่ใช่ประเด็นหลักที่ต้องการสื่อสาร เพราะคิดว่าคนไทยคงแทบเกือบทุกคน ที่อยู่ในสังคมไทยมาศัก 15 ปี คงเข้าใจ เคยรับรู้ว่าข้อมูลที่กล่าวมานั้น เป็นข้อเท็จจริงที่ดำรงอยู่ของสังคมไทยมาบ้าง ไม่มากก็น้อย เพราะ ขนาดเด็กวัยรุ่น ในกรณีตัวอย่างแรก ที่มีปัญหาเรื่องการใช่ความรุนแรงทะเลาะวิวาท ทำผิดกฎหมาย ซึ่งสามารถบอกได้ว่า เป็นเด็กที่ไม่ได้เรียนหนังสือ เกเร เป็นนักเลงหัวไม้ เป็นเด็กมีปัญหาของสังคม ยังมีองค์ความรู้ มีทักษะอาจถึงเรียกได้ว่าเป็นระดับภูมิปัญญาของสังคมไทย ที่ว่าเมื่อคิดมีปัญหาทะเลาะวิวาทขึ้นมา สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น คือ ไม่หนีก็เคลีย ไม่ต้องติดคุกได้ ถ้าเคลียดำเนินการโดยมีตำรวจเป็นตัวกลาง
หรือในสังคมไทยถ้าไปถามโจรขโมยโจรต่างๆหรือ คนที่คิดเตรียมกระทำไม่ดีผิดกฎหมายทุกระดับ ในสังคมไทย ว่ากลัวถูกตำรวจจับหรือเปล่า กลัวถูกอัยการส่งฟ้องหรือเปล่า หรือกลัวถูกศาลตัดสินหรือเปล่า คิดว่าคงตอบว่ากลัว แต่ในใจลึกๆแล้ว สิ่งที่กลัวมากที่สุด มาจากการมีความรู้ ในเรื่องบทลงโทษของความผิด ว่ามีโทษ กี่ปี 2 ปี 5 ปี 10 ปี 20 ปี หรือตลอดชีวิต เป็นความกลัวในบทลงโทษ มากกว่ากลัวตำรวจจับ
เพราะโจรขโมยโจรต่างๆ เมื่อมีใครได้กระทำความผิดกฎหมายขึ้นมา คงมีความรู้ มีองค์ความรู้ ที่เป็นภูมิปัญญาของสังคมไทย ที่เป็นช่องทางวิธีการของผู้กระทำผิดกฎหมาย สามารถใช้ได้ ที่ช่วยให้ไม่ต้องรับโทษของกฎหมาย ในชั่นของตำรวจ หรือชั่นของอัยการ และถึงกับในชั่นของศาลต่างๆ ที่คนไทยเชื่อไว้ใจได้มากที่สุด ซึ่งทั้งสามหน่วยงานหลังเป็นระบบความยุติธรรมของไทย แต่มันมีวิธีที่สามารถทำให้ไม่ต้องรับโทษได้ ในชั่นของตำรวจ ซึ่งสามารถทำได้ง่ายที่สุด ในชั่นของอัยการ ยังสามารถทำได้อยู่ และถึงขนาดเมื่อถึงชั่นศาลแล้ว ยังเคยได้รับรู้มาว่าทำให้ผู้กระทำผิดกฎหมาย จากผิดเป็นถูก ไม่ต้องรับโทษได้ ซึ่ง เราแทบทุกคนคงเคยรับรู้ มีความรู้สึก เคยได้ยิน เป็นเรื่องเล่า เป็นตำนาน เป็นประวัติศาสตร์ จากการ ฟัง อ่าน ดู จากสื่อต่างๆผ่านมาในช่วงชีวิต มาบ้างว่า ในกระบวนการยุติธรรมของสังคมไทย มีการประสานประโยชน์ โดยผ่านตัวกลางต่าง เช่น พักพวก เพื่อนฝูง ผู้ใหญ่ ผู้มีอิทธิพล ผู้อาวุโส และเงิน โดยเฉพาะ ตำวจที่เป็นเป็นคนกลางในประสานประโยชน์ของสังคมที่สำคัญ และคงไม่ได้มีอยู่แต่ในกระบวนการยุติธรรมเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ระบบ การประสานประโยชน์ ไม่ทำตามกฎหมายตามกฎกติกา ระเบียบข้อบังคับ ที่ตั่งไว้ ของคนในสังคมไทย มีตั่งแต่เกิดจนตาย อยู่ในทุกช่วงของชีวิต ตั่งแต่ การเกิด เข้าเรียนตั่งแต่อนุบาล ถึงมหาวิทยาลัย การเกณฑ์ทหาร การซื่อขายที่ดิน การเข้าทำงาน ซื่อขายตำแหน่ง ติดต่อข้าราชการต่างๆ ภาคธุรกิจ การจ่ายภาษี การเลือกตั่ง การเมือง จนถึงตายเรียกได้ว่า ตั่งแต่เกิดจนตาย สังคมไทยสามารถใช้วิธีประสานประโยชน์ผ่านตัวกลางต่างๆ โดยเฉพาะการใช้เงิน ได้โดยไม่ต้องทำตาม กฎกติกา ระเบียบต่างๆที่มีอยู่แล้ว กำหนดไว้ ท่านสามารถคิดขยายความกันได้เอง ว่าตั่งแต่เกิดจนตาย สามารถใช้วิธีการประสานประโยชน์ได้ในวิธีชีวิตประจำวันกันได้อย่างไรบ้าง ใช้ทำอะไรได้บ้าง
ถ้าได้อ่านมาถึงตอนนี้คงมีหลายคน คิดรู้สึกว่าเป็นการมองสังคมในแง่ร้าย มีมุมมองในด้านไม่ดี ไม่ใช่ข้อมูลที่ถูกต้อง ความจริงไม่ใช่อย่างนั้น หรือเป็นข้อมูลเท็จไม่มีข้อเท็จจริง คนที่คิดอย่างนี้อาจเป็นคนถูกต้อง รู้จริง เพราะโดยส่วนตัว มีประสบการณ์ตรง ในการเคยประสานประโยชน์โดยไม่ทำตามกฎระเบียบ ไม่กี่เรื่อง ส่วนใหญ่ เป็นความรู้สึกความรู้ ที่ได้รับรู้จากเรื่องเล่า การฟัง อ่าน และดู จากสื่อต่างๆ ซึ่งเชื่อว่ามีมูลความจริง และคิดเชื่อว่าถ้าไปสอบถามข้อมูลจากผู้คนในสังคมไทย คงมีมากกว่า 65.9 เปอร์เซนต์ ที่เชื่อว่า มีการใช้วิธีประสานประโยชน์ในสังคมไทยได้ตั่งแต่เกิดจนตาย โดยไม่ต้องทำตามกฎกติกาที่มีอยู่
ที่กล่าวมายังไม่ใช่ประเด็นหลักที่ตั่งใจต้องการสื่อสาร ที่อยากช่วยคิดแลกเปลี่ยน ต้องขอพาไปสู้ความนึกคิดในระดับที่ลึกขึ้นอีก หรือ เป็นความฝันในระดับที่สาม อย่างในหนัง อินเซ็ปชั่น ( สงสัยคิดถึงหนังอินเซ็ปชั่นมากไป คงเพราะดูไม่รู้เรื่อง 555 อิอิอิ ระวังท่านจะถูกอินเซ็ปชั่น )
จากการสาทยายมาตั่งแต่ต้นนั้น เพราะเกิดคำถามว่า ถ้านำกระบวนการยุติธรรม กฎหมาย กฎระเบียบ ต่างๆ ที่เรียกว่าเป็นกฎหมายลายลักอักษร ซึ่งบ้านเมืองสังคมไทยใช้หลักกฎหมาย ลายลักอักษร และเราถูกสอนอยู่ในสังคม หรือสอนในโรงเรียน เช่น ให้ปฎิบัติตามกฎหมาย ให้มีระเบียบวินัย มีความยุติธรรม การเคารพกฎหมาย ในประเทศที่เจริญแล้ว คนในประเทศนั้นเคารพกฎหมายสูง มีระเบียบวินัย มีบทลงโทษรุนแรง และในแนวทางของรัฐมีความต้องการให้คนในสังคม เคารพกฎหมายมีระเบียบวินัย สังคมถึงมีความสงบสุข ประเทศชาติเจริญรุ่งเรือง มาเปรียบเทียบ กับวิธีการประสานประโยชน์ โดยเฉพาะของตำรวจ การมีวิธีประสานประโยชน์อยู่คู่ ในการดำรงวิถีชีวิตของสังคมไทย มีตั่งแต่เกิดจนตาย มีลักษณะเรียกได้ว่า เป็นกฎหมายจารีตประเพณี เป็นแนวทางวิถีชีวิตเป็นธรรมเนียบแบบแผน วัฒนธรรมที่ทับซ้อนซอนอยู่คู่กับสังคมไทย ค่อนข้างเปิดเผย ไม่ได้ลึกลับปิดบัง รับรู้ได้เป็นปกติได้ทั่วไป ตั่งแต่เกิดจนตาย
ในเรื่องของการใช้ดุลพินิจของคน ของสังคมไทย ว่ามันควรเป็นอย่างไร สิ่งไหนถึงเป็นสิ่งที่ดีกว่า ถูกต้องเป็นประโยชน์ของคนของสังคม ที่แท้จริง เพราะประสบการณ์ทำงานและประสบการณ์ของตัวเอง พบว่าการประสานประโยชน์ของสังคม ด้วยการผ่านตัวกลางๆต่างๆนั้นมีประโยชน์อยู่คงไม่ใช้วิธีที่ถูกต้องที่สุด เช่น เด็กวัยรุ่น ที่ทะเลาะวิวาท เมื่อเรื่องเกิดขึ้น สามารถใช่วิธีการเคลีย กับตำรวจและคู่กรณี วัยรุ่นคนนั้นไม่ต้องติดคุก คู่กรณีได้รับเงินทดแทน หรือ เด็กที่ถูกรถชนเสียชีวิต คู่กรณีจ่ายเงินทดแทน ผู้ปกครองเด็กได้เงินทดแทน คู่กรณีที่ขับรถชน ไม่ต้องติดคุก และกรณีอื่นๆที่ใช้เงินในการประสานประโยชน์ เพราะการทำความรุนแรงของของเด็กอาจเกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรืออุบัติเหตุที่เกิดขึ้น อาจเกิดจากความไม่ตั่งใจเป็นเหตุสุดวิสัย หรือถ้าเรื่องถึงศาลต้องใช้เวลายาวนาน จึงได้รับความยุติธรรม และ เสียค่าใช่จ่ายใช่เงินมาก ผู้เสียหายไม่พร้อมและไม่มีเงินเสียค่าทนาย หลายครั้งที่เห็นว่าการได้เงินทดแทน ทำให้ผู้ปกครองเด็กที่ถูกรถชนเสียชีวิตรู้สึกว่าได้อะไรบ้าง ภาษาชาวบ้านเรียกว่า เป็นค่าทำขวัญ เป็นขวัญกำลัง กับการสูญเสีย ตำรวจที่ได้เงินเดือนประจำน้อย ทำให้ได้รับเงินเพิ่นสูงขึ้น ตำรวจต้องคงดีใจ ซึ่งตำรวจจำนวนไม่น้อยในปัจจุบันมีรายได้พิเศษอยู่แล้ว และการประสานประโยชน์ในหลายๆวงการทำให้ทุกฝ่ายมีความสุข
ซึ่งการประสานประโยชน์ ในสังคมไทยพบได้ในวิถีชีวิตประจำวันในคนทุกๆวงการ มีตั่งแต่เกินจนตาย ในมุมมองส่วนตัว มันมีข้อดีอยู่ เพราะตัวเองเคยถูกตำรวจจับเรื่อง ขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ และถูกเรียกเงินโดยไม่เขียนใบสั่ง ตั่งแต่วันนั้นได้จ่ายเงินในที่เกิดเหตุโดยไม่ได้เขียนใบสั่ง ซึ่งทำให้มีความระมัดระวังมากขึ้นเหมือนเดิม และบ่อนการพนันหวยทุกอย่างเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายแต่คนไทยชอบเล่น เจ้าของบ่อนจึงจ่ายเงินให้ตำรวจ คนได้เล่น ตำรวจได้เงิน หรือ ผู้สมัครรับการเลือกตั่งผู้ทรงเกียร ยังจ่ายเงินซื่อเสียง ประชาชนถ้าไม่จ่ายเงินไม่เลือก เลือดคนที่จ่ายเงินสูงสุด สิ่งที่ทำให้เกิดคำถาม ความสงสัย ว่าการใช้ดุลพินิจ ของตำรวจ ของคนในสังคม ว่าควรยึดหลักกฎหมายอยากตรงไปตรงมา หรือ ใช้การประสานประโยชน์ ไกลเกลี่ย ตกลงกัน ตามรูปแบบที่สามารถทำได้ ซึ่งผิดกฎหมาย ดุลพินิจ เราควรอยู่ตรงไหน เพราะการทำตามกฎหมายตรงจัด ดีต่อตัวเองและสังคมจริงหรือเปล่า และการประสานประโยชน์ เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องในทางกฎหมาย เป็นวิธีที่ผิดจริงหรือเปล่า
อาจอธิบายได้ไม่เห็นภาพได้เข้าใจอยาก สรุป คือ ดุลพินิจการตัดสินใจในการดำเนินชิวีต ตามหลักกฎหมาย กับการเลือก วิธีการประสานประโยชน์ ที่ไม่ถูกกฎหมาย แต่สามารถใช้ได้เป็นวิธีหนึ่งในการดำเนินชีวิต ของคนในสังคมไทย ควรเลือกตัดสินใจใช้อะไร ถ้าเราได้เข้าไปอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเลือก ซึ่งในชีวิตคนของสังคมไทยหลายคนคงได้มีโอกาสต้องได้เลือกทั้งสองหลักการมาบ้าง และหลายคนคงเลือกทำตามกฎหมาย แต่หลายคนในวิถีชีวิตปัจจุบันได้เลือกการประสานประโยชน์ ที่ผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นธรรมดา ที่ดุลพินิจ การตัดสินใจของคนยอมแต่ต่างกัน ถ้าจำได้ในอดีต ขนาดคนเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อมีเรื่องกระบวนการขึ้นสู้ศาล ก่อนถูกศาลตัดสิน ยังมีนักวิชาการ คนมีความรู้มาออกทีวีแสดงความคิดเห็นกัน บ้างคนว่า ต้องใช้หลักนิติศาสตร์ บ้างคนว่าต้องใช้หลักรัฐศาสตร์ ขนาดคนมีความรู้ของสังคมไทยยังเถียงกัน แล้วเราควรต้องเลือกยึดถืออะไร คงต้องบอกว่าเป็นดุลพินิจเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคน แต่สิ่งที่คิดว่าสามารถทำให้มีดุลพินิจที่ดีถูกต้องเหมาะสมละเอียดขึ้น คือ การศึกษาทำความเข้าใจแสวงหาความรู้ จากบริบทแวดล้อม ปัจจัยความรู้ต่างๆให้รอบด้าน กว้างลึก จากสังคม ให้ละเอียด คงทำให้เราเลือกใช้ดุลพินิจได้ถูกต้องกับสถานการณ์ที่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง
กลาง ธรรมชาติ
10 ส.ค. 2553