ในช่วงวันที่ 9-19 สิงหาคม 2553 ผมจะมีโอกาสไปเยี่ยมโรงเรียนมาตรฐานสากลในจังหวัดเชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน บางโรงเรียน

ผมคิดว่าเรื่องนี้ควรได้รับรู้รับทราบถึงการดำเนินงานกันโดยทั่วไปว่า โรงเรียนมาตรฐานสากลของไทยเป็นอย่างไร  มีหลักการ แนวคิด วัตถุประสงค์อย่างไร  จึงได้คัดตัดต่อและเรียบเรียงเอกสารของโครงการมาเสนอไว้ในที่นี้  ด้วยวัตถุประสงค์ของผมดังนี้

1.เพื่อบอกเล่าท่านที่มาเยี่ยมบล็อกของผม

2.เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับคุณครู ผู้บริหาร(ตลอดจนท่านผู้สนใจทั่วไป) ของโรงเรียนที่ไปเยี่ยม และไม่ได้ไปเยี่ยมซึ่งมีเวลาไม่มาก  เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่  มีองค์ความรู้บางอย่างที่อาจใหม่สำหรับบางท่าน และมีวิธีการใหม่สำหรับหลายๆ ท่าน(รวมทั้งผมด้วย)   ที่ต้องช่วยกันความเข้าใจ  เพื่อให้เรื่องนี้ส่งผลต่อคุณภาพของผู้เรียนที่มีมาตรฐานในระดับสากล

จึงขอเชิญชวนทุกท่านเข้ามาแลกเปลี่ยน พูดคุยซักถาม และตอบร่วมกัน

หากท่านสนใจในรายละเอียดทั้งหมดท่านสามารถดาวโหลดเอกสารโครงการได้จาก

http://www.worldclassschoolthai.net/

 

 โรงเรียนมาตรฐานสากล

 World Class Standard School

 (คัด และเรียบเรียงจากเอกสารโครงการ ซึ่งสมารถดูรายละเอียด และดาวโหลดได้ จาก http://www.worldclassschoolthai.net/ )

ความหมาย

โรงเรียนมาตรฐานสากล หมายถึง โรงเรียนที่จัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ เทียบเคียงมาตรฐานสากล ผู้เรียนมีศักยภาพเป็นพลเมื่องโลก (World Citizen,Global Citizen) เพื่อพัฒนายกระดับคุณภาพการจัดการเยนการสอนและการการจัดการด้วยระบบคุณภาพ เพื่อให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียนเป็นมาตรฐานสากล เป้นการต่อยอดคุณลักษณะที่เป็นมาตรฐานชาติ

วัตถุประสงค์

 เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีศักยภาพเป็นพลเมืองโลก

โครงสร้างหลักสูตร

          1. จัดการเรียนรู้ 8 กลุ่มสาระตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานปีพุทธศักราช 2551

- ภาษาไทย

- ภาษาอังกฤษ

- คณิตศาสตร์

- วิทยาศาสตร์

- สังคมศึกษา / ศาสนา/

- วัฒนธรรม/ประวัติศาสตร์

- สุขศึกษาและพลศึกษา

- ศิลปะ

- การงานอาชีพและเทคโนโลยี

2. มีสาระเพิ่มเติมตามจุดเน้นในบางกลุ่ม หรือทุกกลุ่มสาระ

3. มีกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน 

          4. มีสาระที่เป็นสากล ดังนี้

             4.1 Theory of Knowledge

             4.2 Extended Essay

             4.3 Creativity, Action,Service

             4.4 Global Education

             4.5 ภาษาอังกฤษ

             4.6 ภาษาต่างประเทศที่ 2

 ทฤษฎีความรู้ (Theory of Knowledge)

 

 เป็นสาระที่ว่าด้วย การแสวงหาความรู้เพิ่มเติมอย่างลึกซึ้งในสิ่งที่ผู้เรียนรู้ เพื่อพิสูจน์ประเด็นความรู้ ข้อค้นพบ หรือสมมติฐานของความรู้ที่ผู้เรียนได้รับรู้ และเป็นที่ยอมรับ ว่าด้วยการส่งเสริมให้ผูเรียนรู้จักตรวจสอบความน่าเชื่อถือของแหล่งที่มาของความรู้ ว่าด้วยการจัดประสบการณ์ใมห้ผู้เรียนได้เรียนรู้กระบวนการรับรู้ และการรับรู้ที่ความรู้ที่ใช้ความรู้สึก และว่าด้วยการปลูกฝังการสร้างความรู้ความเข้าใจที่เป็นสากลให้แก่ผู้เรียน

 วัตถุประสงค์

  เพื่อให้ผู้เรียนสามารถแสดงความคิดเห็นเชิงคิดวิเคราะห์ ตั้งสมมติฐาน และ    การหาคำตอบเกี่ยวกับสิ่งที่ผู้เรียนรู้ (Knowing) สามรถตั้งคำถามให้อธิบาย แสดงความคิดเห็นต่างๆ รู้จักหาทางออกในการแก้ปัญหา ได้กระจ่างชัด สามารถเชื่อมโยงความรู้ เปรียบเทียบวิธีการแสวงหาความรู้เกี่ยวกับสาขาวิชาต่างๆ และวิธีการับความรู้ (Ways of Knowing) จำนวน 4 วิถีทาง ได้แก่ วิธีการสร้างความรู้จากการสัมผัสรับรู้ (Sense Perception) สร้างความรู้จากการใช้ภาษา (Language) สร้างความรู้จากการให้เหตุผล และการสร้างคามรู้จากสิ่งที่เป็นอารมณ์ (Emotion)

การเขียนความเรียงชั้นสูง (Extended Essay)

 เป็นสาระว่าด้วยการศึกษาค้นคว้าอย่างอิสระ (Interdependent) ในเรื่องที่ผู้เรียนสนใจ ซึ่งมาจากการที่ผู้เรียน ได้เรียนจากสาระการเรียนรู้ เน้นการฝึกกระบวนการค้นคว้าด้วยตนเอง การถ่ายทอด สื่อความหมาย แนวคิด และข้อมูลเป็นความเรียง ลักษณะเป็นความเรียงทางวิชาการที่มีเนิ้อหาเชื่อมโยงอย่างเป็นขั้นตอน สมเหตุสมผลที่สละสลวย โดยใช้จำนวน 4,000 คำ แต่ครูจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าใจว่าการเขียนความเรียงระดับสูง ไม่ใช่การเขียนรายงานวิจัย 5 บท แต่เป้นการเขียนความเรียงทางวิชาการที่ใช้ข้อมูลจากการค้นคว้า เพิ่มเติมจากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ เพื่ออธิบาย แสดงผลการศึกษาค้นคว้า โต้แย้ง และสนับสนุนเป็นเหตุเป็นผล

 

วัตถุประสงค์

 เพื่อให้ผู้เรียน

1. ค้นคว้าหาความรู้เกี่ยวกับสิ่งที่ตนสนใจ และต้องการค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติม

2. พัฒนาทักษะการเขียนรายงานการค้นคว้าอย่างอิสระ โดยใช้คำสำหรับการเขียนผลงาน

 จำนวน 4,000 คำ

3. พัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์ และการคิดวิเคราะห์                            4. มีความรู้ ความเข้าใจในกระบวนการค้นคว้าที่เหมาะสมสำหรับแต่ละสาขาวิชา

5. มีวิธีการ และสั่งสมประสบการณ์ในการค้นคว้าความรู้ด้วยสติปัญญาของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ 

กิจกรรมสร้างสรรค์ประโยชน์ (Creativity, Action,Service)

กิจกรรมสร้างสรรค์ประโยชน์ (CAS) เป็นกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนที่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒนาตนเอง และพัฒนาซึ่งกันและกัน เรียนรู้จากประสบการณ์การจัดกิจกรรม(Experiential Learning) เป็นสาระที่ให้ผู้เรียนได้ค้นพบตนเอง โดยการริเริ่มสร้างสรรค์กิจกรรม (Creativity) ได้ปฏิบัติกิจกรรม ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง(Action) และผู้เรียนได้ช่วยเหลือผู้อื่นโดยการให้บริการเป็นอาสาสมัคร (Service) ควบคู่กับการเรียนสาระการเรียนรู้ที่เป็นวิชาการ

กิจกรรมสร้างสรรค์ (Creativity) มุ่งหวังให้ผู้เรียนฝึกทักษะการคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking) และทักษะการคิดวิเคราะห์ (Critical Thinking)

 การปฏิบัติ (Action) มุ่งหวังให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติกิจกรรมที่เกิดจากความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของตนเอง การบริการ (Service) เป็นกิจกรรมจิตอาสาที่ไม่ค่าจ้างตอบแทน เป็นกิจกรรมที่มุ่งหวังให้ผู้เรียนมีความตระหนักรู้ มีสานึกความรับผิดชอบต่อตนเองและต่อสังคม เป็นกิจกรรมอาสาสมัครที่กาหนดให้ผู้เรียนเลือกกระทา มีจุดมุ่งหมายเพื่อปลูกฝังความสง่างาม ความเป็นอิสระในการคิดให้เกิดในตัวผู้เรียน ทั้งนี้ต้องคำนึงถึง การใช้เวลาในการทากิจกรรมสร้างสรรค์ของผู้เรียน สถานศึกษาจะต้องกาหนดเป็นตารางงานนอกเวลาเรียน โดยผู้เรียนจะต้องวางแผนเวลาของตนเอง โดยทั่วไปสถานศึกษาได้กาหนดให้ผู้เรียนทากิจกรรมแต่ละรายการของ CAS อย่างน้อย 50 ชั่วโมงหรือมากกว่านั้นสูงสุด 150 ชั่วโมง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและสภาพความพร้อมของสถานศึกษา 
 

วัตถุประสงค์
การจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ประโยชน์ (CAS : Creativity, Action, Service)  เป็นกิจกรรมที่มีวัตถุประสงค์เพื่อมุ่งพัฒนาผู้เรียนได้พัฒนาตนเองตามศักยภาพอย่างรอบด้าน เป็นกิจกรรมที่มีวัตถุประสงค์เพื่อปลูกฝังและสร้างจิตสานึกของการทำประโยชน์เพื่อสังคมสามารถจัดการตนเองได้และอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข 

โลกศึกษา(Global Education)

โลกศึกษา” (Global Education) หรือมีผู้บัญญัติว่าโลกาภิวัตน์ศึกษาเป็นแนวคิดทางการศึกษาซึ่งพัฒนามาจากข้อเท็จจริงที่ว่ามนุษย์ปัจจุบันมีความเป็นอยู่ และมีปฏิสัมพันธ์กันในโล ยุคโลกาภิวัตน์มากขึ้น จึงจาเป็นต้องจัดการศึกษา เพื่อให้ผู้เรียนรับรู้ความเป็นจริงต่าง ๆ ของโลกโลกาภิวัตน์ (Globalized world) และปลุกให้ผู้เรียนได้ลุกขึ้นมาสร้างโลกที่มีความชอบธรรม เสมอภาค และเคารพสิทธิมนุษยชนมากขี้น รวมถึงความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนาที่ยั่งยืน สันติภาพ การป้องกันความขัดแย้ง และการศึกษาระหว่างวัฒนธรรม ตลอดจนความเป็นพลเมืองโลก โลกศึกษาเป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงในเชิงลึกทั้งด้านพื้นฐานความคิด ความรู้สึกและการกระทาที่มุ่งให้เกิดการเปลี่ยน แปลง การเชื่อมโยงประสานสัมพันธ์ ความเสมอภาคเท่าเทียม ความยุติธรรมในสังคมความเข้าใจกันระหว่างมนุษย์ โดยมีสาระสำคัญที่พึงพิจารณาในการจัดการเรียนการสอนคือ

- การวิเคราะห์เหตุการณ์และการพัฒนาที่เกิดขึ้นในจุดเล็ก ๆ ที่เป็นสถานการณ์หรือความจริงใกล้ตัวผู้เรียน

- การเลือกประเด็นเรื่องราวที่เฉพาะเจาะจงและสัมพันธ์กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

- การกระตุ้นให้ตระหนักถึงความเชื่อมโยงเหตุการณ์ดังกล่าวในระดับท้องถิ่นกับระดับโลกในภาพกว้าง และให้มีการอภิปราย สนทนา แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเหตุการณ์ดังกล่าว

แนวคิดหลักของโลกศึกษาและขอบข่าย  เนื้อหาสาระ

โลกศึกษาเป็นสหวิทยาการ (Interdisciplinary) ไม่มุ่งเน้นการสอนเนื้อหาใหม่ ๆ แต่เน้นการเพิ่มพูนความรู้ ความคิดรวบยอดและเนื้อหาสาระของสาขาวิชา หรือกลุ่มสาระการเรียนรู้ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาในมิติที่ขยายกว้างระดับโลก ซึ่งจำแนกได้ดังนี้  

- ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการโลกาภิวัตน์และการพัฒนาสังคมโลก

- ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความเป็นมาและปรัชญาความคิดของมนุษยชาติ

- ความรู้เกี่ยวกับความเป็นสังคมชุมชนและความแตกต่าง

 

ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการโลกาภิวัตน์และการพัฒนาสังคมโลก           จุดเน้นของโลกศึกษาคือความเป็นธรรมในสังคม และการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อเปิดโอกาสให้กับชีวิตของมนุษย์ทุกคน ดังนั้น ขอบข่ายเนื้อหาควรประกอบด้วยประเด็นที่สำคัญว่าด้วย สภาพการดำรงชีวิตในระดับท้องถิ่น และส่วนอื่น ๆ ของโลก สังคมที่มีวัฒนธรรมหลากหลาย สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและวัฒนธรรม ความสัมพันธ์และการพึ่งพาอาศัยกันระหว่างภูมิภาค ประเทศ และทวีปตลอดจนทรัพยากรธรรมชาติที่จากัด สังคมข้อมูลข่าวสาร และสื่อ ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความเป็นมาและปรัชญาความคิด ของมนุษยชาติ

โลกศึกษามีขอบข่ายสาระความรู้ที่เกี่ยวกับความคิดรวบยอดของความเป็นมนุษยชาติ เช่น สิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย และธรรมาภิบาล เศรษฐศาสตร์ ความยุติธรรมในสังคม การค้าที่เป็นธรรม ความเสมอภาคทางเพศ สันติภาพและความขัดแย้ง การเปลี่ยนแปลง ความเป็นพลเมือง ความหลากหลาย ความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรม การพัฒนาอย่างยั่งยืน สุขภาพอนามัยและความเสมอภาคเท่าเทียมในการเข้าถึงความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

 

ความรู้เกี่ยวกับความเป็นสังคมชุมชนและความแตกต่าง

ได้แก่ความรู้เกี่ยวกับความเป็นชุมชน และความแตกต่างหลากหลายของแบบแผนการดารงชีวิต (Life Styles) ศาสนา วัฒนธรรม ชีวิตของคนต่างรุ่นต่างวัย (Generations) โลกศึกษามีมิติของโลก(Global Dimension) ที่เป็นแนวคิดหลักซึ่งสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน 8 ด้าน ดังนี้

โลกศึกษามีมิติของโลก (Global Dimension) ที่เป็นแนวคิดหลัก ซึ่งสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน 8 ด้าน ดังนี้

1. ความเป็นพลเมืองโลก (Global Citizenship) ได้แก่ ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิด หลักการ และสถาบัน การมีบทบาทที่เกี่ยวข้องในฐานะสมาชิกของสังคมทั้งในระดับ ท้องถิ่น ประเทศ และระดับโลก ตลอดจนการมีส่วนร่วมรับผิดชอบในฐานะพลเมืองที่ดีของสังคมที่คานึงถึงสิทธิมนุษยชนและอุดมการณ์ประชาธิปไตย

 

2. ความยุติธรรมในสังคม (Social justice) ได้แก่ ความสานึกตระหนักในความสาคัญของความเสมอภาคและความยุติธรรมในสังคม มีบทบาทและมีส่วนร่วมในการสร้างความเท่าเทียมและความเป็นธรรมในสังคม

3. สิทธิมนุษยชน (Human Rights) ได้แก่ ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนการเคารพ และยึดมั่นในสิทธิและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์

4. การแก้ปัญหาความขัดแย้ง (Conflict Resolution) ได้แก่ ความรู้ความเข้าใจธรรมชาติของความขัดแย้ง มีขันติ อดทน อดกลั้นต่อความแตกต่างขัดแย้งสามารถเจรจาต่อรอง เชื่อมประสาน เพื่อลดปัญหาหรือคลายปมขัดแย้ง โดยปราศจากการใช้ความรุนแรง

5. การพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development) ได้แก่ ความรู้ ความเข้าใจหรือความจาเป็นในการจรรโลง รักษาและพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยปราศจากการทาลายโลกเพื่อความอยู่รอดของชีวิตในรุ่นต่อไป โดยคานึงถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืน

6. ค่านิยม และการสัมผัสรับรู้ (Values &Perceptions) ได้แก่ ความสามารถในการประเมินคุณค่าเกี่ยวกับประเด็นสาคัญระดับโลกและผลที่กระทบต่อเจตคติและค่านิยมของผู้คนที่เกี่ยวข้อง โดยคานึงถึงความสาคัญและค่านิยมด้านสิทธิมนุษยชน

7. ความหลากหลาย (Diversity) ได้แก่ ความรู้ความเข้าใจการยอมรับ และตระหนักในความหลากหลายทางเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ สังคม วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี รวมทั้งความหลากหลาย ทางชีวภาพตลอดจนผลกระทบของสภาพแวดล้อมที่มีต่อเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม

8. การพึ่งพาอาศัยกัน (Interdependence) ได้แก่ ความเข้าใจตระหนักรู้ถึงความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างกันของผู้คน ถิ่นฐาน เศรษฐกิจ ธรรมชาติสิ่งแวดล้อมที่ต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน เข้าใจสภาวการณ์ในระดับโลก

สามารถเรียนรู้ที่จะจัดการกับความซับซ้อนได้ การจัดการเรียนรู้ตามมิติโลกทั้ง 8 ด้านควรคานึงถึงการสร้างความเชื่อมโยงประเด็นระหว่างท้องถิ่นกับเรื่องราวที่เกี่ยวข้องระดับโลกรวมทั้งการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ตรวจสอบวิพากษ์ ค่านิยม เจตคติของตน ตระหนักถึงความละม้ายคล้ายคลึงกันของผู้คนในทุกถิ่นที่ และความหลากหลายทางค่านิยม รวมถึงการทาความเข้าใจบริบทระดับโลกที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ในท้องถิ่นของผู้เรียน ตลอดจนการพัฒนาทักษะที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถยืนหยัดต่อสู้กับความอยุติธรรม อคติ ความไร้เหตุผล และการแบ่งแยก

วัตถุประสงค์

การจัดการเรียนรู้โลกศึกษามีจุดมุ่งหมายที่มุ่งเน้นการพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุวัตถุประสงค์ ตามมิติโลกด้านต่างๆ ดังนี้

ความเป็นพลเมืองโลก

มีจุดมุ่งหมายให้ผู้เรียนเพิ่มพูนความรู้ ทักษะ และความเข้าใจแนวคิดและสถาบันต่าง ๆ ที่มีความจาเป็นต่อการเสริมสร้างความเป็นพลเมืองโลกที่กระตือรือร้นรับผิดชอบ โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้

1. ผู้เรียนมีทักษะการวิเคราะห์ ประเมิน ข้อมูลข่าวสาร และทัศนคติ

ความเห็นที่ แตกต่างกันซึ่งส่งผ่านสื่อและแหล่งข้อมูลต่าง ๆ

2. ผู้เรียนเรียนรู้บทบาทของสถาบัน องค์กร สนธิสัญญา ตลอดจนบทบาทของ กลุ่มต่างๆ องค์กรพัฒนาเอกชนและรัฐบาลของประเทศต่างๆในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวของโลก

3. ผู้เรียนพัฒนาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการและสถานที่หรือ

แหล่งของการตัดสินใจสาคัญ ๆในประเด็นระดับโลก

4. ผู้เรียนมีความตระหนักถึงความสำคัญของทัศนะและบทบาทของ

เยาวชนในการแสดงออกถึงความรับผิดชอบที่สามารถมีอิทธิพล ส่งผลต่อประเด็นต่างๆระดับโลก

5. ผู้เรียนมีความตระหนักถึงความสำคัญของบริบทโลกในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และการตัดสินใจทั้งในระดับบุคคลและระดับสังคม

6. ผู้เรียนมีความเข้าใจบทบาทของภาษา ขนบธรรมเนียม ถิ่นฐาน ศิลปะ ศาสนา ที่เป็นอัตลักษณ์ของตนเองและผู้อื่นในโลก

 

แนวทางการพัฒนาหลักสูตรโรงเรียน

มาตรฐาสากล

 

การจัดการเรียนการสอนสาระที่เป็นสากล 4 สาระ ได้แก่  ทฤษฎีความรู้ (Theory of Knowledge : TOK) ความเรียงขั้นนสูง (Extended- Essay) กิจกรรมสร้างสรรค์ (CAS:Creativity, Action,Service) โลกศึกษา (Global Education) จะช่วยให้การสะท้อนภาพความสาเร็จที่ชัดเจนทั้งความรู้ความสามารถตามสมรรถนะทั้ง 5 ของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขันพื้นฐาน ได้แก่ คความสามารถในการสื่อสาร ความสามารถในการคิด ความสามารถในการแก้ปัญหา ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต  ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี และศักยภาพความเป็นพลโลกของโรงเรียนมาตรฐานสากล  ที่กล่าวถึงผลจากการเรียนรู้ในศตวรรษที่21 ที่ผู้เรียนจะต้อง
  1. รู้ภาษายุคดิจิตัล (Digital-Age Literacy) พื้นฐาน วิทยาศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ภาษาข้อมูล และทัศนภาพ (Visual & Information Literacies รู้พหุวัฒนธรรมและมีความตระหนักสำนึกระดับโลก (Multicultural Literacy & Global Awareness) 
 2. คิดประดิษฐ์-สร้าง (Inventive Thinking) ปรับตัว-นำตน จัดการกับความซับซ้อน ใฝ่รู้ สร้างสรรค์ กล้าเสี่ยง คิดได้ในระดับสูงและมีเหตุมีผล 
 3. มีผลิตภาพสูง (High Productivity) จัดลำดับความสาคัญ วางแผน และบริหาร จัดการมุ่งผลสาเร็จ ใช้เครื่องมืออย่างมีประสิทธิผลในโลกแห่ง ความเป็นจริงสามารถผลิตผลงานที่เหมาะสม มีคุณภาพสูง 
 4. สื่อสารมีประสิทธิผล (Effective Communication) ทักษะทีม การร่วมมือและสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ความรับผิดชอบต่อตนเอง สังคม และส่วนรวม การสื่อสารเชิงปฏิสัมพันธ์ 

การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนมาตรฐานสากลจึงควรพิจารณา ดำเนินการ
ตามแนวทาง ดังนี้ 
1. โรงเรียนมาตรฐานสากลในระดับประถมศึกษา ควรจัดสาระสากลในลักษณะของการบูรณาการเป็นหน่วยการเรียนรู้ในสาระพื้นฐาน หรืออาจจะจัดเป็นเพิ่มเติมในบางสาระ โดยมีแนวดำเนินการดังนี้ 

1.1 ทฤษฎีความรู้ (Theory of Knowledge) ควรจัดเป็นหน่วยบูรณาการอยู่ในสาระพื้นฐานทั้ง 8 สาระ ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 - 6

1.2 การเขียนความเรียงชั้นสูง ( Extended-Essay ) ควรจัดเป็นหน่วยบูรณาการอยู่ในสาระพื้นฐาน  ภาษาไทย หรือเป็นสาระเพิ่มเติม ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 - 6 อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้

1.3 โลกศึกษา ( Global Education ) ควรเป็นหน่วยบูรณาการอยู่ในสาระพื้นฐานทั้ง 8 สาระในชั้น  ปฐมวัย ประถมศึกษาปีที่ 1 - 6

1.4 กิจสร้างสรรค์ประโยชน์ (Creativity, Action, Service)ควรจัดเป็นหน่วยกิจกรรมอยู่ในกิจกรรม พัฒนาผู้เรียน ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 2. โรงเรียนมาตรฐานสากลในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ควรจัดสาระสากลในลักษณะของการบูรณาการเป็นหน่วยการเรียนรู้ในสาระพื้นฐาน หรืออาจจะจัดเป็นเพิ่มเติมในบางสาระ โดยมีแนวดาเนินการดังนี้ 1.1 ทฤษฎีความรู้ (Theory of Knowledge) ควรจัดเป็นหน่วยบูรณาการอยู่ในสาระพื้นฐานทั้ง 8 สาระในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 1.2 การเขียนความเรียงชั้นสูง ( Extended-Essay ) ควรจัดเป็นหน่วยบูรณาการอยู่ในสาระพื้นฐานภาษาไทย ภาษาอังกฤษ หรือเป็นสาระเพิ่มเติม ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 - 3 อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ 1.3 โลกศึกษา ( Global Education ) ควรเป็นหน่วยบูรณาการอยู่ในสาระพื้นฐานทั้ง 8 สาระ หรือ เป็นสาระเพิ่มเติมในสาระสังคมหรือสาระอื่นๆ ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 - 3 อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ 1.4 กิจสร้างสรรค์ประโยชน์(Creativity, Action, Service) ควรจัดเป็นหน่วยกิจกรรมอยู่ในกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน หรือเป็นสาระเพิ่มเติม ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 - 3 อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้

3. โรงเรียนมาตรฐานสากลในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ควรจัดสาระสากลในลักษณะของการบูรณาการเป็นหน่วยการเรียนรู้ในสาระพื้นฐาน หรืออาจจะจัดเป็นเพิ่มเติมในบางสาระ โดยมีแนวดาเนินการดังนี้ 1.1 ทฤษฎีความรู้ (Theory of Knowledge) ควรจัดเป็นหน่วยบูรณาการอยู่ในสาระพื้นฐานทั้ง 8 สาระ หรืออาจจะจัดเป็นเพิ่มเติมในบางสาระในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 1.2 การเขียนความเรียงชั้นสูง ( Extended-Essay ) ควรจัดเป็นหน่วยบูรณาการอยู่ในสาระพื้นฐานภาษาไทย ภาษาอังกฤษ หรือเป็นสาระเพิ่มเติม ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ 1.3 โลกศึกษา ( Global Education ) ควรเป็นหน่วยบูรณาการอยู่ในสาระพื้นฐานทั้ง 8 สาระ หรือ เป็นสาระเพิ่มเติมในสาระสังคมหรือสาระอื่นๆ ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ 1.4 กิจสร้างสรรค์ประโยชน์(Creativity, Action, Service) ควรจัดเป็นหน่วยกิจกรรมอยู่ในกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน หรือเป็นสาระเพิ่มเติม ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้