ระบบงานด้านสุขภาพ
(All for Health) คือระบบที่เน้นการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่ายในสังคม เพื่อสร้างเสริมสุขภาพของคนทั้งมวล (Health for All) ซึ่งเป็นระบบที่ต้องวางไว้อยู่บนฐานของศีลธรรม คุณธรรมและจริยธรรม เคารพในสิทธิ คุณค่าและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ อันจะนำไปสู่ความเท่าเทียมกัน มีโครงสร้างครบถ้วนและมีการทำงานที่สัมพันธ์เชื่อมโยงและสอดประสานกันอย่างมีบูรณาการ มีคุณภาพ ประสิทธิภาพ ควบคุมค่าใช้จ่ายได้ ตรวจสอบได้และมีความรับผิดชอบร่วมกันอย่างสมานฉันท์ มีปัญญา/ความรู้เป็นฐาน เรียนรู้และพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง พึ่งตนเองได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืน
ตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ 2550 ได้กำหนดความหมายของคำว่า
“สุขภาพ” หมายถึง ภาวะของมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งทางกาย ทางจิต ทางปัญญาและสังคม เชื่อมโยงกันเป็นองค์รวมอย่างสมดุล
“ระบบสุขภาพ” หมายถึง ระบบความสัมพันธ์ทั้งมวลที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ
“บริการสาธารณสุข” หมายถึง บริการต่าง ๆอันเกี่ยวกับการสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันและควบคุมโรคและปัจจัยที่คุกคามสุขภาพ การตรวจวินิจฉัยและบำบัดสภาวะความเจ็บป่วยและการฟื้นฟูสมรรถภาพของบุคคล ครอบครัวและชุมชน
|
กิจกรรมทั้งหมดที่กระทบสุขภาพ |
|
บริการสาธารณสุขที่ดำเนินนอกตัวบุคคล |
|
กิจกรรมในสาขาอื่นที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสุขภาพ |
|
บริการสาธารณสุขเฉพาะบุคคล |
สามารถแบ่งขอบเขตและความสัมพันธ์ได้ดังรูปภาพนี้
รูปที่ 1 ขอบเขตและความสัมพันธ์ในระบบสุขภาพ (ที่มา : พ.ร.บ. สุขภาพแห่งชาติ)
จากภาพ สามารถอธิบายขอบเขตของระบบสุขภาพออกได้ 4 ระดับดังนี้
ระดับที่ 1 เป็นระดับที่แคบที่สุด คือระบบบริการที่มุ่งการดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล ทั้งด้านการรักษาพยาบาล สร้างเสริมสุขภาพ ป้องกันโรคและฟื้นฟูสภาพ นั่นคือระบบบริการสุขภาพ
ระดับที่ 2 เป็นระดับที่รวมบริการนอกตัวบุคคล เช่น การควบคุมโรคในชุมชน การอนามัยครอบครัวและชุมชน แต่ยังไม่รวมกิจกรรมในสาขาอื่นๆ ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสุขภาพด้วย เช่น เรื่องน้ำสะอาด สุขาภิบาล เรื่องการออกกฎหมายสดสารตะกั่วในน้ำมัน เป็นต้น
ระดับที่ 3 เป็นระดับที่รวมกิจกรรมในสาขาอื่น ๆ ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสุขภาพเข้าไปด้วย เช่น การกำจัดขยะ น้ำสะอาด ความปลอดภัยบนท้องถนน เป็นต้น
ระดับที่ 4 เป็นระดับที่กว้างที่สุด ที่รวมเอากิจกรรมทั้งหมดที่อาจมีผลกระทบต่อสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นวัตถุประสงค์เพื่อสุขภาพหรือไม่ก็ตาม เช่น การศึกษา การท่องเที่ยว การเกษตร การผังเมือง การยุติธรรม การเศรษฐกิจ เป็นต้น
ระบบสุขภาพ (Total Health Systems) ในพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ จึงมีความหมายครอบคลุมไปถึงคำจำกัดความในระดับที่ 4 ส่วนระบบสาธารณสุข (Public Health Systems) ซึ่งเป็นระบบย่อยของระบบสุขภาพมีความหมายครอบคลุมคำจำกัดความในระดับที่ 1 , 2 และ 3 ส่วนระบบบริการสุขภาพ (Health Care/Service Systems) ครอบคลุมระดับที่ 1 และเลยไปถึงบางส่วนของระดับที่ 2 เช่น งานบริการอนามัยครอบครัวและชุมชน
ดังนั้น ระบบสุขภาพ (Total Health Systems) จึงต้องรวมองค์ประกอบที่อยู่นอกวงการสาธารณสุข ด้วย เช่น สังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม การเมือง การศึกษา ระบบบริการสุขภาพ
ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของระบบสุขภาพ (Total Health Systems)
(ที่มา : การสาธารณสุขไทย 2548 – 2550)
ระบบบริการสุขภาพ (Health Care/Service Systems)
ครอบคลุมระดับที่ 1 ส่วนที่แคบที่สุดคือในเรื่องสุขภาพของปัจเจกบุคคล (Individual Health) และระดับที่ 2 รวมบริการนอกตัวบุคคลทั้งในด้านครอบครัวและชุมชน (Family and Community health)
1. ความหมายของระบบบริการสุขภาพ
ระบบบริการสุขภาพ (health care system) นับได้ว่าเป็นระบบย่อยที่มีความสำคัญมากระบบหนึ่งในระบบสุขภาพ ความหมายของระบบบริการสุขภาพจะกว้างขวางครอบคลุมเพียงไร ขึ้นกับความหมายของคำว่าสุขภาพ ศาสตราจารย์ นายแพทย์จรัส สุวรรณเวลา ได้ให้ความหมายของ ระบบบริการสุขภาพ” ว่า คือ
“ระบบบริการสุขภาพ ครอบคลุมตั้งแต่บริการเพื่อการใช้ชีวิต การร่วมกันสร้างสิ่งแวดล้อมที่สร้างเสริมสุขภาพรวมถึงการสุขาภิบาล การมีอาหาร น้ำและอากาศที่ปลอดภัย อาจรวมไปถึงการมีเศรษฐานะ ระบบการปกครอง ระบบการค้า ระบบการประกอบอาชีพที่ช่วยแก้ไขปัญหาความยากจน ซึ่งส่งผลให้ช่วยเหลือตนเองในการดูแลสุขภาพได้ การได้รับการศึกษาและข้อมูลเพื่อให้รู้เท่าทันโดยใช้ชีวิตอย่างเหมาะสมและรักษาสุขภาพที่ดีไว้ได้ ระบบป้องกันโรคที่ป้องกันได้ เมื่อเกิดโรคขึ้นก็มีระบบบริการรักษาโรค ซึ่งมีรูปแบบและระบบความซับซ้อนจากการใช้เทคโนโลยีต่างๆ มากมาย เมื่อพิการก็มีเทคโนโลยีในการลดความพิการและเพิ่มความสามารถในการดำรงชีวิต รวมไปถึงการปรับสภาพสังคมทั้งด้านกายภาพ กฎเกณฑ์สังคม และค่านิยม เพื่อให้ผู้พิการทางกาย จิต และทางสังคม เช่น โรคที่สังคมรังเกียจ ฯลฯ ได้มีสุขภาวะที่ดีที่สุดที่พึงจะมีได้” (จรัส สุวรรณเวลา 2543 : 35-36)
ระบบบริการสุขภาพจึงครอบคลุมการจัดบริการที่สุขภาพที่เป็นการสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การรักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสภาพ ครอบคลุมทั้งบริการที่จัดโดยบุคลากรทางด้านสุขภาพ (professional care) และบริการที่จัดโดยบุคคล ครอบครัว และชุมชน (non-professional care) นอกจากนี้ ประเด็นอื่นๆ ที่ควรเข้าใจเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “ระบบบริการสุขภาพ” คือ
1) ระบบบริการสุขภาพ ประกอบด้วยระบบบริการสุขภาพย่อยๆ ที่มาจากฐานความคิดมากกว่าระบบเดียว เป็นระบบที่เรียกว่าเป็น “ระบบบริการสุขภาพแบบพหุลักษณ์ (pluralistic health care system)” การที่ ”การแพทย์ตะวันตกหรือการแพทย์แผนปัจจุบัน (modern medicine)” มีบทบาทมากในระบบบริการสุขภาพปัจจุบัน ไม่ได้หมายความว่า ไม่มีระบบบริการสุขภาพในแนวอื่นดำรงอยู่ หรือระบบบริการสุขภาพแนวอื่นไม่มีความสำคัญ ความนิยมของ ”การแพทย์ทางเลือก” ในปัจจุบันสะท้อนภาพดังกล่าวได้เป็นอย่างดี
2) ระบบบริการสุขภาพ มิใช่ระบบหลักในการทำให้คนในสังคมมี “สุขภาพดี” หรือมี “สุขภาวะ” ได้ ความหมายของคำว่า ”สุขภาพดี” ในปัจจุบันครอบคลุมการมีสุขภาวะของทั้ง กาย จิต สังคม และจิตวิญญาณ ทำให้มีความจำเป็นต้องพัฒนาระบบย่อยอื่นๆ ในระบบสุขภาพให้มีความพร้อม และสามารถสนับสนุนการสร้าง “สุขภาพดี” ได้อย่างเต็มที่ การลงทุนเน้นหนักที่ระบบบริการสุขภาพแต่เพียงอย่างเดียวเหมือนเช่นอดีตที่ผ่านมา ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า นอกจากจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการมี “สุขภาพดี” ได้แล้ว ยังเป็นการใช้จ่ายทรัพยากรที่ไม่คุ้มค่าด้วย
ดังนั้นอาจสรุปได้ว่า ระบบบริการสุขภาพเป็นส่วนหนึ่งของระบบสุขภาพ ซึ่งประกอบด้วยระบบการดูแลสุขภาพย่อยๆ ที่มาจากฐานความคิดมากกว่าระบบเดียว โดยเป็นระบบบริการสุขภาพแบบพหุลักษณ์ ที่มิใช่ระบบหลักที่จะทำให้ประชาชนมี “สุขภาพดี” หรือมี “สุขภาวะ” แต่เป็นระบบที่ต้องทำงานร่วมกันอย่างประสานสอดคล้องกับระบบอื่นๆ ในระบบสุขภาพ
2. ระดับของระบบบริการสุขภาพ (level of health care system)
การจัดแบ่งระบบบริการสุขภาพออกเป็นหลายระดับ เช่น แบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ บริการระดับปฐมภูมิ (primary care) บริการระดับทุติยภูมิ (secondary care) และบริการระดับตติยภูมิ (tertiary care) หรือ แบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ บริการระดับปฐมภูมิ และการดูแลโดยโรงพยาบาล (hospital care) โดยบริการแต่ละระดับมีบทบาทหน้าที่แตกต่างกันนั้น มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญ 2 ประการ คือ
2.1 เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ โดยที่ยังสามารถสร้างหลักประกันในการเข้าถึงบริการของประชาชน เพราะลักษณะการเจ็บป่วยของประชาชนในแต่ละชุมชนนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นโรคหรือความเจ็บป่วยที่ไม่ซับซ้อน สามารถให้การดูแลได้โดยใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นพื้นฐาน มีผู้ป่วยจำนวนไม่มากนักที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลที่ต้องใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ซับซ้อน การจัดโครงสร้างระบบบริการสุขภาพที่สามารถให้บริการครอบคลุมทั้งบริการการแพทย์ขั้นพื้นฐานและบริการการแพทย์ที่ซับซ้อนในทุกพื้นที่ หรือจัดบริการสุขภาพเป็นระดับเดียว (single level) จะทำให้บริการการแพทย์ที่ซับซ้อนจะไม่ถูกใช้อย่างเต็มที่ เนื่องจากอุบัติการณ์ (incidence) การเจ็บป่วยที่ซับซ้อนที่เกิดในชุมชนมีจำนวนไม่มากนัก การจัดบริการในลักษณะนี้จึงไม่เกิดความประหยัดของขนาด (economy of scale) ของบริการทางการแพทย์ที่ซับซ้อน และเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างไม่มีประสิทธิภาพ
2.2 เพื่อให้สามารถจัดบริการสุขภาพที่มีคุณภาพได้อย่างครอบคลุมการจัดแบ่งระบบบริการสุขภาพเป็นหลายระดับ โดยแต่ละระดับมีจำนวนประชากรที่รับผิดชอบแตกต่างกัน คือ บริการสุขภาพระดับต้น หรือบริการระดับปฐมภูมิรับผิดชอบดูแลจำนวนประชากรไม่มากนัก แต่ครอบคลุมการให้บริการสุขภาพที่เป็นปัญหาส่วนใหญ่ ทั้งบริการรักษาพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค และการฟื้นฟูสภาพ ขณะที่บริการในระดับที่สูงขึ้นรับผิดชอบจำนวนประชากรที่มากขึ้น แต่ครอบคลุมการให้บริการเฉพาะโรคที่ไม่เกิดบ่อยแต่มีความซับซ้อน ผลของการจัดแบ่งระบบบริการสุขภาพในลักษณะเช่นนี้ ทำให้สามารถจัดบริการที่มีคุณภาพได้อย่างครอบคลุมด้วยเหตุผลหลายประการคือ
1) การที่บริการปฐมภูมิแต่ละแห่งดูแลจำนวนประชากรไม่มากนัก จึงมีเงื่อนไขที่จะสามารถจัดบริการให้ครอบคลุมได้โดยไม่ยาก ขณะเดียวกันก็มีเงื่อนไขที่จะสร้างสัมพันธภาพที่ต่อเนื่องกับประชาชนในชุมชน ความสัมพันธ์ดังกล่าวจะเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้ผู้ให้บริการเข้าใจและสามารถจัดบริการเพื่อแก้ไขปัญหาสุขภาพของประชาชนอย่างเป็นองค์รวม เป็นการพัฒนาคุณภาพบริการในมิติทางสังคมวัฒนธรรม (socio-cultural aspect)
2) การดูแลผู้ป่วยด้วยโรคที่ซับซ้อนแต่พบไม่บ่อยด้วยสถานพยาบาลในระดับที่สูงขึ้น ทำให้ผู้ให้บริการมีเงื่อนไขที่จะพัฒนาความชำนาญและเทคโนโลยีในการให้บริการ เนื่องจากมีผู้ป่วยจำนวนมากพอสำหรับการพัฒนาดังกล่าว ทำให้คุณภาพบริการทางการแพทย์ (bio-medical aspect) ได้รับการพัฒนาให้มีคุณภาพดีขึ้น
ที่ผ่านมามีความเข้าใจที่สับสนบางประการเกี่ยวกับลักษณะและบทบาทหน้าที่ของบริการสุขภาพระดับต่างๆ อาทิ
1) การจัดแบ่งระดับบริการสุขภาพ เป็นการแบ่งตามระดับความซับซ้อนของการใช้วิทยาการและทรัพยากร โดยบริการระดับต้นจะเป็นบริการที่ใช้วิทยาการและทรัพยากรที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อน (คณะทำงานยกร่าง พรบ.สุขภาพแห่งชาติ 2545 : 5 และ 34) ซึ่งข้อเท็จจริง คือ บริการสุขภาพแต่ละระดับเป็นบริการที่จัดการกับปัญหาที่มีความซับซ้อนแตกต่างกัน บริการระดับต้นเป็นบริการที่จะต้องจัดการกับปัญหาที่มีความซับซ้อนทางด้านสังคมวัฒนธรรมสูง ขณะที่บริการในระดับที่สูงขึ้นต้องดูแลจัดการกับปัญหาทางการแพทย์ที่มีความซับซ้อนสูง
2) บริการระดับต้นเป็นบริการที่มีราคาถูก ขณะที่บริการในระดับที่สูงขึ้นเป็นบริการที่มีราคาแพง การจัดให้มีบริการระดับต้น เพราะไม่มีงบประมาณเพียงพอที่จะจัดให้มีบริการในระดับที่สูงขึ้นในทุกพื้นที่ หากประเทศมีทรัพยากรมากขึ้น ก็ควรจะยกระดับบริการระดับต้นให้เป็นบริการระดับสูงขึ้นในทุกพื้นที่ ซึ่งข้อเท็จจริง คือ การจัดให้มีบริการระดับต้นทำให้ประสิทธิภาพของระบบโดยรวมดีขึ้น แต่การจัดให้มีบริการระดับต้นมิใช่เพราะมีทรัพยากรไม่เพียงพอ แต่เป็นเพราะบริการระดับต้นสามารถจัดบริการที่ความครอบคลุมและมีคุณภาพในมิติทางสังคมวัฒนธรรมได้ดีด้วย
3) การจัดให้มีบริการหลายระดับ ทำให้โอกาสในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่มีความซับซ้อนที่จัดโดยบริการในระดับที่สูงขึ้นลดลง ซึ่งข้อเท็จจริง คือ บริการสุขภาพแต่ละระดับเชื่อมโยงกันด้วยระบบส่งต่อ (referral system) หากระบบส่งต่อมีประสิทธิภาพ ปัญหาการเข้าถึงบริการในระดับที่สูงขึ้นก็จะหมดไป การพัฒนาระบบส่งต่อจึงเป็นประเด็นที่มีความสำคัญ ไม่ว่าจะจัดระบบบริการสุขภาพเป็นกี่ระดับก็ตาม
ดังนั้น ระบบบริการสุขภาพจึงสามารถจัดแบ่งได้หลายระดับ โดยในแต่ละระดับจะมีจำนวนประชากรที่รับผิดชอบแตกต่างกัน มีบทบาทหน้าที่แตกต่างกัน และเชื่อมโยงกันด้วยระบบส่งต่อ เพื่อให้สามารถจัดบริการสุขภาพที่ให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และจัดบริการที่มีคุณภาพได้อย่างครอบคลุมในมิติทางสังคมวัฒนธรรม
(ที่มา : http://www.stou.ac.th/Thai/Grad_Stdy/schools/shs/DOC/no2/no2-3.doc)
ระบบสาธารณสุข (Public Health System)
เป็นระบบย่อยของของระบบสุขภาพ (Total Health Systems) ซึ่งจะมีความหมายครอบคลุมในระดับที่ 1, 2 และ 3 คือหมายรวมถึงกิจกรรมสาขาอื่นๆที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสุขภาพเข้าไปด้วย
กระทรวงสาธารณสุขเป็นกลไกหลักของระบบสุขภาพแห่งชาติ ในฐานะเป็นแกนกลางของรัฐมีบทบาทหน้าที่รับผิดชอบให้มีการดำเนินงานด้านสุขภาพ มีหน่วยงานในสังกัดทั้งหน่วยงานด้านบริหาร ด้านบริการและด้านวิชาการ กระจายอยู่ทั่วประเทศ แต่ในขณะเดียวกันก็มีกระทรวงอื่นที่มีบทบาทหน้าที่ดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับด้านสุขภาพในมิติต่าง ๆ ที่ต้องเชื่อมโยงการทำงานเข้าด้วยกัน ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงแรงงาน เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีกลไกอิสระอื่นๆ ทั้งที่อยู่ในกำกับกระทรวงสาธารณสุขและนอกกำกับ ได้แก่ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) มีหน้าที่บริหารกองทุนเพื่อสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนในสังคมดำเนินงานสร้างเสริมสุขภาพในมิติต่าง ๆอย่างกว้างขวาง สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) มีหน้าที่บริหารเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพเพื่อจัดให้มีบริการสาธารณสุขที่จำเป็นสำหรับประชาชน สำนักงานประกันสังคม(กระทรวงแรงงาน) ดูแลให้มีบริการสาธารณสุขที่จำเป็นแก่ผู้ใช้แรงงานและครอบครัว สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข(สวรส.) มีหน้าที่บริหารเงินกองทุนเพื่อ สนับสนุนการสร้างและจัดการความรู้ด้านระบบสุขภาพ สถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพบริการโรงพยาบาล (พรพ.) มีหน้าที่ส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาคุณภาพและการจัดบริการสาธารณสุขของโรงพยาบาลและสถานบริการสาธารณสุขอื่น ๆ และสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ(สช.) มีหน้าที่ให้ข้อเสนอแนะนโยบายและยุทธศาสตร์ด้านสุขภาพแก่รัฐบาลและทุกภาคส่วนในสังคม
รูปที่ 2 ความเชื่อมโยงของระบบสาธารณสุขในระบบสุขภาพ (ที่มา : การสาธารณสุขไทย 2548 – 2550)
ในขณะเดียวกันก็มีกลไกอื่น ๆ อีกเป็นจำนวนมากที่มีส่วนขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านสุขภาพได้แก่ องค์กรสาธารณประโยชน์ด้านสุขภาพและเครือข่ายประชาสังคมด้านสุขภาพ เช่น มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ มูลนิธิหมอชาวบ้าน มูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภค เครือข่ายประชาคมที่ทำงานด้านเอดส์ เครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุข เครือข่ายการแพทย์แผนไทยและทางเลือก เป็นต้น ซึ่งการทำงานของแต่ละเครือข่ายต่างก็มุ่งเน้นให้เกิดคำว่าสุขภาพในบริบทที่ต่างกันไปในแต่ละเครือข่าย ซึ่งมีทั้งด้านสังคม สิ่งแวดล้อม สุขภาพทางเลือก การคุ้มครองผู้บริโภค ฯลฯ
นอกจากนี้ ในระดับพื้นที่ก็มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบลทั่วประเทศกว่า 7,000 แห่ง มีอำนาจและหน้าที่ดำเนินงานด้านสุขภาพอย่างกว้างขวางและชัดเจนตามเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และพรบ.ที่เกี่ยวข้อง
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ
มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจำนวนมากทั้งในลักษณะของพรบ. กฎกระทรวง ข้อบังคับและระเบียบต่างๆ ทั้งที่กระทรวงสาธารณสุขรับผิดชอบเองและรับผิดชอบร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ
1. พรบ.ที่กระทรวงสาธารณสุขรับผิดชอบเองโดยตรง ได้แก่
2. พรบ. ที่กระทรวงสาธารณสุขไม่ได้เป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงทั้งหมด แต่ร่วมรับผิดชอบกับหน่วยงานอื่นๆ เช่น กระทรวงมหาดไทย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ซึ่งพรบ.ทั้งหลายล้วนส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมหรือการดำเนินงานที่ส่งผลต่อสุขภาพของประชาชน ในทางที่ดี ทั้งในด้าน สิ่งแวดล้อม Environment (พรบ. รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 , พรบ. ส่งเสริมรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 , พรบ.โรงงาน พ.ศ. 2535) ด้านเยาวชนและครอบครัว (พรบ. จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534)
ด้านสวัสดิการและสังคม (พรบ.ผู้สูงอายุ พ.ศ.2546 , พรบ.เงินทดแทนพ.ศ. 2537 , พรบ. การฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ พ.ศ.2534)
ระบบสุขภาพ (Total Health Systems)
สุขภาพมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับปัจจัยต่าง ๆมากมาย ดังนั้น การวิเคราะห์สถานการณ์และแนวโน้มปัญหาสุขภาพของไทยจึงต้องวิเคราะห์และสังเคราะห์จากการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยต่าง ๆ ทั้งด้านปัจเจกบุคคล ครอบครัวและชุม สภาพแวดล้อมทุกมิติที่จะกระทบต่อปัญหาของสุขภาพ รวมทั้งตัวระบบบริการสุขภาพเอง
รูปที่ 3 ความเชื่อมโยงทุกระดับมิติและพลวัตที่เกี่ยวกับสุขภาพ
ระบบสุขภาพ (Total Health Systems) เป็นจะครอบคลุมระดับที่กว้างที่สุด ครอบคลุมมิติทั้ง 4 ระดับ (ตามรูปที่ 1 ขอบเขตและความสัมพันธ์ในระบบสุขภาพ) โดยจะต้องวิเคราะห์ภาพรวมทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง ต้องรวมเอากิจกรรมทั้งหมดที่อาจมีผลกระทบต่อสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นวัตถุประสงค์เพื่อสุขภาพหรือไม่ก็ตาม
1. ระบบเศรษฐกิจ
รายงานประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2552 และ 2553
นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง แถลงข่าวประมาณการเศรษฐกิจไทย ณ เดือนกันยายน 2552 ว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2552 คาดว่าจะหดตัวร้อยละ -3.0 ต่อปี โดยแม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะหดตัวมากจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกในครึ่งปีแรก แต่คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นในครึ่งปีหลังและกลับมาขยายตัวเป็นบวกได้ในไตรมาสสุดท้ายเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากการใช้จ่ายของภาครัฐโดยเฉพาะรายจ่ายเพื่อการลงทุนภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง และการปรับตัวที่ดีขึ้นของเศรษฐกิจคู่ค้าโดยเฉพาะประเทศในเอเชีย อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงจากการใช้จ่ายภาคเอกชนทั้งการบริโภคและการลงทุนที่ยังฟื้นตัวช้า สำหรับด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ คาดว่า อัตราเงินเฟ้อในปี 2552 จะหดตัวมาอยู่ที่ร้อยละ -0.8 ต่อปี ตามราคาน้ำมันที่ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนและค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ขณะที่อัตราการว่างงานมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 1.8 ของกำลังแรงงาน เนื่องจากการจ้างงานที่กลับมาเพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวดีขึ้นในครึ่งปีหลัง ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดในปี 2552 คาดว่าจะเกินดุลมากที่ร้อยละ 8.0 ของ GDP เนื่องจากมูลค่าการนำเข้าที่ลดลงเร็วกว่าการส่งออกมากสำหรับเศรษฐกิจไทยในปี 2553 สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะกลับมาขยายตัวเป็นบวกได้ที่ร้อยละ 3.3 ต่อปี (โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 2.5 – 4.1 ต่อปี) โดยมีแรงส่งเชิงนโยบายต่อเนื่องจากปลายปี 2552 จากการใช้จ่ายของภาครัฐผ่านแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง และการใช้จ่ายภาคเอกชนที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นจากฐานที่ต่ำในปี 2552 ขณะที่การส่งออกสินค้าและบริการในปี 2553 คาดว่าจะกลับมาขยายตัวตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจคู่ค้า ในด้านเสถียรภาพภายในประเทศ คาดว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2553 จะอยู่ที่ร้อยละ 2.5 ต่อปี(ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 2.0 - 3.0 ต่อปี) ตามราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2552 ส่วนเสถียรภาพภายนอกประเทศ คาดว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดในปี 2553 จะเกินดุลลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 4.0 ต่อปี ของ GDP (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 3.7 – 4.6 ของ GDP) เนื่องจากการใช้จ่ายในประเทศที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลให้มูลค่าการนำเข้ามีทิศทางเร่งตัวขึ้นมากกว่ามูลค่าการส่งออก โดยมีรายละเอียดสรุปได้ดังนี้
เศรษฐกิจไทยในปี 2552
ด้านการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
เศรษฐกิจไทยในปี 2552 คาดว่าจะหดตัวที่ร้อยละ -3.0 ต่อปี เนื่องจากเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีแรกที่หดตัวมากจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก ได้ส่งผลให้ปริมาณการส่งออกสินค้าและบริการหดตัวลงมาก โดยแม้ว่าแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกจะส่งผลดีต่อการส่งออกสินค้าและบริการในครึ่งปีหลัง แต่ปริมาณการส่งออกสินค้าและบริการของทั้งปี 2552 คาดว่าจะยังหดตัวที่เฉลี่ยร้อยละ -14.8 ต่อปี สำหรับปริมาณการนำเข้าสินค้าและบริการคาดว่าจะหดตัวลงมากที่ร้อยละ -22.2 ต่อปี ซึ่งเป็นผลจากการนำเข้าเพื่อส่งออกสินค้าที่ลดลงและการหดตัวของการใช้จ่ายภายในประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชนที่คาดว่าจะหดตัวที่ร้อยละ -13.7 ต่อปี ตามการตัดสินใจที่จะชะลอการลงทุนของภาคเอกชน ในช่วงที่ยอดคำสั่งซื้อจากต่างประเทศและในประเทศลดลง ส่วนการบริโภค
ภาคเอกชนแม้ว่าจะมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นในครึ่งปีหลังอันเป็นผลมาจากรายได้เอกชนที่ดีขึ้นตามการจ้างงานที่กลับมาเพิ่มขึ้นและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 1 ของรัฐบาลที่ช่วยเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายให้แก่ภาคครัวเรือน แต่การใช้จ่ายภาคเอกชนที่หดตัวมากในครึ่งปีแรกจะส่งผลให้การบริโภคภาคเอกชนเฉลี่ยในปี 2552 ยังคงหดตัวที่ร้อยละ -1.0 ต่อปีบทบาทสำคัญในการชะลอการหดตัวของเศรษฐกิจไทยในช่วงที่การใช้จ่ายภาคเอกชนยังฟื้นตัวไม่เต็มที่จะขึ้นอยู่กับการเร่งรัดการใช้จ่ายของภาครัฐให้เป็นไปตามเป้าหมาย โดยเฉพาะการเร่งดำเนินการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งที่จะต้องเข้ามาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปี ทั้งนี้ สศค. คาดว่า
การบริโภคภาครัฐในปี 2552 จะเร่งตัวขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 6.4 ต่อปี ขณะที่การลงทุนภาครัฐในปี2552 จะเร่งตัวขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 5.3 ต่อปี
ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ
เสถียรภาพเศรษฐกิจภายในประเทศ ในด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2552 คาดว่าจะหดตัวจากปีก่อนที่ร้อยละ -0.8 ต่อปี เนื่องจากราคาน้ำมันที่คาดว่าจะปรับลดลงมากจากปี 2551 และค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่ไม่รวมราคาน้ำมันและราคาอาหารสด จะลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 0.4 ต่อปี ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการต่ออายุมาตรการลดค่าครองชีพของรัฐบาล ส่วนอัตราการว่างงานมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 1.8 ของกำลังแรงงาน เนื่องจากการจ้างงานที่กลับมาเพิ่มขึ้นตามสภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง ในด้านเสถียรภาพภายนอกประเทศ คาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดในปี 2552 จะเกินดุลสูงมากถึงร้อยละ 8.0 ของ GDP
เนื่องจากการเกินดุลการค้าที่สูงถึง 20.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ อันเป็นผลจากมูลค่าสินค้านำเข้าที่หดตัวลงมากกว่ามูลค่าสินค้าส่งออก โดยคาดว่ามูลค่าสินค้านำเข้าในปี 2552 จะหดตัวมากจากฐานสูงในปีก่อนมาอยู่ที่ร้อยละ -28.8 ต่อปีขณะที่มูลค่าส่งออกในปี 2552 คาดว่าจะหดตัวที่ร้อยละ -17.2 ต่อปี
เศรษฐกิจไทยในปี 2553
ด้านการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
เศรษฐกิจไทยในปี 2553 คาดว่าจะกลับมาขยายตัวได้ที่ร้อยละ 3.3 ต่อปี (โดยมีช่วงคาดการณ์ที่
ร้อยละ 2.5 – 4.1 ต่อปี) โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการใช้จ่ายของภาครัฐภายใต้กรอบงบประมาณขาดดุลอย่างต่อเนื่องที่ร้อยละ 3.5 ของ GDP และรายจ่ายลงทุนของภาครัฐภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ทำให้คาดว่าการลงทุนภาครัฐจะเร่งตัวขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 8.2 ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 5.2 – 11.3 ต่อปี) ขณะที่การบริโภคภาครัฐในปี 2553 คาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 4.8 ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 4.0 – 5.7 ต่อปี) นอกจากนั้น เศรษฐกิจไทยในปีหน้าคาดว่าจะได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการใช้จ่ายภาคเอกชนที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นจากฐานที่ต่ำมากในปี 2552 โดยการบริโภคภาคเอกชนคาดว่าจะกลับมาขยายตัวที่ร้อยละ 4.2 ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 3.7 – 4.7 ต่อปี) เนื่องจากคาดว่ารายได้ของภาคครัวเรือนจะเพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว ประกอบกับจำนวนการจ้างงานและจำนวนชั่วโมงการทำงานน่าจะกลับเข้าสู่ระดับปกติ ส่วนการลงทุนภาคเอกชนในปี 2553 คาดว่ากลับมาขยายตัวจากฐานที่ต่ำเช่นกัน มาขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 6.6 ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 2.7 – 9.0 ต่อปี) โดยการใช้จ่ายในโครงการลงทุนตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งคาดว่าจะช่วยดึงให้การลงทุนภาคเอกชนปรับตัวดีขึ้นตามไปด้วย (Crowding-in Effect) และอัตราดอกเบี้ยที่คาดว่ายังอยู่ในระดับต่ำจะเอื้อให้การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวดีขึ้น สำหรับการส่งออกสินค้าและบริการในปี 2553 คาดว่าจะกลับมาขยายตัวที่ร้อยละ 5.6 ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 4.8 – 6.7 ต่อปี) ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าหลักและฐานที่ต่ำในปีก่อน ส่วนปริมาณการนำเข้าสินค้าและบริการคาดว่าจะกลับมาเร่งตัวขึ้นที่ร้อยละ 12.4 ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 10.6 – 14.2 ต่อปี) ซึ่งเป็นผลจากทั้งการฟื้นตัวของการใช้จ่ายภายในประเทศและการส่งออกสินค้าที่เพิ่มขึ้น
ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ
เสถียรภาพเศรษฐกิจภายในประเทศ ในด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2553 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นมา
อยู่ที่ร้อยละ 2.5 ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 2.0 – 3.0 ต่อปี) จากราคาน้ำมันและราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลกที่คาดว่าจะสูงขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ส่วนอัตราการว่างงานคาดว่าจะลดลงมาอยู่ในระดับปกติที่ร้อยละ 1.3 ของกำลังแรงงาน (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 1.0 – 1.5 ของกำลังแรงงาน) ในด้านเสถียรภาพภายนอกประเทศ คาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะเกินดุลลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 4.0 ของ GDP (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 3.7 – 4.6 ของ GDP) เนื่องจาก ดุลการค้าที่คาดว่าจะเกินดุลลงลงมาอยู่ที่ 9.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ช่วงคาดการณ์ที่ 8.7 – 11.1 พันล้านดอลลาร์
สหรัฐฯ) เนื่องจากมูลค่าสินค้านำเข้าขยายตัวในอัตราเร่งกว่ามูลค่าสินค้าส่งออก โดยคาดว่ามูลค่าสินค้าส่งออกในปี 2553 จะขยายตัวที่ร้อยละ 10.0 ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 9.0 – 11.4 ต่อปี) ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในขณะที่มูลค่าสินค้านำเข้าคาดว่าจะขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 19.5 ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 17.0 – 21.9 ต่อปี) ตามการเร่งตัวขึ้นของการใช้จ่ายภายในประเทศและการสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศที่นำมาผลิตเพื่อส่งออก
(ที่มา : ข่าวกระทรวงการคลัง กลุ่มสารนิเทศการคลัง สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง โทร.
0-2273-9021 ฉบับที่ 133/2552 วันที่ 28 กันยายน 2552)
</
สรุปรวมๆแล้ว คือ หากเราสามารถจัดการกับปัจจัยแวดล้อมต่างๆได้ ก็จะทำให้เรามีระบบสุขภาพที่ดีใช่มั้ยครับอาจารย์