-
ระดับ Meso level ( Health care
organization and community resource)
กระบวนการที่นำไปสู่เป้าหมาย:
- Clinical information system
- Delivery system design
- Decision making support
- Community linkage : Community leadership, Reduce stigma, Coordinate
resource, Complementary service
กรณีศึกษาที่
1 :
ในประเทศสหรัฐอเมริกา คศ. 1999 องค์กรภาครัฐคือThe Agency for
Healthcare Research and Quality
ได้ให้การสนับสนุนทุนพัฒนาเครือข่ายวิจัยในพื้นที่ชื่อ primary care
practice-based research networks (PBRNs )
โดยผู้ให้ทุนวางแผนพัฒนาการนำผลงานวิจัยไปสู่การปฎิบัติในโลกแห่งความเป็นจริง
(Translation research to practice)
ภาพ Translation health system research: Ogilvie et al.
BMC Public Health 2009 9:116
doi:10.1186/1471-2458-9-116
นักวิจัยจาก the Oklahoma Academy of Family Physicians และ
University of Oklahoma ได้จัดตั้งกลุ่ม Oklahoma Physicians
Resource/Research Network (OKPRN) ได้ใช้ระบบ Health information
technology เป็นตัวขับเคลื่อน จึงมีการศึกษาพัฒนาระบบ
The Preventive Services Reminder System
(PSRS) [1]
โดยเริ่มจากเรื่องการให้วัคซีนประจำปีแก่เด็ก การสูบบุหรี่ และ
การให้วัคซีน Pneumococal ในผู้ใหญ่
โดยเน้นใช้เป็นเครื่องมือเตือน (timely reminders)
สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ จึงใช้ระบบ open-source Java
Web application เข้าคอมพิวเตอร์พกพา ( Palm, pocket PC)
การตั้งโปรแกรม PSRS ให้เตือนบุคลากรการแพทย์
ในสามลักษณะคือ เมื่อมีปัจจัยเสี่ยงตามกลุ่มเพศ อายุ
เชื้อชาติ, ปัจจัยเสี่ยงส่วนบุคคลเพื่อป้องกัน Mal-practice
เช่น ประวัติแพ้ยา, ข้อห้าม ข้อบ่งชี้ และ
กำหนดนัดหมายการรับวัคซีน อย่างไรก็ตาม
ความถูกต้องในการทำหน้าที่เตือนของ PSRS
ขึ้นอยู่กับการลงประวัติของผู้ป่วย ( Patient registry)
ซึ่งมีการเก็บข้อมูลได้จากการให้ผู้ป่วยกรอกประวัติในแบบสำรวจอย่างน้อยปีละครั้ง
และทีมรักษาสัมภาษณ์ผู้ป่วยและลงข้อมูล
จากการทดลองใช้โปรแกรมนี้ 6 เดือน
พบว่ามีผู้ใช้อย่างต่อเนื่องเหลืออยู่ 50%
โดยผู้ใช้ต่อเนื่องคือกลุ่มผู้เกี่ยวข้องกับการศึกษาวิจัย
หรือผู้มีความสนใจเรื่อง IT หรือกิจกรรมพัฒนาคุณภาพอยู่แล้ว
กลุ่มผู้ที่เลิกใช้ ส่วนใหญ่อยู่ในหน่วยที่มีระบบการทำงาน (
Workflow) ขาดประสิทธิภาพอยู่เดิม
และกลุ่มแพทย์บางส่วนที่ติดกับ Traditional-physician centered
และไม่ยอมรับการให้อิเลคโทรนิคส์มาทดแทนการตัดสินใจทางคลินิก
โครงการพัฒนาระบบข้อมูลนี้ไม่มีรายงานความต่อเนื่องอีก
ต่อมามีการพัฒนาระบบข้อมูลที่มีการตีพิมพ์และประเมินผลอย่างเป็นระบบ
คือ Vermont Diabetes Information System (VDIS) [2] ซึ่งมีจุดเด่น คือ 1) ใช้ Chronic Care
Model เป็น framework 2)
ข้อมูลของผู้ป่วยถูกนำมาประมวลอัตโนมัติเป็นภาพรวม (population
based)
3) มีการแปลผลห้องปฎิบัติการโดยใช้แนวทางเวชปฎิบัติตามหลักฐาน 4) ใช้ fax หรือ email ส่งข้อมูลถึงผู้ให้บริการหรือผู้ป่วยที่ไม่สามารถเข้าถึง electronic network และ 5) มีการรายงานข้อมูลในรูปแบบที่ง่ายต่อการใช้ประโยชน์ของผู้ให้บริการและผู้ป่วย. แม้ระบบฐานข้อมูลนี้จะเป็นที่พึงพอใจของผู้ใช้ แต่เมื่อเปรียบเทียบระหว่าง กลุ่มทดลองที่ใช้ระบบฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์นี้ กับกลุ่มควบคุมที่ใช้ระบบ กระดาษ หรือคอมพิวเตอร์ง่ายๆ ไม่ซับซ้อน ไม่พบความแตกต่างในเชิงผลลัพธ์ทางคลินิก
ปัจจัยที่เป็นอุปสรรค:
- ความเชื่อที่ว่าการพัฒนาระบบฐานข้อมูล เป็น
“กระสุนนัดเดียวที่ยิงได้นกสองตัว” คือก่อให้เปลี่ยนแปลง Delivery
system และ Decision support
หรือส่งผลให้ผลลัพธ์ทางคลินิกดีตามไปด้วย พบว่าไม่เป็นความจริง
หากแต่การพัฒนาระบบข้อมูลควรทำควบคู่ไปกับการพัฒนาแนวเวชปฎิบัติและระบบการให้บริการ
เพื่อให้เกิดการสอดคล้องซึ่งกันและกัน
- ความซับซ้อนทางเทคนิคของระบบข้อมูลเป็นดาบสองคม หากนำไปใช้ใน
Delivery system ที่มีปัญหาจะสร้างปัญหายิ่งขึ้น ขณะที่หากมี
Delivery system ที่ดีอยู่แล้ว การใช้ระบบฐานข้อมูลที่ราคาถูก
เข้าใจง่ายก็ให้ผลลัพธ์ที่ดีได้เช่นกัน
กรณีศึกษาที่
2: Kaiser permanent institute
เป็นองค์กรไม่แสวงกำไรในสหรัฐอเมริกา ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1945
ด้วยปรัชญาสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงบริการสุขภาพ
โดยเริ่มต้นจากพื้นที่ในเขต North California
ในปัจจุบันเป็นเครือข่ายองค์กรสุขภาพที่ใหญ่ที่สุด
รับผิดชอบประชากรอเมริกาประมาณ 9 ล้านคน โดยสมาชิกส่วนใหญ่อายุ 65
ปีขึ้นไป ( เพื่อรับการดูแลสุขภาพเพิ่มเติมจาก Medicare ของรัฐบาล)
โครงสร้างของ Kaiser ต่างจากหน่วยสุขภาพอื่นในอเมริกา คือใช้ระบบ
Prepaid ของบุคคลที่เป็นสมาชิกเข้าระบบประกันสุขภาพ Health plan
และเน้น Health promotion, Prevention. Kaiser
มีโรงพยาบาลของตนเอง
ซึ่งมีบุคลากรและเครื่องมือให้บริการหลากหลายตั้งแต่การดูแลปฐมภูมิไปจนถึงการตรวจรักษาด้วยเทคโนโลยีระดับสูง
ชื่อเสียงของ Kaiser คือการทำงานร่วมกันระหว่างสหสาขา (Integrative
care) โดยวิถีปฎิบัติของ Kaiser คือบุคลากรไม่ว่าจะเป็น primary care,
secondary care , พยาบาล, เภสัชกร ไปจนถึงฝ่ายบริหารการเงิน
จะมีความสัมพันธ์แบบ Partnership
แต่ละสาขาอาชีพจะมีการประชุมหารือร่วมกัน รับประทานอาหารร่วมกัน
แพทย์และพยาบาลแต่ละความเชี่ยวชาญสามารถทำงานร่วมกันโดยไม่ติดเรื่องสังกัดแผนก
ทำให้นักวิชาการด้านสาธารณสุขจากประเทศในยุโรป รวมทั้ง จาก National
Health Service: NHS ของประเทศอังกฤษ[3]เข้าไปศึกษา พบว่า ระบบของ Kaiser มีความคุ้มค่า
ในแง่สามารถลด Hospital admission และ Length of stay
และตัวชี้วัดคุณภาพในแง่ความต่อเนื่องในการรับบริการระหว่างสหสาขา
ที่ดีกว่าเมื่อเทียบต้นทุนเท่ากัน
ปัจจัยสร้างความสำเร็จ
1.การทำงานร่วมกันระหว่างสหสาขาอย่างใกล้ชิด (Integrated delivery
system) ลดรั้วแบ่งระหว่าง Priamry care และ Secondary care
ส่งผลให้การ Consultation และ Refer
ทำได้อย่างรวดเร็วไม่ติดขัดงานเอกสารหลายขั้นตอน. ระบบสารสนเทศ
ข้อมูลทางอิเลกโทรนิกส์ที่บุคลากรการแพทย์แต่ละฝ่าย
สามารถเข้าถึงอย่างอิสระ
ทำให้มีการใช้ประโยชน์ข้อมูลเต็มที่และสื่อสารถึงกันได้อย่างถูกต้อง
2. ทุกคนรู้สึกเป็นเจ้าขององค์กร (Ownership) แพทย์ พยาบาล
และบุคลากรที่ทำงานให้กับ Kaiser มีบทบาททั้งผู้ให้บริการทางคลินิก
และเสมือนหุ้นส่วน เนื่องจากเงินเดือนมาจากความสามารถในการบริหารเงิน
Prepaid ของผู้ป่วยที่เป็นสมาชิก
ขณะเดียวกันก็ต้องรักษาชื่อเสียงต่อสังคมไว้
ทำให้ทุกสาขาอาชีพต้องทำงานร่วมกันเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กร
จึงสร้างความต่างจากแพทย์ในอเมริกาทั่วไปที่มี Incentive
ในการทำหัตถการเพื่อรับเงินจากบริษัทประกัน แพทย์ใน Kaiser
กลับมีแรงจูงใจในการทำงาน Prevention หรือ Home health care
เพื่อลดค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในการรักษาภาวะแทรกซ้อนและการเข้านอนโรงพยาบาล
3. ค่านิยมขององค์กรที่เข้มแข็งและทุกคนในองค์กรรับทราบ :
ในการรับบุคลากรเข้าทำงานให้กับ Kaiser
มีกฎว่าต้องยอมรับปรัชญาขององค์กร เรื่องการให้บริการคุ้มค่า
ให้สิ่งที่ดีที่สุดแก่ผู้ป่วยโดยตามหลักวิชาการ ไม่แสวงหากำไร
และไม่สามารถไปทำเวชปฎิบัติที่อื่น
ชื่อเสียงขององค์กรนี้เป็นที่ยอมรับของโรงเรียนแพทย์
มีการส่งนักศึกษาแพทย์ไปฝึกงาน และมีสถาบันวิจัยร่วมกัน
ส่งผลให้เกิดการป้อนบัณฑิตย์แพทย์ที่มีคุณภาพซึ่งมีค่านิยมตรงกับขององค์กร
เข้าทำงานกับ Kaiser เป็นจำนวนมาก
เป็นวัฎจักรส่งผลให้ประชาชนเชื่อมั่นในคุณภาพการรักษา
จนกลายเป็นสถาบันระดับชาติที่ทุกคนให้การยอมรับ
4. ประชากรส่วนใหญ่ในความดูแลของ Kaiser permanent institute
70% อยู่ในรัฐ California ซึ่งพลเมืองส่วนใหญ่มีระดับการศึกษาดี
มีแนวคิดให้ความสำคัญเรื่องรักษาสุขภาพของตนเองเป็นทุนเดิม
นอกจากนี้ปัจจัยทางภูมิศาสตร์ที่ผู้คนอาศัยกระจุกตัวเป็นชุมชนขนาดใหญ่
ทำให้เอื้อต่อบริการ Home health care
อนึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า Kaiser permanente
มีองค์ประกอบบางส่วนที่น่าจะเป็นปัจจัยอุปสรรคต่อการพัฒนาระบบบริการ
ตามงานของ Hroscikoski และคณะ11
คือองค์กรใหญ่คู่แข่งน้อยและใช้ Union rule
แต่ก็มีปัจจัยส่งเสริมที่เข้มแข็งเรื่องการสื่อสารในองค์กรจึงทำให้ปรับตัวรับปัญหาการดูแลโรคเรื้อรังได้เป็นอย่างดี

Kaiser permanente สาขา San Francisco สอน resident จาก UCSF ด้วย
กรณีศึกษาที่ 3: ประเทศเดนมาร์คมีการใช้ระบบ Telemedicine ในการวางแผนการรักษา DM foot ของผู้ป่วยที่บ้าน[4] แทนการส่งให้ผู้ป่วยมาพบแพทย์ที่โรงพยาบาล โดยพยาบาลซึ่งไปเยี่ยมผู้ป่วยที่บ้านใช้มือถือมีกล้องถ่ายภาพวีดีโอในระดับความละเอียดสูง แล้วส่งข้อมูลโดยใช้ UMTS (universal mobile telephony system เป็นระบบเครือข่าย 3G ที่มีความเร็วในการรับส่งสูงถึง 2 MB/sec- ผู้เขียน ) มายังโทรศัพท์มือถือและออกจอคอมพิวเตอร์ของแพทย์และพยาบาลผู้เชี่ยวชาญที่โรงพยาบาล โดยอาศัยหลักฐานจากงานวิจัยก่อนหน้านั้นว่า ผลลัพธ์หลังจากดำเนินงานพบว่า แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสามารถให้การวินิจฉัยจากการดูรอยโรคทางผิวหนังทางภาพร่วมกับการถามตอบผ่านโทรศัพท์ ได้ถูกต้องเทียบเคียงกับการดูรอยโรคจากผู้ป่วยจริง นอกจากนี้ยังสร้างความมั่นใจให้กับผู้ป่วย และพยาบาลเยี่ยมบ้านพอใจที่ได้เรียนรู้ร่วมด้วย
รูป 1 แพทย์และพยาบาลผู้เชี่ยวชาญ DM foot ที่โรงพยาบาล (a) กำลังดูภาพที่ส่งมาจาก Videophone ซึ่งพยาบาลเยี่ยมบ้านส่งมา (b)
ปัจจัยสร้างความสำเร็จ
1.
มีความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้
เนื่องจากเครื่องมือที่ใช้ไหลเลื่อนไปกับเทคโนโลยีการสื่อสารที่ก้าวหน้าขึ้นเสมอ
และผสมผสานกับการประเมินและศิลปะของมนุษย์
โครงการนี้เมื่อเทียบกับ Kaiser Permanente Tele-Home Health
Project[5].
ซึ่งพยายามทดแทนการเยี่ยมบ้านอย่างสิ้นเชิงโดยใช้เครื่อง Home
videoteleconference
ติดตั้งไว้ที่บ้านให้ผู้ป่วยสามารถสื่อสารกับทีมที่โรงพยาบาลได้ 24
ชั่วโมง
นอกจากจะต้องลงทุนสูงจนอาจไม่คุ้มทุนในการนำมาใช้นอกสหรัฐอเมริกาแล้ว
ปัจจุบันยังมีเทคโนโลยีอย่าง Skype
ที่ทำหน้าที่ได้เท่าเทียมและต้นทุนต่ำกว่า
รวมทั้งการประเมินร่างกายบางอย่าง (เช่น ความร้อนเย็น,
อ่อนแข็ง)
ก็ยังต้องใช้ความชำนาญในการประเมินของบุคลากรการแพทย์อยู่
2. ก่อนเลือกใช้เทคโนโลยีนี้ ผู้ดำเนินงานมีการศึกษา และทบทวนวรรณกรรมอย่างรอบคอบ โดยมีการศึกษาถึงปัญหาทางเทคโนโลยีที่อาจพบได้ของ UMTs เพื่อเตรียมแผนสำรองไว้ รวมทั้งการฝึกฝนบุคลากรให้คุ้นเคยมั่นใจ ก่อนที่จะนำมาใช้จริง
กรณีศึกษาที่
4:
การดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองภายหลังระยะเฉียบพลัน
ซึ่งผู้ป่วยกลับมารับการดูแลต่อที่บ้านและโรงพยาบาลชุมชน
ยังมีปัญหาขาดความต่อเนื่องในควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดซ้ำ
และการฟื้นฟูสภาพเพื่อลดภาระผู้ดูแล โรงพยาบาลเถิน
จังหวัดลำปางจึงทำโครงการพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองแบบผู้ป่วยนอก[6]
: รูปแบบการพัฒนาจึงแบ่งเป็น 4 ฐาน ได้แก่ 1)
การพัฒนาศักยภาพของแพทย์และพยาบาล ด้วยการจัดระบบข้อมูล
การวางแนวทางปฎิบัติ (Protocal) ของรูปแบบคลินิกและการติดตาม.
ในส่วนการพัฒนาศักยภาพของผู้ป่วยและครอบครัวในการดูแลตนเองนั้น
แบ่งเป็น 2) แบบบูรณาการกับแพทย์แผนไทย แพทย์พื้นบ้าน กับ 3)
ตามหลักวิชาแพทย์ปัจจุบัน และ 4) การสร้างเครือข่าย
ทั้งกับภาคราชการ และภาคประชาชน โดยเฉพาะการอบรมและจ้างอาสาสมัคร
(Auxiliary health worker) เพื่อช่วยงานดูแลสุขภาพที่บ้าน
ผลการดำเนินงาน 6 เดือน พบว่า
สามารถตรวจพบปัจจัยเสี่ยงใหม่ที่ต้องแก้ไขในผู้ป่วย 24 จาก 32 ราย,
ผู้ป่วยและครอบครัวเข้าร่วมกิจกรรมอย่างสม่ำเสมอและมีองค์ความรู้เรื่องอาหารผักพื้นบ้าน
แพทย์แผนไทยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ปัจจัยความสำเร็จ
1.
การให้บริการสุขภาพที่ครอบคลุมถึงการฟื้นฟูสภาพ ลด stigma
ว่าผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง
เกิดจากการไม่ใส่ใจสุขภาพ
จนเมื่อเกิดความพิการทุพพลภาพก็เป็นภาระของครอบครัวและ
สังคม
โครงการนี้สร้างแรงจูงใจให้ผู้ป่วยกลับมาดำเนินชีวิตประจำวัน
การมีทีมเยี่ยมบ้านที่มี
คนในชุมชนร่วมอยู่ในทีม
นอกจากจะสร้างกำลังใจและช่วยลดความรู้สึกเป็นภาระของผู้ดูแล
แล้ว
ยังสร้างความเข้าอกเข้าใจของคนในชุมชนเดียวกันด้วย
2.การยอมรับแพทย์พื้นบ้าน แพทย์แผนไทย
เป็นการลดความขัดแย้งระหว่างความเชื่อของผู้ป่วย
กับทีมผู้ให้บริการ
3. มีการวางแผนดำเนินงาน แบ่งหน้าที่ (Job description)
ของแต่ละสาขาวิชาชีพ รวมทั้ง อสม.
อย่างชัดเจน มีการตั้งวัตถุประสงค์
และตัวชี้วัดประเมินผลที่เป็นรูปธรรม
[1] Nagykaldi Z, Mold JW. The role of health information technology in the translation of research into practice: an Oklahoma Physicians Resource/Research Network (OKPRN) study. J.Am.Board Fam.Med. 2007 Mar-Apr;20(2):188-195.
[2] MacLean CD, Littenberg B, Gagnon M, Reardon M, Turner PD, Jordan C. The Vermont Diabetes Information System (VDIS): study design and subject recruitment for a cluster randomized trial of a decision support system in a regional sample of primary care practices. Clinical Trials December 01;1(6):532-544.
[3] Ham C, York N, Sutch S, Shaw R. Hospital bed utilisation in the NHS, Kaiser Permanente, and the US Medicare programme: analysis of routine data. BMJ 2003 Nov 29;327(7426):1257.
[4] Clemensen J, Larsen SB, Kirkevold M, Ejskjaer N. Treatment of diabetic foot ulcers in the home: video consultations as an alternative to outpatient hospital care. Int.J.Telemed.Appl. 2008:132890
[5] Johnston B, Wheeler L, Deuser J, Sousa KH. Outcomes of the Kaiser Permanente Tele-Home Health Research Project. Arch.Fam.Med. 2000 Jan;9(1):40-45
[6] สราวุธ แสงทอง,กรรณิการ์ ราชสาวงศ์,วนิดา สายต่างใจ และคณะ. การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองแบบผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลเถิน จังหวัดลำปาง. วารสารวิจัยระบบสาธารณสุข. 2551;2(1):777-788.