กราบสวัสดีค่ะครู
เสาร์-อาทิตย์นี้หนูไม่ได้กลับบ้าน แต่ใจก็ไม่ใสพอที่จะไปหาครูในวันครบรอบวันเกิดครู ความคิดปรุงแต่ทำให้เกิดความกลัว แต่ถึงอย่างไรก็เชื่อว่า
“เป็นอีกวันที่หนึ่งครูเบิกบาน และลุกขึ้นมาแบ่งปันความเบิกบานให้ผู้คนที่มาเจอครู”
ตลอดสองวันเหมือนหนูตาย นอน จนเห็นความทุกข์ทรมารของการนอน ทำไมหน่ะเหรอค่ะ มันปวดมึนในหัว กับการที่ร่างกายขนานกับผิวโลกเกินกว่ายี่สิบสี่ชั่วโมง
จะว่าไปเดี้ยงตั้งแต่วันที่ไปรับครูที่สนามบิน กลับมากำลังเขียนบันทึก และจะส่งงานให้ครู เกิดความรู้สึกยอมรับความชั่วตนเองไม่ได้ ล้มตัวลงนอนบนพื้นปูนใต้เตียงตั่ง น่าสมเพช คนที่ปวารณาตัวเป็นนักภาวนา
หนีความจริง ดูเหมือนว่า หนูกลัว กลัวครูจะรู้ว่า หนูชั่วขนาดไหน ตลอดสองวันบ้านก็ไม่ได้เก็บ ลุกขึ้นมาเพียงเขียนโครงการเสร็จได้โครงการเดียวใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงด้วยซ้ำ แล้วก็กลับไปตายซ้ำซาก แค่มีความคิดว่า
“ต้องส่งงานให้ครู”
ความรู้สึกผวาหวาดกลัวก็ปรากฏขึ้นมาในใจ อย่างรุนแรง
หากว่าด้วยศีล ก็ด่างพร้อยทุกข้อ เบียดเบียนตนเอง เวลาที่มีแทนที่จะทำประโยชน์กลับนอนแช่ หนักข้อเข้าคือหนีไปเล่นเกม ความตั้งใจที่เคยมี คำที่รับปากครู ก็ยังไม่ทำ เมาหลงกับการนอน ขาดสติ สาเหตุเหล่านี้เป็นปัจจัยให้ ไม่เจริญ หนักกว่านั้น ดูเหมือนว่า
“หนูกำลังหนีความจริง”
หนีแบบที่เคยหนี บ่าย ๆ เย็น ลุกขึ้นมาเขียนโครงการให้พี่ ๆ ไปปฏิบัติภาวนาด้วยสำนึกว่าเป็นหน้าที่ ดูเหมือนตลอดสองวันนี้ สิ่งนี้เป็นความดีงามสิ่งเดียวที่หนูลุกขึ้นมาทำ ทั้ง ๆ ที่มีสิ่งที่น่าทำมากมาย เช่น ขับรถไปร่วมสร้างกุศลกับครูในวันสำคัญ หรือไม่ก็กลับบ้านไปหาพ่อแม่ แต่ความคิดปรุงแต่งก็ทำให้สองวันนี้หนูได้เรียนรู้ความเสื่อม
คำถาม ๆ ว่า
หนูเห็นความงดงามของพฤติกรรมแย่ ๆ ของตนเองในสองวันนี้ไหม
มันเป็นความย่ำแย่ในความรู้สึกมัว ๆ แต่ก็ทำให้เข้าใจผู้ป่วยที่เขาต้องนอนแช่บนเตียงนาน ๆ นี่ขนาดหนูนอนอยู่ในบ้านของตนเอง ยังมึนงงในหัวขนาดนี้ แล้วคนไข้ที่ต้องทนทุกข์ทรมารร่างกายอยู่บนเตียงคนไข้ในโรงพยาบาลเล่าเขาจะต้องทุกข์ขนาดไหน ใครบอกว่า
“การนอนเป็นการพักที่สมบูรณ์ที่สุด จากประสบการณ์ในสองวันนี้พูดได้เต็มปากเต็มคำค่ะครูว่า นอนมากก็ทุกข์มาก”
การนอนในสองวันนี้เป็นการหนีทุกข์ของหนู หนีทุกข์ก็มาเจอทุกข์ ทุกเดิมไม่ทันแก้ไข ทำความเข้าใจ ทุกข์ใหม่ก็มาคุกคาม
“ไอ้ ติ๋วเอ๊ย แก นี่ โง่ จริง ๆ โง่ ซ้ำซาก ความอดทนไม่มี ความข่มใจไม่ปรากฏ ศีลบกพร่องขนาดนี้ ก็ยากที่ใจจะพบความสงบก็สมแล้ว ที่ต้องรับวิบากกรรม เป็นโอกาสที่ได้เรียนรู้ที่จะน้อมรับผลของกรรม เพราะกฎแห่งกรรมยุติธรรมเสมอ”
หนูแทบไม่กล้าเปิดไฟล์งานที่จะส่งให้ครู เพราะเมื่อใดที่ใจนึกย้อนถึงภาพเหตุการณ์ ณ วันนั้น ลมหายใจก็ติดขัด ความขุ่นมัว ความโกรธ ก็ปรากฏขึ้น แสดงถึงความยึดมั่นถือมั่น และไม่ยอมรับในตนเองค่ะครู
กราบขอขมาครูค่ะ ความผิดครั้งนี้ดูจะมหันต์ หนูทำได้เพียงอดทน แล้วนั่งลงถอดบทเรียนกับตนเอง ใจหนึ่งก็รู้สึกว่า เป็นการแก้ตัว ใจหนึ่งก็บอกว่าเป็นการเรียนรู้กับความล้มเหลว ทำให้นึกถึงคำกล่าวของอาจารย์ โกมาตรที่ท่านเอ่ยว่า
“งานวิจัยชิ้นแรก น่าอายเสมอ” (พอนึกถึงตรงนี้ใจก็ผ่อนคลายมากขึ้นค่ะ)
ครานี้ดูเหมือนว่าไม่ผิดไปจากคำกล่าวของท่านเลยค่ะ
“ผลงานของ Note taker มือใหม่ในวันนั้น น่าอายจริง ๆ ค่ะ”
ขอน้อมรับความผิดแล้วแต่ครูจะเมตตาค่ะ กราบขอบพระคุณครูค่ะ